อู้ฟู่! 111 บจ.ปั่นผล 6 เดือนแรก 91,423 ล้าน

บริษัทจดทะเบียน 111 แห่งใน SET และ mai ประกาศจ่ายเงินปันผลครึ่งแรกปี 2556 แล้ว 91,423 ล้านบาท คาดครบทุกบริษัทมีแนวโน้มสูงกว่า 100,000 ล้านบาท สูงเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน

10

นายชนิตร ชาญชัยณรงค์ รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า จากข้อมูลที่บริษัทจดทะเบียนรายงานตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ 20 ส.ค. 2556 มีบริษัทจดทะเบียนที่ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลงวด 6 เดือนแรกปี 2556 (ไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์) แล้ว 111 แห่ง เป็นบริษัทใน SET 93 แห่ง จ่ายเงินปันผล 90,791 ล้านบาท และ mai 18 แห่ง จ่ายเงินปันผล 632 ล้านบาท โดยรวมคิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล (payout ratio) ของงวดครึ่งปีที่ 62.47% เพิ่มขึ้นจาก 45.06% ในปีที่แล้ว

“หลังวิกฤตปี 2540 ผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และเป็นการเติบโตภายใต้การรักษาวินัยทางการเงินและการจัดการโครงสร้างเงินทุนที่เหมาะสม ทำให้บริษัทจดทะเบียนไทยในปัจจุบันมีฐานะและสภาพคล่องทางการเงินที่แข็งแกร่ง สะท้อนจากอัตราส่วนหนี้สินรวมต่อทุนลดลงตลอดช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ขณะที่อัตราส่วนเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดต่อสินทรัพย์รวม และความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งการจัดการด้านการเงินที่ดีนี้ทำให้ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทน ทั้งในด้านราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นตามมูลค่ากิจการ รวมถึงเงินปันผลด้วย” นายชนิตรกล่าว

จากสถิติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลงวด 6 เดือนแรก พบว่าในปี 2543 มูลค่าการจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียนอยู่ที่ 2,157 ล้านบาท จากผลประกอบการที่เติบโตและการบริหารสภาพคล่องทางการเงินที่ดี ทำให้ตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา มีการจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้นและสูงกว่าระดับ 100,000 ล้านบาท โดยปี 2554 อยู่ที่ 117,126 ล้านบาท และปี 2555 อยู่ที่ 123,144 ล้านบาท

“คาดว่าการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลงวด 6 เดือนแรกปีนี้ยังคงอยู่ในระดับสูง และจะเกินระดับ 100,000 ล้านบาทเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน จากกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนงวดครึ่งปีแรกที่เติบโตดี และยังเหลือบริษัทอีกหลายแห่งที่ยังไม่ได้ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ทั้งนี้ ในช่วงที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนสูง หากราคาหุ้นลดลงมากและมีส่วนลดจากมูลค่าที่แท้จริงของกิจการมากพอ การเลือกลงทุนหุ้นปันผลที่กิจการมีพื้นฐานดีและผลการดำเนินงานเติบโต เป็นทางเลือกในการลดความเสี่ยงการลงทุนได้” นายชนิตรกล่าวเสริม

นอกจากการจ่ายเงินปันผลแล้ว ยังมีบริษัทจดทะเบียนที่ประกาศจ่ายหุ้นปันผล (stock dividend) ระหว่างกาลงวดครึ่งปีแรก อีก 4 บริษัท คือ บมจ. บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป (BROOK) บมจ. ผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี (CCP) บมจ. ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ (CI) และ บมจ. ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) คิดเป็นมูลค่าการจ่ายเงินปันผลรวม 570 ล้านบาท

สำหรับบริษัทใน SET ที่ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลแล้วสูงสุด 5 อันดับแรกได้แก่ บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) บมจ. ชิน คอร์ปอเรชั่น (INTUCH) บมจ. ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) บมจ. พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) และบมจ. ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ซึ่งเงินปันผลของ 5 บริษัทมีมูลค่ารวมกัน 58,469 ล้านบาท หรือ 64.40% ของมูลค่าเงินปันผลระหว่างกาลทั้งหมดใน SET

ส่วนบริษัทใน mai ที่ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลแล้วสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ บมจ. โมโน เทคโนโลยี (MONO) บมจ. มาสเตอร์ แอด (MACO) บมจ. ยูนิมิต เอนจิเนียริ่ง (UEC) บมจ. เกียรติธนา ขนส่ง (KIAT) และบมจ. ถิรไทย (TRT) มีมูลค่าเงินปันผลรวม 367 ล้านบาท หรือ 58.09% ของมูลค่าเงินปันผลระหว่างกาลทั้งหมดใน mai

ทั้งนี้หมวดธุรกิจที่จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ หมวดธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หมวดธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค หมวดธุรกิจวัสดุก่อสร้าง หมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ และหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มีมูลค่าเงินปันผลรวม 78,420 ล้านบาท หรือ 85.78% ของมูลค่าเงินปันผลระหว่างกาลทั้งหมด

