กฎอัยการศึก คืออะไร มีขอบเขต ข้อห้ามอย่างไรบ้าง

นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์  นักกฎหมายอิสระ ได้เผยแพร่บทความชื่อ “กฎอัยการศึก” คืออะไร และยังประกาศใช้ได้จริงหรือ ? โดยเผยรายละเอียดว่า z_122

– กฎอัยการศึก เป็นกฎหมายโบราณซึ่งกำลังจะมีอายุครบ 100 ปี โดยถูกตราเป็นพระราชบัญญัติครั้งสุดท้ายเมื่อพระพุทธศักราช 2457

– กฎอัยการศึกมุ่งหมายให้ใช้ได้ในพื้นที่จำกัดเท่าที่จำเป็น ในยามสงครามหรือจลาจล แต่ไม่ได้นิยามความหมายของยามสงครามหรือจลาจลไว้โดยชัด และไม่มีบทบัญญัติที่กำหนดให้ศาลตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายทหารว่าเป็นไปโดยสุจริตได้สัดส่วน และสมควรแก่เหตุหรือไม่

– กฎอัยการศึกให้อำนาจฝ่ายทหารประกาศได้เอง โดยเมื่อมีสงครามหรือจลาจลขึ้น ณ แห่งใด ให้ผู้บังคับบัญชาทหาร ณ ที่นั้นซึ่งมีกำลังอยู่ใต้บังคับไม่น้อยกว่าหนึ่งกองพันหรือเป็นผู้บังคับบัญชาในป้อมหรือที่มั่นอย่างใด ๆ ของทหารมีอำนาจประกาศใช้กฎอัยการศึก เฉพาะในเขตอำนาจหน้าที่ของกองทหารนั้นได้แต่จะต้องรีบรายงานให้รัฐบาลทราบโดยเร็วที่สุด

– ในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจเหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนในส่วนที่เกี่ยวกับการยุทธการระงับปราบปราม หรือการรักษาความสงบเรียบร้อยและเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนต้องปฏิบัติตามความต้องการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร

– เมื่อประกาศใช้กฎอัยการศึกในตำบลใด, เมืองใด, มณฑลใด, เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารมีอำนาจเต็มที่จะตรวจค้น,ที่จะเกณฑ์, ที่จะห้ามการกระทำ,ที่จะยึด, ที่จะเข้าอาศัย,ที่จะทำลายหรือเปลี่ยนแปลงสถานที่, และที่จะขับไล่ ทั้งข้าศึกและประชาชน และหากเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารใช้อำนาจและเกิดความเสียหาย บุคคลหรือบริษัทใด ๆจะร้องขอค่าเสียหายหรือค่าปรับอย่างหนึ่งอย่างใด แก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารไม่ได้เลย

– ในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก ศาลของฝ่ายทหารมีอำนาจ กล่าวคือ ศาลพลเรือนคงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ปกติเว้นแต่คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาศึก และผู้มีอำนาจประกาศใช้กฎอัยการศึกมีอำนาจประกาศให้ศาลทหารพิจารณาพิพากษาคดีอาญาซึ่งการกระทำผิดเกิดขึ้นในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก

– ในเวลาสงครามหรือจลาจล แม่ทัพใหญ่หรือแม่ทัพรองมีอำนาจออกข้อบังคับเพิ่มเติมให้ดำเนินไปตามกฎอัยการศึกนี้และเมื่อได้ประกาศแล้ว ให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของพระราชบัญญัติ

– การที่จะเลิกใช้กฎอัยการศึกแห่งใดนั้น ต้องมีประกาศกระแสพระบรมราชโองการเสมอ
– ที่ผ่านมา กฎอัยการศึกถูกประกาศใช้ในยามที่บ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย อาทิ การประกาศใช้และแก้ไขหลังการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติช่วงปี 2534 และการประกาศใช้ในช่วงหลังการรัฐประหาร 2549 มาถึงช่วงการจัดทำรัฐธรรมนูญ 2550

108123-41

ข้อสังเกต :

การจะพิจารณาวินิจฉัยในทางนิติศาสตร์ว่ากฎอัยการศึกถือเป็นกฎหมายที่มีผลให้นำมาบังคับใช้ภายใต้รัฐธรรมนูญได้หรือไม่นั้นจำเป็นต้องพิจารณาตามหลักความจำเป็นและหลักความได้สัดส่วน ภายใต้หลักนิติรัฐและหลักนิติธรรมดังนี้

