รวบ! หลวงพี่ลอบมั่วเสพสุรากับสีกาในโรงแรม

ตร.สุรินทร์ รวบพระลอบมั่วเสพสุรากับสีกาในโรงแรม อ้างสึกช่วงออกพรรษา ก่อนยอมรับสารภาพ

วันนี้ (31 ต.ค. 58) ศูนย์วิทยุศรีไผท สภ.เมืองสุรินทร์ ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า มีพระภิกษุปลอมตัวเป็นฆราวาส เปิดห้องพักโรงแรม ดื่มสุรามั่วสีกา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรุดเข้าไปตรวจสอบบริเวณ ห้อง 208 พบ นายเปลื้อง อายุ 64 ปี อยู่ภายในห้อง พร้อมขวดยาบำรุงร่างกายที่ดื่มไปแล้วจำนวนมาก

6

นอกจากนี้ ยังพบ สบง จีวร ภายในกระเป๋า ซึ่ง นายเปลื้อง อ้างว่า เพิ่งสึกจากวัด เมื่อวันออกพรรษาที่ผ่านมา หลังบวชได้ 5 พรรษา จึงเก็บสบง จีวร ไว้เป็นที่ระลึก เจ้าหน้าที่จึงประสานไปยัง อ.กาบเชิง และได้รับการยืนยันไม่มีชื่อวัดดังกล่าว จึงพยายามสอบถามต่อนานกว่า 15 นาที

นายเปลื้อง จึงยอมรับสารภาพว่า เป็นเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งใน ต.อาโพน อ.บัวเชด และเป็นเจ้าคณะตำบลอาโพน บวชมาแล้ว 18 พรรษา โดยเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ที่ผ่านมา นายเปลื้อง ได้แจ้งต่อเจ้าคณะอำเภอบัวเชด ว่า จะเดินทางไปอบรมศีล 5 ในเขตเทศบาลเมืองสุรินทร์ และได้มาจอดรถในซอยโรงเรียนสุรินทร์ศึกษา ก่อนเปลี่ยนชุดเป็นฆราวาส เพื่อเปิดห้องพักโรงแรม จนถูกจับกุมได้ดังกล่าว

จนกระทั่งพนักงานหลายคนเกิดข้อสงสัยในพฤติกรรม ทั้งการไม่ชอบสวมรองเท้า ปกติจะเรียกแทนตัวเองว่า ป๋า แต่บางครั้งก็แทนตัวเองว่า อาตมา จนพนักงานทุกคนต่างเรียกกันว่า เสี่ยหลวงพี่

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวไปพบ พระครูอนุวัฒน์ปัญญาภรณ์ รองเจ้าคณะอำเภอเมืองสุรินทร์ เจ้าอาวาสวัดหนองบัว เพื่อดำเนินการสึกพร้อมทำบันทึกพฤติกรรมปาราชิกขั้นรุนแรง พร้อมประสานไปยัง อำเภอบัวเชด อายัดทรัพย์สินของทางวัดบ้านอาโพน ตรวจสอบ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป

ปลื้ม! จากเด็กบ้านนอก สู่ วิศวกรดูแลรถพระที่นั่ง

เปิดชีวิต ไพโรจน์ พงษ์แจ่ม เด็กบ้านนอก วุฒิป.7 สู่วิศวกรดูแล รถพระที่นั่ง

เว็บไซต์มติชนออนไลน์ ได้มีการนำเสนอชีวิต ไพโรจน์ พงษ์แจ่ม เด็กบ้านนอก วุฒิป.7 สู่วิศวกรดูแล รถพระที่นั่ง โดยผู้สื่อข่าว ได้เดินทางไปที่ บ้านเลขที่ 145 หมู่ 4 ต.เริงราง อ.เสาไห้ จ.สระบุรี พบกับคุณพ่อ และคุณแม่ของนายไพโรจน์ พงษ์แจ่ม อายุ 53 ปี ผู้มีหน้าที่รับใช้ในสำนักราชวัง รับใช้เบื้องยุคลบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นระยะเวลานาน

ไพโรจน์ พงษ์แจ่ม

ไพโรจน์ พงษ์แจ่ม

โดยนายประดิษฐ์ พงษ์แจ่ม อายุ 78 ปี ผู้เป็นพ่อ เล่าว่า ลูกชายนั้นเป็นความปลาบปลื้มใจของครอบครัว แม้ไม่ค่อยกลับบ้าน เพราะห่วงในหลวง ตอนนี้ท่านทรงประชวรต้องคอยรับใช้ทั้ง 24 ชั่วโมง จะเสด็จฯ ไปไหน รถคันไหนเสีย ต้องรับผิดชอบ

