ศาลอาญา พิพากษาจำคุกตลอดชีวิต 3 ตำรวจใช้รถโรงพักขนยาบ้า 1ล้านเม็ด ส่วนจำเลยอีก 2 คนให้ประหาร เพราะปฎิเสธแต่ต้นและให้ยกฟ้องจำเลยที่ 8 เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ
วันนี้ (23 ก.ย.) ที่ห้องพิจารณาคดี 906 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาในคดียาเสพติด หมายเลขดำ อย.1542/2556 ที่อัยการคดียาเสพติด 9 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ร.ต.ต.จิตติพงษ์ โสไชย อายุ 44 ปี อดีตรอง สว.สภ.อวน จ.น่าน, ด.ต.อรรถพล คำแสน อายุ 44 ปี อดีต ผบ.หมู่ ป.สภ.อวน, พ.ต.ท.ธรรมนูญ นาคบัว อายุ 42 ปี อดีต สว.หน สภ.อวน,

ตำรวจค้ายาบ้า
ด.ต.สักกพงษ์ เชียงหนุ้น อายุ 41 ปี อดีต ผบ.หมู่ ป.สภ.อวน, ด.ต.นลธวัช พรรษา อายุ 39 ปี อดีต ผบ.หมู่ ป.สภ.อวน, นายวิชาญ ลาวมี่ อายุ 23 ปี ชาว จ.แม่ฮ่องสอน, น.ส.เบญจพร เที่ยงกินรี อายุ 25 ปี ชาว จ.ร้อยเอ็ด และนายอุดมศักดิ์ แซ่เติ๋น อายุ 38 ปี ชาว จ.เชียงราย จำเลยที่ 1-8 ในความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และ พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนฯ
โจทก์บรรยายฟ้องสรุปว่า เมื่อ 12 ธันวาคม 2555 ร.ต.ต.จิตติพงษ์ พร้อมพวกจำเลยซึ่งเป็นข้าราชการตำรวจ ได้ร่วมกันลักลอบลำเลียงยาบ้า 1 ล้านเม็ด จากอำเภอดอยตุง จังหวัดเชียงราย โดยใช้รถกระบะตราโล่ ที่ใช้ในราชการ มาส่งให้กับลูกค้าที่กรุงเทพมหานคร แต่ถูกจับกุมได้ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ขยายผลจับกุมจำเลยทั้งหมด
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ร.ต.ต.จิตติพงษ์, ค.ต.อรรถพล, พ.ต.ท.ธรรมนูญ ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ถึง 3 มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่จำเลยต่อสู้ว่าเป็นการปฎิบัติหน้าที่จับกุมผู้ค้ายาเสพติด ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ พิพากษาประหารชีวิต และมีความผิดฐานพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะ จำคุกคนละ 6 เดือน แต่การนำสืบเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกตลอดชีวิต
ส่วนด.ต.สักกพงษ์ และด.ต.นลธวัช จำเลยที่ 4 และ 5 พยานหลักฐานยังมีข้อสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือไม่ แต่มีความผิดฐานพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะ จำคุก 6 เดือน แต่ทางนำสืบเป็นประโยชร์ ต่อการพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 4 เดือน
ส่วนจำเลยที่ 6และ7 คือ นายวิชาญกับ น.ส.เบญจพร พยานหลักฐานเชื่อได้ว่าเป็นผู้ที่มารับยาเสพติด และเป็นผู้ติดต่อกับร้อยตำรวจตรีจิตติพงษ์ จำเลยที่ 1 เห็นว่ามีความผิดตามฟ้อง แต่จำเลยให้การปฎิเสธมาตั้งแต่ในชั้นพนักงานสอบสวน จึงพิพากษาให้ลงโทษประหารชีวิต ส่วนจำเลยที่ 8 คือ นายอุดมศักดิ์ ให้ยกฟ้องเนื่องจากมีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า ในขณะที่เกิดเหตุนั้นอยู่ที่ประเทศพม่า แต่ให้ขังจำเลยที่ 4 / 5 และ 8 ไว้ ระหว่างอุทธรณ์
อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ญาติของจำเลยได้เดินทางมาให้กำลังใจกันเต็มห้องพิจารณา และภายหลังศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จ จำเลยที่ถูกศาลพิพากษาประหารชีวิตบางรายถึงกับร้องไห้เสียใจ พร้อมทั้งสวมกอดกับญาติเพื่อปลอบใจ ขณะที่ทนายความระบุจะอุทธรณ์สู้คดีต่อไป
MThai news