โพลล์ ชี้ชัด ความเสี่ยง รัฐบาล พุ่งทุกข้อ หนักสุดม็อบยางพารา การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
MThai News วันนี้ 15 ก.ย. 56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เสนอผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่องประเมินดัชนีความเสี่ยงทางการเมือง (Political Risk) ประจำเดือนกันยายน 2556 ของรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร : กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ใน 17 จังหวัดของประเทศ
ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา กระทรวงวัฒนธรรม และประธานเครือข่ายวิชาการทำประชาพิจารณ์และสาธารณมติเพื่อนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง ประเมินดัชนีความเสี่ยงทางการเมือง (Political Risk) ประจำเดือนกันยายน 2556 ของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พบว่า

ความเสี่ยงทางการเมืองของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ เพิ่มสูงขึ้นทุกตัว โดยมี ม็อบยางพารา กำลังเป็นปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองที่สูงที่สุดอยู่ที่ 8.80 จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน นอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้นคือ เรื่องข่าวอื้อฉาวพฤติกรรมนักการเมือง คณะที่ปรึกษารัฐมนตรี ทุจริต คอรัปชั่น เอื้อประโยชน์พวกพ้อง สูงขึ้นจาก 5.29 ในเดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้นเป็น 7.88 และความไม่เป็นธรรมและการเลือกปฏิบัติสูงขึ้นจาก 5.24 เพิ่มขึ้นเป็น 7.87
ที่น่าเป็นห่วงคือ ปัญหาเศรษฐกิจโดยรวม ปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพสูง เพิ่มขึ้นจาก 4.21 ในเดือนพฤษภาคม เป็น 7.81 ในเดือนกันยายน และปัจจัยเสี่ยงแทรกเข้ามาในช่วงเดือนสำรวจนี้คือ ความไม่เป็นกลางของรัฐสภาไทย มีความเสี่ยงสูงถึง 7.75 เลยทีเดียว ขณะที่ ปัญหาสังคมโดยรวมเป็นอีกปัจจัยเสี่ยงที่กระทบต่อความมั่นคงทางการเมืองได้ โดยพบว่า ปัญหาสังคมที่มีคะแนนความเสี่ยงอยู่ที่ 5.11 ในเดือนพฤษภาคม เพิ่มขึ้นเป็น 7.46 ในการสำรวจล่าสุด
โดยจากการสัมภาษณ์เจาะลึกเรื่องปัญหาสังคม พบว่า ผู้ถูกศึกษาส่วนใหญ่ให้ความสำคัญเรื่องต่างๆ ได้แก่ ปัญหาพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเด็กและเยาวชน ปัญหาการใช้ความรุนแรง ปัญหายาเสพติดในกลุ่มนักเรียนนักศึกษา ปัญหาการถูกคุกคามทางเพศ ปัญหาอาชญากรรมความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทั่วไป
ที่น่าพิจารณาคือ ความเสี่ยงทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากการแทรกแซงทางการเมือง การครอบงำแทรกแซงนโยบายสาธารณะของรัฐบาลโดยกลุ่มคนชนชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพิ่มสูงขึ้นจาก 5.72 มาอยู่ที่ 7.40 นอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองที่เกิดจาก พ.ร.บ. เงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท มีความเสี่ยงสูงถึง 7.38 และ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม มีความเสี่ยงสูงถึง 7.34 เช่นกัน
นอกจากนี้ การสื่อสารทางการเมืองยังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญโดยเพิ่มจาก 4.18 ในเดือนพฤษภาคม สูงขึ้นเป็น 7.24 ในเดือนกันยายน และปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองอื่นๆ รองๆ ลงไปได้แก่ โครงการจำนำข้าว อยู่ที่ 6.98 คุณภาพการศึกษาของไทย อยู่ที่ 6.93 และการชุมนุมทางการเมืองอยู่ที่ 6.90
