ร่อนจดหมายเปิดผนึกกดไลค์-แชร์ไม่ผิด

จดหมายเปิดผนึก กรณี ปอท. ออกหมายเรียกบุคคลที่แสดงความคิดเห็นผ่านสังคมออนไลน์เป็นการกระทำผิดกฎหมายอาญา และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

องค์กรวิชาชีพสื่อออกจม.เปิดผนึก

ตามที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (“ปอท”) ได้ออกหมายเรียกบุคคลที่ถูกอ้างว่าเป็นผู้ที่โพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ที่ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก จำนวน 4 ราย

ซึ่งในจำนวนดังกล่าวรวมถึงนายเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ บรรณาธิการอาวุโสสายข่าวการเมืองและความมั่นคงองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ Thai PBS นั้น

องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ประกอบด้วย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้ร่วมกันพิจารณากรณีนี้แล้วเห็นว่า

การโพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ของบุคคลดังกล่าวถือเป็นเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นส่วนบุคคลตามสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติรับรองและให้ความคุ้มครองไว้ มิได้มีเจตนาที่จะก่อให้เกิดความตื่นตระหนก หรือก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวายในบ้านเมืองแต่อย่างใด

กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท) จึงควร ใช้ดุลยพินิจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 อย่างเป็นธรรม

โดยการตีความบทบัญญัติของกฎหมายอย่างเคร่งครัด และไม่ควรใช้ความเชื่อหรือแรงกดดันทางการเมืองในการใช้อำนาจเกินกว่าขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไว้ อันมีลักษณะเป็นการข่มขู่ให้เกิดความกลัวแก่ประชาชนทั่วไปในการสื่อสารแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตผ่านสื่อสังคมออนไลน์

ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นความผิดฐานละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญาได้
นอกจากนี้องค์กรวิชาชีพสื่อทั้ง 4 องค์กร ยังเห็นว่าการกด like หรือ กด Share เป็นปรากฎการณ์ปกติและเป็นการสร้างปฎิสัมพันธ์ร่วมกันในสังคมออนไลน์ที่นิยมแสดงความคิดเห็นระหว่างกัน (Interactive)

ดังนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ควรตีความว่า การกด Like คือการร่วมลงชื่อรับรองข้อมูลอันเป็นความผิดดังกล่าว แม้มิได้เจตนาโดยตรงแต่เป็นเจตนาเล็งเห็นผลว่าการ Like นั้นให้ข้อมูลได้รับความเชื่อถือมากขึ้นย่อมเข้าองค์ประกอบความผิดในฐานะตัวการร่วมตามประมวลกฎหมายอาญา

ทั้งนี้การกด Like หรือกด Share ดังกล่าวต้องไม่เป็นการกระทำตามบทบัญญัติมาตรา 14 (5) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

โดยเจตนาเล็งเห็นผล (ซึ่งอาจได้รับโทษฐานเป็นตัวการร่วมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) กล่าวคือ ต้องไม่เป็นการเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วนหรือข้อมูล คอมพิวเตอร์ อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน

หรือโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญาหรือข้อมูล คอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้
อย่างไรก็ตามขอให้สื่อมวลชนที่แสดงความคิดเห็นผ่านสังคมออนไลน์พึงตระหนักว่าสื่อสังคมออนไลน์ไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัว แต่เป็นพื้นที่สาธารณะ ดังนั้นการแสดงความคิดเห็นใดๆ จึงควรยึดถือแนวปฏิบัติสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เรื่อง การใช้สื่อสังคมออนไลน์ของสื่อมวลชน พ.ศ.2553 เป็นสำคัญ

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์
ชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ

ช่วย 2 พ่อลูก ใช้ชีวิตเป็นคนป่ากว่า 40 ปี หนีภัยสงครามเวียดนาม

MThai News: สำนักข่าวต่างประเทศเผยภาพการช่วยเหลือ 2พ่อลูกชาวเวียดนามซึ่งไปใช้ชีวิตในป่าลึกนานกว่า 40 ปี หลังสงครามเวียดนามคร่าชีวิตภรรยาและลูกชายอีก 2 คน

คนป่า,สงครามเวียดนาม

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากนักล่าของป่าว่าพบเห็นคนป่ามีท่าทีผิดปกติ จึงได้ออกค้นหาใช้นานกว่า 5 ชั่วโมงก่อนจะพบทั้งสองที่ป่าลึกในเขต Tay Tra เมือง Quang Ngai ของเวียดนาม ทั้งสองอาศัยอยู่ในกระท่อมไม้ ปกปิดร่างกายด้วยการนุ่งเปลือกไม้ ประทังชีวิตด้วยผลไม้และมันสำปะหลัง

