ประชุมที่มาส.ว.วุ่น! ส.ส.ปะทะตร.สภา ก่อนผุดวลี ชะนีโหยหวน-สวยกว่าสาวกว่าช่วยไม่ได้

ในการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในวาระ2 เมื่อวันที่ 20 ส.ค. ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายขึ้น เมื่อนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาที่ทำหน้าที่ในขณะนั้น

ได้ใช้อำนาจสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสภาเชิญตัวของส.ส.พรรคประชาธิปัตย์จำนวนหนึ่งออกนอกห้องประชุม เนื่องจากขัดคำสั่งประธานหลังลุกยืนประท้วง เนื่องจากเห็นว่าประธานสภาทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง เพราะให้ส.ส.อภิปรายแปรยัตติได้เพียง 2 คนจากทั้งหมด 57 คน

1.1.1.1

จนทำให้เกิดการกระทบกระทั่งกันขึ้นระหว่าง ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน และเจ้าหน้าที่ตำรวจของรัฐสภาท่ามกลางเสียงส.ส.หญิงกรี๊ดดังลั่นห้องประชุม ก่อนที่ประธานสภาจะสั่งให้พักการประชุมเป็นเวลา 10นาทีในที่สุดหลังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์

อย่างไรก็ดีหลังเหตุการณ์ทุกอย่างเรียบร้อยและกลับเข้ามาประชุมอีกรอบ ก็ได้เกิดการประทะคารมกันอีกรอบของส.ส.ฝ่ายรัฐบาล และส.ส.ฝ่ายค้าน จากกรณีเสียงของส.ส.หญิงหวีดร้องระหว่างการปะทะกันก่อนหน้า เมื่อ น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นอภิปรายว่า

1.2

ขอเรียกร้องให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติในห้องประชุมให้เกียรติตนในฐานะสุภาพสตรี ขณะเดียวกันตนข้องใจเสียงกรีดร้องของส.ส.หญิงพรรคประชาธิปัตย์ ระหว่างเหตุการณ์การคุมตัวส.ส.พรรคฝ่ายค้านออกนอกห้องประชุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจสภา ทำให้คิดว่ารัฐสภาอันทรงเกียรติกลายเป็นสวนสัตว์ดุสิต ที่มีเสียง “ชะนีร้องโหยหวน”

จากนั้นนางนาถยา เบ็ญจศิริวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จะได้ลุกขึ้นประท้วงประธานสภา พร้อมสั่งให้นำตัวส.ส.เพื่อไทยถอนคำพูด “ชะนีโหยหวน” และนำตัวออกจากสภาด้วย เพราะในสภาฯ ไม่ได้ใช้ความสวย ใช้สติและปัญญา

ก่อนที่ น.ส.ขัตติยา ก็ได้ขอใช้สิทธิ์พาดพิงตอบโต้ทันทีว่า “เรื่องความสวย ช่วยไม่ได้ เด็กกว่า ใสกกว่า ต้องสู้กันนิดหนึ่ง ส่วนจะให้ถอนคำว่า ชะนีโหยหวนไม่ได้ว่าใครเฉพาะเจาะจง ทางบ้านส่งมา คิดว่า ที่นี่ไม่ใช่รัฐสภา นึกว่า สวนสัตว์ดุสิต ขออนุญาตไม่ถอน” ซึ่งหลังจากพูดจบ ได้มีเสียงโห่มาจากฝ่ายค้าน ก่อนที่นายนิคม ไวยรัชพานิช จะสั่งให้ถอน จนน.ส.ขัตติยา ยอมในที่สุด

ทั้งนี้จาก วลีดังกล่าวของน.ส.ขัตติยา ก็ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ตามมาอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะชาวเน็ตได้ตั้งประเด็นว่า ส.ส.สาวจากฝากเพื่อไทย เหตุไฉนถึงกล้าเทียบฉันความสวยกับอดีตนางเอกชื่อดังอย่าง นางนาถยา เบ็ญจศิริวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และเชื่อว่า เจ้าตัวต้องทำการศัลยกรรมมาแน่นอน

