ไมค์ ระยอง ถึงตชด.ภ.1 แล้ว หลังถูกคุมตัว

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.หัวหมาก ได้นำตัว1.นายภานุพงษ์ จาดนอก หรือไมค์ ระยอง 2.นายกรกซ แสงเย็นพันธ์ 3.วสันต์ กล่ำถาวร 4.นายสิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ 5.นายณวรรษ เลี้ยงวัฒนา 6.นายณัฐชชนน พยัฆพันธ์ ส่งกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค1

ซึ่งทั้งหมดถูกพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉิน ซึ่งนายภานุพงษ์ จาดนอกหรือไมค์ ระยอง ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวที่ย่านรามคำแหง หลังกลับจากขึ้นเวทีปราศรัย ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง และ แอร์พอร์ตลิ้งค์ หัวหมาก

ต่อมาได้มีนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ได้มาขอเยี่ยมกลุ่มผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุมซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้อนุญาตให้เข้าไปเยี่ยมได้ ซึ่งก่อนเข้าก็ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ว่า

ตนได้เดินทางมาเพื่อขอเข้าพบกับผู้ถูกคุมขังที่อยู่ทางด้าน ซึ่งได้ประสานเจ้าหน้าที่ไว้ก่อนแล้ว ซึ่งจะดูถึงการประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวนว่าจะทำได้ไหม ซึ่งก็เข้าใจว่าในชั้นสอบสวนนั้นต้องใช้เวลานาน

แล้วเท่าที่ดูเ คุณไมค์ ถูกควบคุมตัว ที่รามคำแหง 53 ก็เข้าใจว่ามีการทุบกระจกทุบรถแล้วกระชากไมค์ ลงมาจากรถ ผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องทำขนาดนั้น คือแค่แสดงตัวเนี้ย คุยไมค์ ก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือด้วยซ้ำไป

โดยมีการบอกให้ตำรวจหยุด แล้วตัวเขาจะลงไป แต่ไม่รู้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเขาคิดอะไร ว่าคนร้ายคนนี้ต้องจับให้มั่นคั้นให้ตาย ต้องใช้กำลังบังคับเนี่ย ความรุนแรงมันก็จะเกิดขึ้น ซึ่งภาพแบบนี้ผมคิดว่ามันไม่ควรเกิด ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ที่กระทำความผิดด้วยวิธีที่สันติกว่านี้ คุณไมค์ก็คงจะให้ความร่วมมือ

ซึ่งตอนนี้ มีแกนนำที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมมาไว้ที่นี่ จำนวน 6 คน ซึ่งตัวผมเองกังวลว่า พรุ่งนี้เป็นวันอาทิตย์ ศาลปิดเจ้าหน้าที่ไม่สามารถนำตัวส่งศาลได้ ทำให้ไม่สามารถประกันตัวได้ ต้องรอถึงวันจันทร์ ซึ่งผมคิดว่า คุณไมค์ อาจจะเสียอิสรภาพนานเกินไป ซึ่งก็ต้องเข้าไปคุยกับเจ้าหน้าที่ก่อนว่าจะอนุญาตให้ประกันตัวในชั้นสอบสวนได้ไหม

ระทึก! สารเคมีรั่วไหล ย่านพหลฯ 24 ก่อนพบเป็น อีลีเดียม 192

ระทึก! สารเคมีรั่วไหล ย่านพหลฯ 24 ก่อนพบเป็น อีลีเดียม 192

เมื่อเวลาประมาณ 15.20 น. ที่ผ่านมา เพจ FM. 91 Trafficpro ได้รายงานว่าเกิดเหตุสารเคมีรั่วไหล ในโกดังสินค้าแห่งซ.พหลฯ 24 เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จากสำนักงานปรมณูเพื่อสันติ เข้าตรวจสอบแล้ว พร้อมสั่งเร่งอพยพคนออกจากพื้นที่ และประกาศให้ประชาชนที่อยู่บริเวณดังกล่าว ปิดประตูและหน้าต่างเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

13177048_1244567742220420_6410403477225255127_n

เบื้องต้นคาดว่า เป็น สารกัมมันตรังสีโคบอลต์ 60 ซึ่งเป็นสารอันตราย ที่ใช้สำหรับรักษาผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ที่ถูกรังสีนี้จะให้เกิดเม็ดเลือดขาวต่ำ มีอาการอ่อนเพลีย มือไหม้พอง และสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งบางคนมีอาการตื่นกลัวไม่ยอมรักษาโดยวิธีฉายรังสีจากโคบอลท์-60 หรือสารรังสีหรือแร่โคบอลท์-60 ประกอบด้วย รังสีแกมม่าและรังสีเบต้าและรังสีที่ใช้เป็นตัวรักษาเป็นอันตราย