นาย Ho Van Thanh วัย 82 ปี ผู้เป็นพ่อ เล่าว่า หลังจากเกิดสงครามเวียดนามภรรยาของเขาและลูกชายอีก 2 คนถูกระเบิดจนเสียชีวิต เขาทำใจไมได้จึงพาลูกชายคนเล็กคือนาย Ho Van Lang ขณะที่อายุเพียง 2 ขวบ หลบหนีเข้าป่าและตัดขาดจากโลกภายนอก ส่งผลให้นาย Ho Van Lang ไม่เข้าใจภาษาใดๆเลย

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้พาสองพ่อลูกออกจากป่าและนำไปตรวจร่างกาย จากนั้นจะดูแลให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตเหมือนคนเมืองทั่วๆไปได้

MThai News

คนป่า,สงครามเวียดนาม

คนป่า,สงครามเวียดนาม

คนป่า,สงครามเวียดนาม

คนป่า,สงครามเวียดนาม คนป่า,สงครามเวียดนาม  

คนป่า,สงครามเวียดนาม คนป่า,สงครามเวียดนาม   คนป่า,สงครามเวียดนาม

คนป่า,สงครามเวียดนาม

ประยุทธ์ รับเจ็บปวด ถูกมองทหารยิงปชช. ลั่นไม่ทิ้งลูกน้อง ปมศาลชี้ 6 ศพ

ประยุทธ์ รับ เจ็บปวดถูกมองทหารยิงปชช. ลั่นไม่ทิ้งลูกน้อง ปมศาลชี้ 6 ศพ แค่อยู่ในขั้นไต่สวน ยังไม่ถึงขั้นตอนทหารแจงต้องสู้อีก 3 ศาล คดีจบเมื่อไรยังไม่รู้

เมื่อเวลา 07.30 น. 9 ส.ค.56 ผู้สื่อข่าว MThai News รายงานว่า ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรถวายเป็นพระราชกุศลพร้อมถวายราชสักการะและถวายพระพรชัยมงคล เพื่อแสดงความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนม์พรรษา 81พรรษา

ประยุทธ์ จันทร์โอชา,

ถึงกรณีที่ศาลอาญาอ่านคำสั่งไต่สวนชันสูตรพลิกศพผู้เสียชีวิต 6 ศพว่า ถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนารามระหว่างเหตุการณ์กระชับพื้นที่ชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 ว่า ขั้นตอนนี้เรียกว่าขั้นตอนการไต่สวน ในกรณีที่มีผู้ไปร้องเรียนว่า มีการบาดเจ็บ สูญเสีย หรือเสียชีวิต จากการกระทำของเจ้าหน้าที่ ก็จะต้องมีการไต่สวน

ซึ่งผู้ที่ไปร้องนั้น ศาลจะเรียกไปชี้แจง ซึ่งพยานส่วนใหญ่ที่ไปชี้แจงเป็นพยานฝ่ายผู้เสียหาย ส่วนพยานที่ถูกกล่าวหา คือ กองทัพบกแทบยังไม่ได้เข้าไปชี้แจงเพราะยังไม่ได้อยู่ในขั้นตอนตรงนั้น วันนี้ที่ศาลท่านได้สรุปมา ตนไม่อยากเข้าไปก้าวล่วง เพราะเป็นการตัดสินโดยศาลอาญาในการไต่สวน

หลังจากนี้จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม คือ การเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องต่อสู้ในการหาพยานหลักฐานมาต่อสู้กันอีก 3 ศาล จบเมื่อไรยังไม่รู้ และตนยืนยันอยู่เสมอว่า กองทัพบก ได้รับคำสั่งหรือสั่งการลงไปไม่เคยสั่งให้ไปทำร้ายใครทั้งสิ้น และยังไม่มีผู้ใต้บังคับบัญชาสักคนที่ยืนยันว่าเขายิงคนเสียชีวิต ทุกอย่างเป็นไปตามระบบการทำงานทั้งสิ้น

