ด้าน“จิรเดช”รับพร้อมนั่งรมช.กลาโหม เชื่อยังไม่เปลี่ยนตัวรมช.กลาโหม ชณะที่”ยุทธศักดิ์”เก็บตัวเงียบอยู่บ้าน รอ”นายกฯ”ติดต่อ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่า แกนนำพรรคเพื่อไทยเสนอให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เจรจากับพล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมช.กลาโหม เพื่อขอให้ลาออกจากตำแหน่งเนื่องจากคลิปเสียงคล้ายเสียงสนทนากับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ส่งผลกระทบต่อพ.ต.ท.ทักษิณ และรัฐบาล โดยขณะนี้มีกระแสข่าวว่า มีนายทหารระดับสูงหลายนายที่มีโอกาสขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน หากพล.อ.ยุทธศักดิ์ ลาออกจากตำแหน่งรมช.กลาโหม อาทิ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรมว.กลาโหม พล.อ.จิรเดช คชรัตน์ อดีตรองผบ..ทบ.และพล.อ.พิศาล วัฒนวงษ์คีรี อดีตแม่ทัพภาคที่ 4

โดยพล.อ.จิรเดช คชรัตน์ สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนอยู่เฉยๆยังไม่มีใครมาทาบทาม เห็นมีแต่คนวิ่งกัน แย่งกัน คนที่วิ่งก็อยากจะเป็นรัฐมนตรี คนที่ไม่วิ่งเขาก็อยู่เฉยๆน่าจะเป็นความเห็นของพรรคเพื่อไทยที่จะพยายามเปลี่ยนรมช.กลาโหม ซึ่งตนเห็นว่า ยังไม่ควรจะเปลี่ยนในขณะนี้ นี่เป็นการคาดเดาเอง แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพรรค อย่างไรก็ตามหากมีการเปลี่ยนรมช.กลาโหมกันจริงๆ ตนก็ยินดีเข้ามาช่วยงานกองทัพเพราะเรารักกองทัพ หรือใครก็ได้ที่เข้ามาช่วยงานกองทัพ ช่วยงานนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมได้จริง ซึ่งตนอยากได้คนที่รู้เรื่องมาทำงานพร้อมเสนองานที่เป็นประโยชน์กับกองทัพมากกว่าโดยจำเป็นต้องหาคนดีมีความรู้ความสามารถมาช่วยนายกฯทำงาน ไม่ใช่ว่าได้คนดีเข้ามาแล้วนั่งเฉยๆก็ไม่มีประโยชน์เพราะงานของกระทรวงกลาโหมต้องหาคนที่เป็นทหารเคยบริหารงานกองทัพมาก่อน เมื่อเข้ามาทำงานแล้วต้องเสนอข้อคิดเห็นดีๆให้นายกฯตัดสินใจใน ฐานะรมว.กลาโหม เพราะการเป็นรมว.กลาโหมไม่ใช่เรื่องง่ายๆต้องเข้าใจบทบาทของทหาร เข้าใจถึงครอบครัวกำลังพล และสวัสดิการทหาร พร้อมสนับสนุนภารกิจของกองทัพโดยที่กองทัพไม่ต้องมาร้องขอ เมื่อถึงเวลาต้องสนับสนุนกองทัพอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามถือได้ว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่เราได้รมว.กลาโหมหญิงคนแรกที่เข้าใจกองทัพเป็นอย่างดี
ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความเคลื่อนไหวของพล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมช.กลาโหมว่า ขณะนี้ยังเก็บตัวเงียบอยู่กับครอบครัวโดยได้เดินทางไปทำบุญวันเข้าพรรษาก่อนจะกลับมาพักผ่อน และยังไม่ได้รับการติดต่อจากนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมแต่อย่างใด ทั้งนี้ในวันที่ 24 ก.ค.2556 เวลา13.30 น. มีกำหนดการของ พล.อ.ฟ่าน ฉางหลง รองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลางของสาธารณรัฐประชาชนจีน จะเดินทางเข้าพบพล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมช.กลาโหมที่ กระทรวงกลาโหม.โดยจะมีพิธีสวนสนามของทหารกองเกียรติยศต้อนรับอย่างสมเกียรติ จากนั้นพล.อ.ยุทธศักดิ์ จะร่วมหารือกับพล.อ.ฟ่าน ฉางหลง ถึงความสัมพันธ์อันยาวนานของกองทัพทั้งสองประเทศ
ขณะที่ด้าน พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ในวันที่ 24 ก.ค.นี้ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมช.กลาโหม จะเป็นประธานต้อนรับพล.อ.ฟ่าน ฉาง หลง รองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลาง สาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะ ที่เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 24-25 ก.ค. โดยจะประชุมหารือร่วมกันเพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น พร้อมกับพัฒนาความร่วมมือด้านต่างๆ ทั้งการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจและสังคม ส่วนความสัมพันธ์ระดับประชาชนนั้นถือว่าเปรียบเสมือนเป็นญาติ รวมถึงการเสด็จเยือนประเทศจีนของพระบรมวงศานุวงศ์ของไทยก็เป็นเครื่องยืนยันความสัมพันธ์แนบแน่นของทั้งสองประเทศ สำหรับความสัมพันธ์ทางทหารนั้น ได้ให้ความสำคัญเรื่องการขยายความร่วมมือ ระหว่างภัยคุกคามทุกด้าน ทั้งการแลกเปลี่ยนการเยือนผู้บังคับบัญชาทุกระดับ การศึกษา การฝึกร่วม ความร่วมมือด้านเทคนิคทหาร โดยเฉพาะความร่วมมือความสัมพันธ์ด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การประชุมระดับรมว.กลาโหม โดยกองทัพไทยได้ชื่นชมและสนับสนุนการช่วยเหลือทำให้เกิดความสัมพันธ์ในการ พัฒนาขีดความสามารถของกองทัพไทย สอดคล้องกับสถานการณ์ภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไป
ส่วนเรื่องการจัดทำบันทึกความตกลงว่าด้วยการส่งกำลังบำรุงระหว่างสอง ประเทศ ซึ่งขณะนี้อยู่ขั้นตอนการร่างเอโอเอ หากดำเนินการแล้วเสร็จก็จะเป็นการยกระดับความสัมพันธ์และเป็นพื้นฐานการขยาย ความร่วมมือด้านทหารของทั้ง 2 ฝ่ายต่อไปในอนาคต ส่วนโครงการวิจัยพัฒนาจรวดเพื่อความมั่นคง จากการปฏิบัติที่ผ่านมา ทางสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศได้รับการถ่ายทอดเรื่องจรวดหลายลำกล้องนำ วิถี ต่อไปจะพัฒนาร่วมกันเกี่ยวกับการพัฒนาจรวดเพื่อความมั่นคง เพื่อให้เกิดรูปธรรม นอกจากนี้เรื่องการลาดตระเวนร่วมกันในแม่น้ำโขง ที่ผ่านมาได้จัดตั้งกลไกความร่วมมือ 4ฝ่ายได้แก่ จีน พม่า ลาว และไทย ซึ่งจะเป็นมาตรการในการคุ้มครองความปลอดภัยในการเดินเรือในแม่น้ำโขง ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตามความมั่นคงบริเวณชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านสถานการณ์โดยรวม ถือว่าเป็นไปได้ด้วยดี เนื่องจากใช้กลไกทวิภาคีในทุกระดับเสริมสร้างความร่วมมือและการแก้ไขปัญหา
MThai News