1

โดยเฉพาะ นายสุทิน วรรณบวร นักข่าวการเมืองอาวุโสชื่อดัง ได้ออกมาเขียนกลอนฉะยับพฤติกรรมของส.ส. คนดังกล่าว โดยระบุว่า
ทำหน้าที่ในสภาใช่หาผัว
เป็นกรรมการไฉนพาลมาเป็นไพร่
ยอมรับใช้สัมพเวสีคนขี้ขลาด
ตำแหน่งใหญ่ไปรับใช้ทรราช
บ้าอำนาจใช้กฏหมู่อดสูใจ
หญิงจะสวยหรือไม่ใช่ปัญหา
ทำหน้าที่ในสภาใช่มาหาผัว
ทรพีเลือดเย็นเห็นแก่ตัว
ปล่อยลูกผัวพ่อตายรับใช้มาร

อย่างไรก็ดีหลัง น.ส.ขัตติยา ถุกกระแสสังคมวิจารณ์หนักเจ้าตัวก็ได้ออกมาแถลงว่า ตนไม่ได้ตั้งใจจะเปรียบเทียบความสวยของตนเองกับนางนาถยา แต่เป็นการอภิปรายที่รับมุขกับนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภาเท่านั้น

อีกทั้งก็ยืนยันว่าตนเองไม่ได้ทำศัลยกรรม แต่รูปที่ชาวเน็ตนำมาเผยแพร่เป็นรูปเก่า โดยเมื่อก่อนทำงานบริษัทตามปกติจึงปล่อยเนื้อปล่อยตัว ไม่จำเป็นต้องแต่งหน้า แต่เมื่อพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล บิดามาปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยต้องดูแลตัวเองมากขึ้นเท่านั้นเอง

 

แชร์ว่อนภาพรถหุ้มเกราะของสตช. ด้านโฆษกโต้ข่าวมั่ว

เกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ขณะนี้ เมื่อเพจเฟซบุ๊ก @สถานี RTV1 สำนักข่าวออนไลน์ 24 ชั่วโมง ได้มีการโพสต์ภาพที่อ้างว่าเป็นรถหุ้มเกราะของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่จัดซื้อมาในราคากว่า 4แสนบาท เพื่อเตรียมนำไปใช้ปฏิบัติการณ์ในพื้นที่ 3จังหวัดชายแดนภาคใต้

1.1.1.1---Copy

โดยรถคันดังกล่าวมีลักษณะคล้ายรถจักรยานยนต์พ่วงข้างล้อมไปด้วยเกาะกำบัง พร้อมเครื่องมือสื่อสารติดตั้งในตัวรถ ทั้งนี้เมื่อภาพดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไปก็ทำให้มีคนเข้าไปแสดงความเห็นเป็นจำนวนมาก พร้อมตั้งคำถามกลับไปด้วยว่าสภาพรถคันดังกล่าวคุ้มค่ากับงบประมาณที่ลงทุนไปหรือไม่

ด้าน พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ได้ออกมาแก้ต่างทันทีหลังเกิดกระแสวิพากษืวิจารณ์อย่างหนัก น่าจะไม่ใช่ของจริง เนื่องจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติคงไม่จัดซื้อรถหุ้มเกราะที่มีราคาถูกขนาดนั้น

นอกจากนี้ที่ผ่านมา ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ไม่ได้มีการจัดซื้อรถหุ้มเกราะแต่อย่างใด ส่วนตัวคิดว่าคงเป็นแค่เพียงข่าวลือ เพราะรถหุ้มเกราะอะไรจะราคาแค่ 4 แสนบาท เป็นไปไม่ได้

ขณะที่ในเพจ @NORAD News Network ได้มีการโพสต์ชี้แจงถึงที่มาของภาพดังกล่าวว่า รถคันดังกล่าวเป็นการพัฒนา ผลิตนวัตกรรมใหม่ โดยใช้ชื่อว่า “รถจักรยานยนต์ข้างกันกระสุน” โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง ศูนย์ฝึกอบรม ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศฝร.ศชต.) กับ บริษัท ไทยซูซูกิ มอเตอร์จำกัด และ บริษัท พรีซิพาร์ท จำกัด (บางระจัน) ในการพัฒนารถต้นแบบกันกระสุน