ในด้านความจำเป็น เห็นได้ว่า กฎอัยการศึกอาจเคยมีความจำเป็นในยุคสมัยโบราณที่การจัดการภัยคุกคามไม่อาจทำได้ทันท่วงทีและการสื่อสารสั่งการโดยรัฐบาลพลเรือนไปยังฝ่ายทหารมีข้อจำกัดในยามวิกฤติจึงต้องให้อำนาจฝ่ายทหารดำเนินการได้อย่างเต็มที่และทันท่วงที

อย่างไรก็ดี สภาพข้อเท็จจริงในปัจจุบันปรากฏชัดว่าเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารและเครื่องมือในด้านความมั่นคงมีความก้าวหน้าและมีการนำเงินภาษีประชาชนไปใช้จ่ายพัฒนาและบำรุงกองทัพอย่างมหาศาล และแม้คณะรัฐมนตรีจะอยู่ที่ใด ก็ยังบัญชาสั่งการฝ่ายทหารได้อย่างทันท่วงทีกฎอัยการศึกจึงมีลักษณะไม่ชอบด้วยหลักความจำเป็นในทางรัฐธรรมนูญ

ในด้านความได้สัดส่วน กฎอัยการศึกมีบทบัญญัติให้อำนาจฝ่าทหารประกาศใช้อำนาจได้เองโดยปราศจากนิยามหรือหลักเกณฑ์อีกทั้งให้อำนาจฝ่ายทหารในการตรวจค้น เกณฑ์กำลัง ที่จะห้ามการกระทำ ยึด เข้าอาศัย ทำลายหรือเปลี่ยนแปลงสถานที่ และที่ขับไล่ได้เต็มที่โดยปราศจากเงื่อนไขชัดเจน โดยเฉพาะการให้อำนาจฝ่ายทหารทำหน้าที่ทั้งด้านบริหารสถานการณ์ ออกข้อบังคับในทางนิติบัญญัติ และพิพากษาคดีทหารและอาญาศึกแทนตุลาการ โดยปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุลอันเป็นการละเมิดหลักนิติธรรมและนิติรัฐอย่างร้ายแรง กฎอัยการศึกจึงมีลักษณะไม่ชอบด้วยหลักความได้สัดส่วนในทางรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้ ในหลักกฎหมายขั้นพื้นฐาน เห็นได้ว่า ในปัจจุบันยังได้มีการตรากฎหมายที่สอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในปัจจุบันมากขึ้นอาทิ พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 หรือพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548

อันเป็นกฎหมายที่มีความเฉพาะเจาะจงและตราขึ้นในภายหลัง ย่อมถือได้ว่าฝ่ายนิติบัญญัติและผู้แทนปวงชนได้ดำเนินการยกเลิกกฎอัยการศึกไปโดยปริยายแล้วกฎอัยการศึกจึงอยู่ในสภาพกฎหมายที่ถูกยกเลิกและไม่อาจนำมาประกาศหรือบังคับใช้ได้อีกต่อไป หรือหากจะยังตีความให้บังคับใช้ได้บางส่วนก็จะต้องเป็นกรณีที่มีข้าศึกจากทั้งภายในและภายนอกที่มีแสงยานุภาพขั้นสูงและได้เข้าจับกุมควบคุมตัวรัฐบาลพลเรือนจนรัฐบาลพลเรือนอยู่ในสภาพที่สั่งการบังคับบัญชาฝ่ายทหารไม่ได้เท่านั้น

ดังนั้น ในทางนิติศาสตร์ จึงเห็นได้ว่า กฎอัยการศึกมีบทบัญญัติที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญในลักษณะที่ไม่มีความจำเป็นและไม่ได้สัดส่วน  ขัดต่อหลักนิติรัฐและหลักนิติธรรม อีกทั้งยังได้ถูกยกเลิกไปแล้วโดยปริยายทั้งหมดหรือบางส่วน ส่งผลให้นำมาบังคับใช้ดังในอดีตอีกไม่ได้

โดยตราบใดที่ยังมีรัฐบาลพลเรือนปฏิบัติหน้าที่หรือรักษาการณ์อยู่ฝ่ายทหารย่อมไม่อาจนำกฎอัยการศึกมาอ้างใช้ในภาวะจลาจลหรือสงคราม และหากประกาศใช้ไปก็เท่ากับกระทำการละเมิดต่อหลักกฎหมาย หลักรัฐธรรมนูญ และหลักประชาธิปไตยเสียเอง รวมทั้งอาจถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจโดยไม่ชอบหรืออาจเข้าขั้นความผิดฐานกบฏ เป็นความผิดทางอาญารุนแรงอันมีอายุความติดตัวต่อไปอย่างยาวนานอีกด้วย