MThai news

เครื่องจักร ทับหัวแรงงานพม่า ดับสยอง

แรงงานชาวพม่า ดวงกุด มุดหัวเข้าไปชะโงกดูเครื่องจักร แต่มือดันไปโยกคันบังคับ ทำให้เครื่องไฮดรอลิกกดทับหัวตัวเองดับสยอง

เครื่องไฮดรอลิก ทับหัวแรงงานพม่า ดับสยอง

พ.ต.ท.นวพล พงษ์ไพโรจน์ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองลำปาง พร้อมแพทย์เวร ร.พ.ลำปาง เข้าตรวจสอบเหตุคนงานถูกเครื่องไฮดรอลิกอัดบล็อกซีเมนต์ ทับศีรษะเสียชีวิต ที่เหตุเกิดบริเวณโรงานอิฐบล็อก ล้านนา เลขที่ 19 บ้านทุ่งกู่ด้าย ต.ปงแสนทอง อ.เมือง จ.ลำปาง ในโรงงาน

เจ้าหน้าที่พบศพ นายเครรี่ อายุ 25 ปี ทำงานเป็นแรงงานต่าวด้าวชาวพม่า ได้ เสียชีวิตในสภาพศพ โดยที่ บริเวณศีรษะ ถูกแท่นเหล็กไฮดรอลิกหนีบทับกะโหลกศรีษะแตก ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง จากการ สอบถามเพื่อนร่วมงาน คือ นายหม่อง เล่าว่าก่อนเกิดเหตุ นายเครรี่ ผู้ตายเข้าไปเดินเครื่องจักรไฮดรอลิก

โดยจับคันโยก ที่ใช้ควบคุมไว้ และมุดศรีษะเข้าดูเครื่องจักร แต่จังหวะเดียวกัน นายเครรี่ ผู้ตายไม่ยอมปล่อย มือจากคันบังคับเผลอไปกดปุ่มเดินครื่องจักร จนไฮดรอลิกกดลงมาหนีบหัวจนเสียชีวิต ดังกล่าว ซึ่งหลังเกิดเหตุแล้วเพื่อนคนงานเข้าใจผิดคิดว่ายังไม่ตาย พยายามเข้าไปช่วยเหลือ โดยนำร่างออกมาปฐมพยาบาล แต่ก็ไม่ทันการแล้ว จึงแจ้งตำรวจรับทราบเหตุดังกล่าว

เครื่องไฮดรอลิก ทับหัวแรงงานพม่า ดับสยอง เครื่องไฮดรอลิก ทับหัวแรงงานพม่า ดับสยอง เครื่องไฮดรอลิก ทับหัวแรงงานพม่า ดับสยอง

เปิดต้นทุนเมนูยอดนิยม ข้าวกะเพราไข่ดาว

กระทรวงพาณิชย์ เผยโครงสร้างอาหารสำเร็จรูปจานละ30 บาท อาทิ ข้าวราดแกงไก่ ข้าวกะเพราหมูไข่ดาว และไข่เจียว ต้นทุนไม่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์

07-1

รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์แจ้งว่าขณะนี้กระทรวงพาณิชย์มีความกังวล ถึงแนวโน้มราคาอาหารสำเร็จรูปที่มีโอกาสเพิ่มสูงขึ้น จากปัจจัยต้นทุนวัตถุดิบบางชนิดและค่าแรงงานที่เพิ่มขึ้นปัจจัยค่าเช่าที่เพิ่มขึ้น ค่าไฟฟ้า และค่าก๊าซหุงต้ม รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ

นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ประกอบการร้านอาหารต้องการกำไรเพิ่มขึ้น จึงต้องเร่งกำหนดมาตรการดูแลราคาอาหารสำเร็จทั้งต้นน้ำ คือคุมไม่ให้ราคาวัตถุดิบ เช่น ไข่ไก่ เนื้อหมู และการจำหน่ายข้าวสารราคาถูกเพิ่มขึ้น กลางน้ำ คือ การลดผลกระทบจากค่าก๊าซหุงต้มและอื่นๆ ส่วนปลายน้ำ คือการดูแลกำไรผู้ประกอบการไม่ให้สูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ ยังได้เปิดเผยโครงสร้างต้นทุนอาหารสำเร็จรูป 1 จาน ของร้านจำหน่ายอาหารทั่วไป จำหน่ายจานละ30 บาท พบว่า
-ข้าวราดแกงไก่ สัดส่วนต้นน้ำคือต้นทุนวัตถุดิบต้นน้ำ 13.47% กลางน้ำต้นทุนจากค่าแรง ค่าเช่าพื้นที่ ค่าไฟฟ้าค่าขนส่ง ค่าก๊าซและอื่นๆ 8.94% และ กำไรผู้ประกอบการ 7.59%
– ข้าวกะเพราหมูไข่ดาว ต้นน้ำ 19.49% กลางน้ำ 8.94% กำไร 6.57% (จำหน่ายในราคาจานละ 35 บาท)
– ข้าวไข่เจียว ต้นน้ำ 10.17% กลางน้ำ 6.44%กำไร 3.39%

MThai news