และทำงานด้วยความตั้งใจที่จะทำให้สถานการณ์ลดระดับลงไปสู่เหตุการณ์ปกติ ขอให้มองเรื่องนี้ให้เป็นกระบวนการยุติธรรมดีกว่า ตนไม่อยากไปตอบโต้ในสื่อต่างๆให้วุ่นวาย ตนเป็นฝ่ายที่เคารพกฎหมาย บางครั้งตนต้องยอมเจ็บปวดเอง คือ การที่กองทัพบกถูกกล่าวหา และผู้ใต้บังคับบัญชาจะมองว่าผู้บังคับบัญชาไม่ดูแลเขา

ทั้งนี้ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์กระชับพื้นที่เมื่อปี 53 จนถึงวันนี้ ทุกคนที่ปฎิบัติหน้าที่ ทุกคนที่ถูกเรียกไปสอบปากคำ ทุกคนที่บาดเจ็บ และสูญเสีย ทางกองทัพบกดูแลทั้งสิ้น เพียงแต่เราไม่ได้เสนอเป็นข่าวเท่านั้น เรามีคณะกรรมการ ฝ่ายกฎหมายดูแลเรื่องนี้อยู่ เราเอาสำนวนต่างๆมาดู และตรวจสอบทั้งหมด

การจะไปให้การอะไรต่างๆ ต้องให้การในข้อเท็จจริง สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นกระบวนการ หากมีการกล่าวหาต้องว่ากันไปตามตัวบทกฎหมาย ถ้าเราไม่รู้จักว่า อะไรคืออะไร มันจะไปไม่ได้ และไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาอะไรไม่ได้สักอย่าง สิ่งนั้นยังไม่จบเดี๋ยวก็เกิดขึ้นมาใหม่ เงื่อนไขตรงนี้ก็มีอีก แล้วจะอยู่กันอย่างไร ผมไม่รู้จะตอบกันอย่างไร แล้วอย่ามองว่า กองทัพบกเป็นจำเลย กองทัพบกไม่ใช่จำเลย

ส่วนกรณีที่มีการเสนอ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมว่า เป็นกระบวนการทางรัฐสภา ซึ่งในตอนนี้ผ่านวาระที่ 1 แล้ว เหลือวาระ 2 และ 3 ตนไม่รู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปหรือไม่ ซึ่งเท่าที่อ่านดูจากสื่อเห็นว่า อาจจะมีการฟ้องศาลรัฐธรรมนูญกันอีก ส่วนอะไรจะเกิดขึ้นต้องว่ากันไปตามกระบวนการ

ส่วนกองทัพเราเป็นสถาบันหลักสถาบันหนึ่งจะต้องยืนหยัดดูแลบ้านเมือง วันนี้มีข้อขัดแย้งมากมายหลายประการ เราต้องปล่อยให้กระบวนการทุกกระบวนการเดินหน้าไปให้ได้ นั่นคือสิ่งที่เราควรกระทำ ไม่ใช่ว่า เดินได้เพียงครึ่งๆกลางๆ แล้วไปหยุด แล้วมาเริ่มต้นใหม่อย่างนี้ก็ต้องมาเริ่มผิดใหม่กันอีก อยากให้สิ่งเหล่านี้เดินไปก่อน เพราะสิ่งเหล่านี้มีกระบวนการอยู่แล้ว ทุกอย่างยังอยู่ครบ

องค์กรของรัฐ ศาลทุกศาลยังอยู่ครบ กฏหมายทุกตัวยังใช้อยู่ก็ให้เดินหน้ากันต่อไป ประชาชนในประเทศไทยมี 60 กว่าล้านคน ก็แสดงความคิดเห็นกันออกไป นี่แหละคือ สิ่งที่เป็นกระบวนการประชาธิปไตยที่แท้จริง แต่เราต้องรู้หน้าที่รู้ว่าอะไร คือนิติรัฐ นิติศาสตร์ นิติธรรม อะไรคือความถูกต้อง ต้องสอนกัน อยากให้คนไทยเรียนรู้ว่า เราจะอยู่กันอย่างไรในวันนี้ ปัญหาที่มาทั้งหมดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นปัญหาที่สอนให้คนไทยเข้มแข็งขึ้น ให้สังคมไทย และองค์กรทุกองค์กรในประเทศชาติ เข้มแข็งขึ้น

