น้องชายสมีคำ โผล่แก้ต่างอ้างรูปนอนกับผู้หญิงเป็นตนเอง

น้องชายสมีคำ โผล่แก้ข้อครหา อ้างรูปภาพนอนกับผู้หญิงเป็นภาพตนไม่ใช่สมีคำ ด้าน สุขุม คุยมีทนาย 6 ราย ร่วมช่วยสมีคำ พร้อมยืนยันจะต่อสู้คดีจนถึงที่สุด

13

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ (23 ก.ค.) นายสุขุม วงประสิทธิ ประธานเครือข่ายบ้านวิมุตติธรรม นายสุริ สุขผล อายุ 31 ปี น้องชายหลวงปู่เณรคำ นายชาญณรงค์ สุขผลและนายวิจารย์ สุขผล พี่ชายทั้ง 2 ของ อดีตหลวงปู่เณรคำ ได้ร่วมแถลงข่าวชี้แจงรูปที่ถ่ายนอนกับผู้หญิงเป็นรูปของนายสุริ ไม่ใช่หลวงปู่เณรคำ

นายสุริ บอกว่าสมัยที่บวชอยู่ที่วัดเดียวกับหลวงปู่ตนได้ทำผิดไว้เยอะ แม้แต่เรื่องมีความสัมพันธ์กับสีกาจนทำให้ประชาชนและลูกศิษย์เข้าใจผิด และเป็นสาเหตุที่ทำให้หลวงปู่เดือดร้อนทุกวันนี้  ทั้งยืนยันว่าคนที่นอนในรูปกับผู้หญิงเป็นรูปตนเองและผู้หญิงที่ออกมาอ้างตัวเป็นภรรยาหลวงปู่คือคนที่อยู่ในรูปดังกล่าวแท้ที่จริงแล้วคือภรรยาและลูกของตนเองและพร้อมให้ตรวจ DNAเพื่อยืนยันความจริง

 นายสุริ ยังได้กล่าวต่อว่า ตอนที่เกิดเรื่องใหม่ๆไม่กล้าออกมาแก้ข่าวเพราะกลัวและตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น ตอนนี้คิดได้แล้วเลยออกมาเพื่อแก้ข่าว และขอโทษที่ทำให้ศาสนาเสื่อมเสีย ขอโทษกับบรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายที่ทำให้หลวงปู่เสียหายด้วย

ด้านนายสุขุม กล่าวว่า ขณะนี้มีนักกฎหมาย ครูอาจารย์เข้ามาร่วมในการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมมากขึ้นเพื่อเป็นทนายความว่าความให้พระวิรพล สุขผลถึง 6 ท่าน  และจะขอเป็นฝ่ายขุดคุ้ยตรวจสอบบ้าง ไม่ว่าจะเป็น ดีเอสไอ ปปส.หรือปปง. โดยจะส่งข้อมูลไปยังกรรมาธิการฝ่ายปกครอง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง คุณอภิสิทธิ เวชชาชีวะ คุณชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ เพื่อสอบถามรัฐบาลในการแก้ไขปรับปรุงหน่วยงานต่างๆเพื่อให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย

 MThai news

“ผู้กองปูเค็ม” โพสแฉ! ครอบครัวชินวัตร เตรียมเดินทางออกนอกประเทศ

“ผู้กองปูเค็ม” โพสแฉ! ครอบครัวชินวัตร เตรียมเดินทางออกนอกประเทศต้นเดือนหน้า

pookemUntitled-1

วันนี้ 23 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในหน้าแฟนเพจ “ผู้กองปูเค็ม” ได้โพสต์ข้อความระบุว่า  “นักรบนิรนามแจ้งข่าว..สมาชิกครอบครัวดามาพงศ์และชินวัตร เตรียมเดินทางไปต่างประเทศในวันที่ 7-8 สิงหาคมนี้..มันคือตัวชี้วัดอุณหภูมิการเมืองรุนแรง..หลังจากคณะเสนาธิการร่วมได้ออกมายื่นข้อเสนอ 6 ข้อให้รัฐบาลปฏิบัติตาม”