นอกจากนี้ เมื่อลูกชายมาเยี่ยมแต่ละครั้ง ก็จะนำสิ่งของเสื้อผ้ามาให้ ซึ่งลูกบอกว่าในวังเขาจัดหามาให้ ซึ่งครอบครัวรู้สึกดีใจมาก ตนก็ได้แต่บอกลูกกลับไปว่า “สงสารในหลวง ที่ต้องแบกภาระมาก เราพอมีใช้ มีกินก็ภูมิใจแล้ว”

ส่วนสาเหตุที่ลูกชายได้เข้าไปรับใช้อยู่ในสำนักราชวังนั้น ผู้เป็นพ่อเล่าย้อนไปเมื่อ ปี พ.ศ. 2521 เกิดน้ำท่วมใหญ่ใน จ.สระบุรี นายไพโรจน์ เป็นคนชอบซ่อมรถยนต์ ระหว่างนั้นมีน้องชายพ่อขับรถทรงงานให้ในหลวง มีศักดิ์เป็นอามาเที่ยวที่บ้าน เห็นนายไพโรจน์ ซ่อมรถเก่ง จึงชวนเข้ามาอยู่ในวัง ซ่อมราชพาหนะในสำนักราชวัง

ซึ่งขณะนั้น นายไพโรจน์ อายุเพียง 16 ปี จบ ชั้น ป.7 เท่านั้น แต่ในหลวงทรงไว้เนื้อเชื่อใจ และให้เป็นนายช่าง จนกระทั่งปัจจุบัน ได้รับตำแหน่งช่างวิศวกร 8 มีหน้าที่ดูแลรถพระที่นั่ง ทั้งกองราชพาหนะ

ข้อมูลข่าว/ภาพ จาก มติชนออนไลน์

MThai News

ปชช.ยังเดินทางแห่ดู’พญานาค’แน่นวัด?

ประชาชนไม่สนคำตัดสินกรมศิลป์ ยัน พญาทอดแห ไม่ใช่ของจริง นายอำเภอสั่งนำเก็บห้ามตั้งบูชา  เจ้าอาวาสวัด สุดทนถูกรบเร้า นำออกตั้งให้บูชา

ความคืบหน้ากรณีพญานาคที่ชาวบ้านแก่นทราย จ.ร้อยเอ็ด ระบุทอดแหได้เป็น พญานาค จนสร้างความฮือฮา ขณะที่ ผลตรวจสอบกรมศิลปากรที่ 10 ชี้ชัด ไม่ใช่พญานาคหรือของโบราณแต่เป็นหล่อโลหะปัจจุบัน ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

พญานาค, พญานาคทอดแห, พญานาคร้อยเอ็ด, บ้านแก่นทราย, ข่าวล่าสุด

ล่าสุด วันที่ 25 เม.ย.58 นายสุรพงษ์ สายโอภาส นายอำเภอ ทำหนังสือสั่งการ ให้นำสิ่งดังกล่าวไปเก็บไว้ที่วัด และห้ามนำมาตั้งให้คนชมและสมคบกับชาวบ้านหลอกลวงประชาชน เพื่อหวังลาภสักการะ โดยเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นจะถือเป็นความผิด และถูกลงโทษ

ขณะที่ผู้ใหญ่บ้านได้เร่งปฏิบัติตาม นำป้ายประกาศคำสั่งของอำเภอไปติดไว้ที่เสาศาลาวัด ประกาศเตือนชาวบ้านห้ามงมงายและแอบอ้างหลอกลวง แต่ก็ไม่เป็นผล

เพราะยังมีชาวบ้านจากทั่วสารทิศจำนวนมากเดินทางมาเพื่อดูให้เห็นกับตากันเนืองแน่นวัด ไม่สนใจกับคำประกาศดังกล่าว และคำตัดสินจากกรมศิลป์

หลายรายได้รบเร้าพระครูปลัดธงชัย วิสารโท เจ้าอาวาสวัด จนทนไม่ไหว ต้องเอาพญานาคในตู้ครอบมาตั้งให้ประชาชนชม และนำเอาธูปเทียนดอกไม้มาแจกฟรีให้ชาวบ้านนำไปสักการะ พร้อมกับตั้งบริจาคให้ชาวบ้านทำบุญ

ขอบคุณข้อมูล/ภาพ สำนักข่าวไทย