อย่างไรก็ตาม ที่น่าสนใจคือ ความขัดแย้งระหว่าง มวลชนสนับสนุนรัฐบาล กับมวลชนต้านรัฐบาล ตกอันดับลงไปไม่ได้อยู่ใน 10 อันดับแรกกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ไม่ค่อยมีผลเท่าไหร่นัก โดยมีคะแนนความเสี่ยงอยู่ที่ 6.80 และความไม่มั่นคงของประเทศโดยรวมอยู่ที่ 5.73 และปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ อยู่ที่ 5.46 ตามลำดับ
ที่น่าสนใจคือ ปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองเรื่อง ความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรี และความเสี่ยงต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย ยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญในเวลานี้ เพราะถึงแม้ความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นแต่อยู่ในระดับที่มีความเสี่ยงน้อย คือ เพิ่มจาก 3.29 มาอยู่ที่ 4.16 ในเรื่องความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรี และความเสี่ยงต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยเพิ่มขึ้นจาก 2.57 มาเป็น 3.88 เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ดร.นพดล กล่าวต่ออีกว่า เมื่อประมวลความเสี่ยงทางการเมืองต่อเสถียรภาพความมั่นคงทางการเมืองโดยภาพรวมของรัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พบว่า มีความเสี่ยงสูงมากคืออยู่ที่ 7.76 จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน แต่คะแนนสนับสนุนของประชาชนที่มีต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อยู่ในระดับค่อนข้างมากคือ 6.67 คะแนน
ขณะเดียวกันความเสี่ยงทางการเมืองในปัจจัยต่างๆ ที่ศึกษามามีขึ้นมีลงตลอด เช่น ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มสนับสนุนและกลุ่มต่อต้านรัฐบาล พ.ร.บ.นิรโทษกรรม การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงรองๆ ลงไป โดยมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ สูงขึ้นมาแทน แต่ที่สำคัญที่สุดคือ “รัฐบาลอย่าถือความเสี่ยงไว้นาน” โดยเฉพาะปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองที่อยู่ในระดับสูงมาก เช่น ม็อบยางพารา พฤติกรรมไม่เหมาะสมของนักการเมือง ความอื้อฉาวของคณะที่ปรึกษารัฐมตรีในเรื่องทุจริตคอรัปชั่นและ “ระบบเงินทอน”
ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เพราะปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองที่รัฐบาลถือไว้นานมักจะกลายเป็นตัวบั่นทอนเสถียรภาพทางการเมืองก่อให้เกิดความไม่มั่นคงต่อรัฐบาลและประเทศชาติโดยรวมได้ ดังนั้น การตัดสินใจของผู้มีอำนาจน่าจะพิจารณาใช้ในสถานการณ์การเมืองขณะนี้คือ “หลักนาทีสุดท้าย” (Last Minute) หลังจากเปิดกว้างต่อข้อมูลต่างๆ จนสถานการณ์สุกงอมของแต่ละปัจจัยเสี่ยง
อย่างไรก็ตาม สัญญาที่ดีที่ต้องช่วยกันรักษาไว้จากการสำรวจครั้งนี้คือ ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมั่นต่อระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยเพราะความเสี่ยงที่ค้นพบอยู่ในระดับต่ำและยังคงสนับสนุน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่
โดยมีเหตุผลสำคัญคือ ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่า กลุ่มคนที่ปฏิวัติยึดอำนาจและกลุ่มนายทุนที่ใกล้ชิดกลุ่มที่ยึดอำนาจเท่านั้นได้ประโยชน์ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการเห็นความสงบสุขของบ้านเมือง ไม่ต้องการความขัดแย้งรุนแรง
และลักษณะเด่นของนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เรื่อง ความอดทนอดกลั้น การควบคุมอารมณ์ ความสุภาพอ่อนโยน รู้จักประณีประนอมเชื่อมประสานความขัดแย้งของกลุ่มต่างๆ กำลังเป็นหัวใจสำคัญในการคลี่คลายสถานการณ์ความไม่มั่นคงในบ้านเมืองขณะนี้
MThai News