ขณะเดียวกันตนไม่ได้ย้อนกลับไปปัญหาเก่า ตนพูดถึงว่า ปัญหาต่อไปข้างหน้า คือ ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ซึ่งจะมาอีกมากมายในการเป็นประชาคมอาเซียน ทุกประชาคมจะต้องแข่งขันกันเรื่องเศรษฐกิจ สิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่อันตรายที่จะเกิดกับประเทศไทย ถ้าเรารบกันเองอยู่แบบนี้ ตนว่า เราไม่เข้มแข็งพอจะไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียน และจะเป็นประเทศที่อ่อนแอที่สุดในประชาคมอาเซียน

เพราะปัญหาภายในประเทศที่แก้ไม่ได้ และปัญหาภายนอกที่จะตามเข้ามาอีก ซึ่งจะซ้ำเติมให้อ่อนแอลงไปเรื่อยๆ ผมคิดว่า จะทำอะไรก็ทำกัน โดยใช้กระบวนการที่ถูกต้อง ชอบธรรมตามกฎหมายประชาธิปไตย แก้ปัญหาให้ได้โดยเร็วก่อนปี 58 ไม่เช่นนั้นประเทศไทยก็ถอยหลัง ผมเป็นห่วงเท่านี้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ขณะที่นายนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ถามถึงผบ.เหล่าทัพ ว่ามีจุดยืนอย่างไร ที่จะมีการนิรโทษกรรมผู้ที่ทำความผิดมาตรา 112 นั้น ตนเคยตอบไปแล้วว่า อะไรก็ตาม ถ้าได้มีการเดินตามกระบวนการทางกฎหมาย และถูกต้อง ตนไม่สามารถไปขัดขวางได้ แต่ถ้าอะไรไม่ถูกต้องและชอบธรรม สิ่งนั้นก็ผ่านไปไม่ได้ ถ้าคนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย

นี่คือกระบวนการประชาธิปไตย ตนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคมไทยในขณะนี้ กฎกระทรวงกลาโหมเขียนไว้ชัดเจนว่า ทหารจะต้องไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง หรือกระบวนการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองดำเนินการ ไม่พูดจาขัดขวางต่อต้านกับรัฐบาล ไปดูกฎกระทรวงกลาโหมที่เขียนมา ตนพยายามยืนหยัดอยู่ตรงนั้น

ส่วนกองทัพมีหน้าที่ป้องป้องสถาบันจะยอมได้หรือไม่นั้น ตนขอถามว่าจะให้ตนปกป้องด้วยอะไร ด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์หรือ ตนทำอะไรมากมายพอสมควร ซึ่งตนพูดคุยกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในเรื่องนี้แล้ว แต่ไม่จำเป็นที่จะมาพูดออกสื่อ เพื่อประชาสัมพันธ์ เพราะไม่ใช่เรื่อง

เราทำหน้าที่ตามกฎหมายเขาว่าอย่างไรก็ทำตามนั้น ใครละเมิดมาตรา 112 ถ้าเกินกว่าเหตุ หรือพูดจาพบปะพูดคุยแล้วไม่รู้เรื่องจะต้องส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดี ซึ่งเป็นขั้นตอนของตำรวจและกระทรวงไอซีทีดำเนินกันไป ไม่ใช่ทหารตั้งแต่ต้นจนจบ ต้องเข้าใจหน้าที่ของแต่ละคน ทหารไม่ได้มีหน้าที่ตามกฎหมาย คดีอาญา คดีแพ่ง ทหารไม่มีอำนาจตรงนี้

ถ้ามีได้ก็ตามกฎอัยการศึกเท่านั้น หรือตามประกาศ พ.ร.บ. มั่นคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เท่านั้น ที่ทหารสามารถออกมาทำงานนอกหน่วยได้ ตนยังรักชาติบ้านเมือง รักสถาบัน และประชาชนเหมือนเดิม แต่ตนจะต้องดำเนินการในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม และเป็นไปตามกฏหมาย เป็นสิ่งที่ตนยืนยันอยู่เสมอ อย่ามาทำลายเกียรติยศและศักดิ์ศรีกองทัพบก คนที่พูดจาใส่ร้ายให้เกิดความเสียหาย ขอให้ระมัดระวังตัวเองเพราะกฏหมายมีอยู่

MThai News

ประยุทธ์ จันทร์โอชา,

ประยุทธ์ จันทร์โอชา,

ประยุทธ์ จันทร์โอชา,

ประยุทธ์ จันทร์โอชา,

ประยุทธ์ จันทร์โอชา,

ประยุทธ์ จันทร์โอชา,

ประยุทธ์ จันทร์โอชา,

ประยุทธ์ จันทร์โอชา,

ประยุทธ์ จันทร์โอชา,