ซึ่งถือเป็นความน่าภาคภูมิใจของคนไทย ที่คิดค้นอุปรณ์ในการลดการสูญเสียชีวิต ของตำรวจตระเวณชายแดน ถึงแม้ว่ารถอาจจะดูไม่สวยงามนัก แต่ก็ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ได้มีการประดิษฐ์สิ่งดีเพื่อปกป้องพี่น้องตำรวจ และทหารที่อยู่บริเวณชายแดน โดยไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดินครับ

ทางทีมงาน @NORAD News Network ขอปรบมือให้ และขอให้ผู้ที่แชร์ข้อมูลผิดๆช่วยกันชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องด้วยครับ เพื่อไม่ให้งานประดิษฐ์ที่ดีๆต้องเอามาถูกวิจารณ์หรือใช้งานในทางที่ผิด

1.2

นักวิชาการแนะรัฐ เก็บภาษีคนโสด ป้องกันแรงงานขาดในอนาคต

การเสวนาในหัวข้อเรื่อง “การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจและนโยบายการรองรับในสองทศวรรษหน้า” ที่มหาวิทยาลัยรังสิต วานนี้ (5ก.ย.) ได้มีนักวิชาการเสนอให้ภาครัฐ รเรียกเก็บภาษีคนโสด ภาษีคนไม่มีลูก เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนคนไทยอยากมีครอบครัวมากขึ้น และได้จะลดภาระงบประมาณการใช้สวัสดิการต่างๆ ของประชาชน

1.1.1.1---Copy

โดยนายเทอดศักดิ์ ชมโต๊ะสุวรรณ เลขานุการคณะเศรษฐศาสตร์ และอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยรังสิต ได้เผยถึงแนวคิดดังกล่าวว่า ก็เพื่อเป็นแนวทางแก้ปัญหาคาดแคลนแรงงานของประเทศในอนาคต หลังพบว่าปัจจุบันอัตราการเจริญพันธุ์ของไทยนั้นต่ำมาก เพียง 1.6 ต่อครอบครัว หรือ 1 คู่สมรส มีลูกเพียง 1 คนกว่าเท่านั้น

และสาเหตุหลักที่ทำให้คนมีลูกน้อย หรือไม่ต้องการมีครอบครัว น่าจะมาจากแนวโน้มสังคมเมืองและเศรษฐกิจที่เติบโตรวดเร็ว เพราะเมื่อเศรษฐกิจดีหนุ่มสาวจะเลือกทำงานเพื่อสร้างฐานะ ความมั่นคงในชีวิตมากกว่าการหาคู่แต่งงานสร้างครอบครัว

ประกอบกับปัจจุบันค่าครองชีพ และต้นทุนในการเลี้ยงดูบุตรสูงขึ้น ทั้งค่าเล่าเรียน ค่ารักษาพยาบาล สินค้าข้าวของแพงขึ้น ครอบครัวส่วนใหญ่จึงเลือกมีลูกน้อย เพราะกลัวจะดูแลได้ไม่ดี

ดังนั้นจึงได้เสนอให้ภาครัฐมีมาตราการดังกล่าว เพื่อกระตุ้นให้คนมีครอบครัว มีบุตร จะได้ป้องกันปัญหาการขาดแคลนแรงงานได้ในอนาคต

และนอกจากนี้ภาครัฐควรออกนโยบาย โครงการลูกคนแรก โดยรัฐช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่าย การเลี้ยงดูให้กับครอบครัวที่มีลูกคนแรก รวมถึงให้เงินอุดหนุน หรือลดภาษีสำหรับครอบครัวที่มีลูกคน 2 และ 3 เพื่อสร้างแรงจูงใจกระตุ้นให้คนอยากมีลูก มีครอบครัวเพิ่มขึ้น