คือ รังสีแกมมา มีแรงทะลุทลวงมากกว่า รังสีเบต้ามากโคบอลท์-60 เป็นสารรังสีที่ใช้ในทางการแพทย์ในไทย ตั้งแต่ พ.ศ.2501 โดยปัจจุบันใช้เป็นต้นกำเนิดรังสีแกมม่า สำหรับรักษาโรคมะเร็ง โดยอาศัยคุณสมบัติของรังสีที่สามารถทำลายเซลล์มะเร็ง ทำให้ผู้ป่วยหายจากโรคมะเร็งได้ และปัจจุบันนี้ก็มีผู้ป่วยมะเร็งชาวไทยจำนวนมากมายที่รอดชีวิตจากโรคมะเร็งเกิน 10-30 ปี

13179306_1244567745553753_1995257441109586458_n

แต่ทั้งนี้หลังจากการเข้าตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ พบว่ากล่องสารเคมีที่พบเป็นเพียง อีลีเดียม 192 ใช้ตรวจรอยเชื่อมในภาคอุตฯ ระดับรังสีหมดลงแล้ว พร้อมระบุว่าแม้ตรวจจสอบพบว่าอุปกรณ์ชิ้นนี้จะใช้งานและระดับรังสีหมดไปแล้ว ก็จะเคลื่อนย้ายไปไว้ที่สำนักงานเพื่อให้ประชาชนมั่นใจ

โดยเจ้าหน้าที่จากสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากนี้สามารถตรวจสอบได้ว่าบริษัทใดเป็นผู้นำเข้าอุปกรณ์ชิ้นนี้ การนำมาทิ้งไว้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการสอบสวนต่อไปเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ส่วนใครที่พบเจอวัตถุต้องสงสัยที่มีสัญลักษณ์เกี่ยวกับรังสี สามารถแจ้งได้ที่ 089-200-6243 ได้ตลอด 24 ชม.

วอนหยุดดรามา สุนัขลาบาดอร์ขึ้นรถบีทีเอส เพราะไม่ผิด

ไขประเด็นดราม่า กรณีชาวออนไลน์ตั้งคำถาม เพราะเหตุใดสุนัขพันธุ์ลาบาดอร์จึงขึ้นรถบีทีเอสได้ พร้อมวอนหยุดวิจารณ์เพราะไม่ผิดกฎระเบียบของบีทีเอส

หลังจากเกิดการเผยแพร่ภาพ สุนัขพันธุ์ ลาบาดอร์ ปรากฏตัวนอนอยู่ที่พื้นรถไฟฟ้า บีทีเอส และเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ พร้อมตั้งคำถามว่า เพราะเหตุใดเจ้าของของสุนัข จึงสามารถนำสุนัขขึ้นมาในขบวนรถไฟฟ้าได้

page123

ล่าสุดผู้ใช้เฟซบุ๊ก ชื่อ ‘กิตติศักดิ์ เจริญทรัพย์’ ได้ออกมาไขประเด็นดังกล่าวพร้อมระบุข้อความว่า การนำสุนัขขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอส ถือว่าไม่ผิดกฎของบีทีเอส

‘ความจริงก็คือสุนัขพวกนี้เป็นสุนัขนำทางให้เหล่าผู้พิการทางสายตานั่นเองจ้า ทั้งนี้เจ้าของเพจที่ได้แชร์ภาพก็ได้เขียนกำกับไว้ในแคปชั่นเรียบร้อยแล้ว แต่ดูเหมือนว่าหลายๆ คนจะอ่านหนังสือไม่ครบทุกบรรทัด เอ้า ยังไงก็อ่านกันให้ดีก่อนนะ จะได้ไม่หน้าแหกกัน ! ..’

อย่างไรก็ตามเรื่องราวดังกล่าว เป็นเรื่องเข้าใจผิด และก่อให้เกิดประเด็นดรามาในโลกโซเชียล ซึ่งถือเป็นอุทาหรณ์ในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่ไม่รอบครอบ และสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตการอ่านหนังสือของคนไทยอย่างมาก