MThai News

ปูดพท.วิ่งฝุ่นตลบแย่งนั่งรมช.กลาโหม เผยแกนนำพท.หวังปลด “บิ๊กอ๊อด”

ด้าน“จิรเดช”รับพร้อมนั่งรมช.กลาโหม เชื่อยังไม่เปลี่ยนตัวรมช.กลาโหม ชณะที่”ยุทธศักดิ์”เก็บตัวเงียบอยู่บ้าน รอ”นายกฯ”ติดต่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่า แกนนำพรรคเพื่อไทยเสนอให้น.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เจรจากับพล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมช.กลาโหม เพื่อขอให้ลาออกจากตำแหน่งเนื่องจากคลิปเสียงคล้ายเสียงสนทนากับพ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ส่งผลกระทบต่อพ.ต.ท.ทักษิณ และรัฐบาล โดยขณะนี้มีกระแสข่าวว่า มีนายทหารระดับสูงหลายนายที่มีโอกาสขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน หากพล.อ.ยุทธศักดิ์ ลาออกจากตำแหน่งรมช.กลาโหม อาทิ พล.อ.ประวิตร  วงษ์สุวรรณ อดีตรมว.กลาโหม พล.อ.จิรเดช คชรัตน์ อดีตรองผบ..ทบ.และพล.อ.พิศาล วัฒนวงษ์คีรี อดีตแม่ทัพภาคที่ 4

YL_Aod

โดยพล.อ.จิรเดช  คชรัตน์ สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนอยู่เฉยๆยังไม่มีใครมาทาบทาม เห็นมีแต่คนวิ่งกัน แย่งกัน คนที่วิ่งก็อยากจะเป็นรัฐมนตรี คนที่ไม่วิ่งเขาก็อยู่เฉยๆน่าจะเป็นความเห็นของพรรคเพื่อไทยที่จะพยายามเปลี่ยนรมช.กลาโหม ซึ่งตนเห็นว่า ยังไม่ควรจะเปลี่ยนในขณะนี้ นี่เป็นการคาดเดาเอง แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพรรค อย่างไรก็ตามหากมีการเปลี่ยนรมช.กลาโหมกันจริงๆ ตนก็ยินดีเข้ามาช่วยงานกองทัพเพราะเรารักกองทัพ หรือใครก็ได้ที่เข้ามาช่วยงานกองทัพ ช่วยงานนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมได้จริง ซึ่งตนอยากได้คนที่รู้เรื่องมาทำงานพร้อมเสนองานที่เป็นประโยชน์กับกองทัพมากกว่าโดยจำเป็นต้องหาคนดีมีความรู้ความสามารถมาช่วยนายกฯทำงาน ไม่ใช่ว่าได้คนดีเข้ามาแล้วนั่งเฉยๆก็ไม่มีประโยชน์เพราะงานของกระทรวงกลาโหมต้องหาคนที่เป็นทหารเคยบริหารงานกองทัพมาก่อน เมื่อเข้ามาทำงานแล้วต้องเสนอข้อคิดเห็นดีๆให้นายกฯตัดสินใจใน ฐานะรมว.กลาโหม เพราะการเป็นรมว.กลาโหมไม่ใช่เรื่องง่ายๆต้องเข้าใจบทบาทของทหาร เข้าใจถึงครอบครัวกำลังพล และสวัสดิการทหาร พร้อมสนับสนุนภารกิจของกองทัพโดยที่กองทัพไม่ต้องมาร้องขอ เมื่อถึงเวลาต้องสนับสนุนกองทัพอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามถือได้ว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่เราได้รมว.กลาโหมหญิงคนแรกที่เข้าใจกองทัพเป็นอย่างดี

ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความเคลื่อนไหวของพล.อ.ยุทธศักดิ์  ศศิประภา รมช.กลาโหมว่า ขณะนี้ยังเก็บตัวเงียบอยู่กับครอบครัวโดยได้เดินทางไปทำบุญวันเข้าพรรษาก่อนจะกลับมาพักผ่อน และยังไม่ได้รับการติดต่อจากนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมแต่อย่างใด ทั้งนี้ในวันที่ 24 ก.ค.2556 เวลา13.30 น. มีกำหนดการของ พล.อ.ฟ่าน ฉางหลง รองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลางของสาธารณรัฐประชาชนจีน จะเดินทางเข้าพบพล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมช.กลาโหมที่ กระทรวงกลาโหม.โดยจะมีพิธีสวนสนามของทหารกองเกียรติยศต้อนรับอย่างสมเกียรติ จากนั้นพล.อ.ยุทธศักดิ์ จะร่วมหารือกับพล.อ.ฟ่าน ฉางหลง  ถึงความสัมพันธ์อันยาวนานของกองทัพทั้งสองประเทศ

ขณะที่ด้าน  พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ในวันที่ 24 ก.ค.นี้ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมช.กลาโหม จะเป็นประธานต้อนรับพล.อ.ฟ่าน ฉาง หลง รองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลาง สาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะ ที่เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 24-25 ก.ค. โดยจะประชุมหารือร่วมกันเพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น พร้อมกับพัฒนาความร่วมมือด้านต่างๆ ทั้งการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจและสังคม ส่วนความสัมพันธ์ระดับประชาชนนั้นถือว่าเปรียบเสมือนเป็นญาติ  รวมถึงการเสด็จเยือนประเทศจีนของพระบรมวงศานุวงศ์ของไทยก็เป็นเครื่องยืนยันความสัมพันธ์แนบแน่นของทั้งสองประเทศ สำหรับความสัมพันธ์ทางทหารนั้น ได้ให้ความสำคัญเรื่องการขยายความร่วมมือ ระหว่างภัยคุกคามทุกด้าน ทั้งการแลกเปลี่ยนการเยือนผู้บังคับบัญชาทุกระดับ การศึกษา การฝึกร่วม ความร่วมมือด้านเทคนิคทหาร โดยเฉพาะความร่วมมือความสัมพันธ์ด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การประชุมระดับรมว.กลาโหม โดยกองทัพไทยได้ชื่นชมและสนับสนุนการช่วยเหลือทำให้เกิดความสัมพันธ์ในการ พัฒนาขีดความสามารถของกองทัพไทย สอดคล้องกับสถานการณ์ภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไป

ส่วนเรื่องการจัดทำบันทึกความตกลงว่าด้วยการส่งกำลังบำรุงระหว่างสอง ประเทศ ซึ่งขณะนี้อยู่ขั้นตอนการร่างเอโอเอ หากดำเนินการแล้วเสร็จก็จะเป็นการยกระดับความสัมพันธ์และเป็นพื้นฐานการขยาย ความร่วมมือด้านทหารของทั้ง 2 ฝ่ายต่อไปในอนาคต ส่วนโครงการวิจัยพัฒนาจรวดเพื่อความมั่นคง จากการปฏิบัติที่ผ่านมา ทางสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศได้รับการถ่ายทอดเรื่องจรวดหลายลำกล้องนำ วิถี ต่อไปจะพัฒนาร่วมกันเกี่ยวกับการพัฒนาจรวดเพื่อความมั่นคง เพื่อให้เกิดรูปธรรม นอกจากนี้เรื่องการลาดตระเวนร่วมกันในแม่น้ำโขง ที่ผ่านมาได้จัดตั้งกลไกความร่วมมือ 4ฝ่ายได้แก่ จีน พม่า ลาว และไทย ซึ่งจะเป็นมาตรการในการคุ้มครองความปลอดภัยในการเดินเรือในแม่น้ำโขง ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตามความมั่นคงบริเวณชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านสถานการณ์โดยรวม ถือว่าเป็นไปได้ด้วยดี เนื่องจากใช้กลไกทวิภาคีในทุกระดับเสริมสร้างความร่วมมือและการแก้ไขปัญหา

MThai News