ที่สำคัญ ฝ่ายทหารพึงระลึกเสมอว่า กฎอัยการศึกถูกออกแบบมาใช้กับข้าศึกที่รุกรานประเทศชาติในลักษณะการสงคราม แต่หากกฎอัยการศึกถูกนำมาใช้ในยามที่บ้านเมืองมีความขัดแย้งทางการเมืองสูงและมีการชุมนุมทางการเมืองในพื้นที่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะเป็นการใช้อำนาจที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแล้ว ยังจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมวลชนต่อต้านอันจะนำไปสู่ความบาดเจ็บล้มตายที่ร้ายแรงขึ้นในที่สุด

MThai News

กปปส.งดเคลื่อนหลังประกาศกฎอัยการศึกรอแกนนำประเมิน

‘เอกนัฏ’ เผย กปปส. งดเคลื่อนขบวน ในวันนี้ หลังมีการประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ รอแกนนำประเมินสถานการณ์ เวลา 08.00 น. นายสาทิตย์ จะขึ้นปราศรัยชี้แจงมวลชน

538607-01
บรรยากาศการชุมนุมของ กลุ่ม กปปส. หน้าองค์การสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น ล่าสุด มวลชนปักหลักในที่ตั้ง พร้อมแยกย้ายทำภารกิจส่วนตัว และเฝ้าตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด โดย นายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊คส่วนตัว เมื่อเวลา 06.44 น. กปปส. ขอแจ้งงดกิจกรรมการเคลื่อนไหวชั่วคราว หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ เมื่อเวลา3.00น.ที่ผ่านมา เพื่อประเมินสถานการณ์ ซึ่งขณะนี้ แกนนำหลักกำลังประชุมกำหนดท่าทีใกล้พื้นที่ชุมนุม อาทิ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย และนายเอกนัฏ

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีกำหนดแถลงข่าวทางการจากแกนนำ กปปส. แต่เบื้องต้นในเวลา 08.00 น. นายสาทิตย์ จะขึ้นปราศรัยชี้แจงมวลชน

หน้าสโมสรตร.ทหารคุมพื้นที่ปชช.เข้าให้กำลังใจ

หลัง ผบ.ทบ. ประกาศใช้กฎอัยการศึก ด้านหน้าสโมสรตำรวจ ทหารเข้าควบคุมพื้นที่ ปชช. เข้าให้กำลังใจ

538602-01
ภายหลังที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการกองทัพบก (ผบ.ทบ.) ออกประกาศใช้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก เมื่อช่วงเวลา 03.00 น. ที่ผ่านมา พร้อมมีประกาศให้ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. ยุติการปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 20 พ.ค. เวลา 03.00 น. และให้กำลังของหน่วยต่างๆ ตามโครงสร้างการจัดของ ศอ.รส. เคลื่อนย้ายกลับที่ตั้ง เพื่อไปปฏิบัติภารกิจตามปกติของแต่ละหน่วย และได้มีการจัดตั้ง กองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) โดยมีผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ผอ.รส.)

ล่าสุด บรรยากาศที่ด้านหน้าสโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต ซึ่งด้านในเป็นที่ตั้งของ ศอ.รส. เจ้าหน้าที่ทหารได้สั่งปิดประตูทางเข้า-ออก ห้ามบุคคลทั้งจากด้านในและด้านนอกเข้าออกโดยเด็ดขาด โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ทหารจำนวนหนึ่ง พร้อมรถหุ้มเกราะติดอาวุธ ประจำการด้านหน้า ตั้งแต่เวลาประมาณ 05.00 น. นอกจากนี้ มีประชาชนบางส่วนเดินทางมาให้กำลังใจ เจ้าหน้าที่ทหาร พร้อมกล่าวให้กำลังใจที่ดูแลและเคียงข้างประชาชนด้วย

สำหรับสภาพการจราจรถนนวิภาวดีรังสิต ไม่มีการปิดการจราจร ฝั่งขาเข้า การจราจรชะลอตัวเล็กน้อย ทั้งในช่องทางคู่ขนานและช่องทางด่วน ส่วนฝั่งขาออกรถหนาแน่นเท่านั้น

538602-02

538602-03