ตาเข้าแจ้งความหลานสาววัย17ถูกรุมกระทืบ5ต่อ 1

ผู้ปกครองเข้าแจ้งความ คลิปรุมกระทืบเด็กสาว 17 ปี 5 ต่อ 1

เมื่อวันที่ 18 ก.ย.ที่ผ่านมาบนโลกออนไลน์ได้มีการแชร์คลิปวีดีโอกลุ่มเด็กผู้หญิง5คน รุมทำร้ายเด็กสาวอายุ 17 ปี 1คน ด้วยการรุมซ้อม เตะเข้าที่หน้าอก ท้อง ลำตัว และตบตีด้วยรองเท้า จนบาดเจ็บหนัก จนเป็นที่ฮือฮาไปทั่วทั้งประเทศ  ผู้คนที่ได้ชมคลิปรับไม่ได้จากการกระทำของกลุ่มเด็กผู้หญิงที่รุมทำร้ายเด็กสาว มีการข่มขู่เอาชีวิตหากเด็กสาวที่ถูกทำร้ายไปแจ้งความ หรือบอกใคร  จนเด็กที่ถูกซ้อมต้องหนีไปอาศัยอยู่กับญาติที่กรุงเทพ ในสภาพใบหน้าและลำตัวฟกซ้ำไปทั่วตัว

3

ความคืบหน้ากรณีล่าสุดวานนี้ (22 ก.ย.) นางสาวพัสมา จิรันดร นักพัฒนาสังคมสงเคราะห์ปฎิบัติการ สนง.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเลย ได้รุดเข้าเยี่ยมเด็กที่ได้รับบาดเจ็บชื่อ น.ส.ซี (นามสมมติ) อายุ 17 ปี ชาว อ.ด่านซ้าย จ.เลย แต่ปรากฏว่าไม่พบตัวเด็ก สอบถามนายพุฒิ อายุ 77 ปี เป็นตาและเป็นผู้ปกครองของเด็ก เล่าว่า วันที่เกิดเหตุหลานสาวได้กลับมาบ้านช่วงหัวค่ำในสภาพใบหน้าและลำตัวเขียวช้ำไปทั้งตัว

จึงได้สอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น โดยหลานสาวเล่าว่า ถูกเพื่อนๆ ที่ทำงานที่เดียวกันเป็นเด็กผู้หญิงที่รู้จักกันจำนวน 5 คน ทำร้ายร่างกายภายในห้องพัก ตรงข้ามค่ายทหารพรานที่ 21 อ.ด่านซ้าย จ.เลย โดยทั้ง 5 คน ได้รุมทำร้ายและตบตี เมื่อหยุดทำร้ายก็ข่มขู่ไม่ให้บอกใคร ถ้าบอกจะฆ่าทิ้ง ทางนายพุฒิที่เป็นตา กลัวหลานจะไม่ได้รับความปลอดภัย จึงตัดสินใจส่งหลานไปอยู่กับพี่ชายที่กรุงเทพฯ จนมาถึงเวลานี้น้องซีก็ยังไม่ได้รับการรักษาตัวแต่อย่างไร สาเหตุด้วยทางครอบครัวไม่มีเงิน

สำหรับพ่อแม่เด็ก แยกทางกันตั้งแต่แรกเกิด จากนั้นไม่นานพ่อของน้องซีก็เสียชีวิต ส่วนแม่ไปมีครอบครัวใหม่ ไม่เคยติดต่อกลับมาบ้านเลย ตนเองจึงต้องเป็นผู้ปกครองเลี้ยงดูและส่งเล่าเรียนมาตลอด จนจบการศึกษาชั้นมัธยม 3 และได้ออกไปหางานทำได้เพียง 10 กว่าวันเท่านั้นก็มาเกิดเรื่อง ทั้งนี้ เมื่อมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอด่านซ้ายมาที่บ้าน และให้ดูคลิปวีดีโอ ตนเองเมื่อเห็นแล้วตกใจ โหดเหี้ยมเกินเด็ก ไม่สามารถที่จะรับการกระทำของกลุ่มเด็กดังกล่าว จึงได้ร้องขอให้ จนท.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเลย ให้พาเข้าแจ้งความที่สภ.ด่านซ้าย ดำเนินคดีกับเด็กทั้ง 5 คน ที่กระทำร้ายร่างกายหลานตนเอง ให้ถึงที่สุด

MThai News

ขอบคุณข้อมูลจากข่าวสดออนไลน์

‘สมยศ’ส่งอีก200มือสอบลงพื้นที่ล่าคนฆ่าฝรั่ง

“พล.ต.อ.สมยศ” ระบุ ไม่ได้ วัดผลการตรวจ DNA เท่านั้น ชี้ นายกฯ กำชับ ให้เร่งติดตามคนร้าย เพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในไทย

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ว่าที่ ผบ.ตร. เปิดเผยกับ สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น.ว่า สืบเนื่องจากกรณีที่ คนร้ายฆ่าโหด 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่เกาะเต่า อ.พะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ที่ยังไม่สามารถติดตามจับกุมคนร้ายเพื่อมาดำเนินคดีได้นั้น โดยความคืบหน้า ล่าสุด ทางเจ้าหน้าที่พยายามเร่งสืบสวนหาผู้กระทำผิดมาให้ได้โดยเร็ว ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำชับไว้เป็นพิเศษ เพื่อเป็นการเรียกภาพลักษณ์ในการท่องเที่ยวของประเทศไทย ให้กลับคืนมาโดยเร็วที่สุด

1

สำหรับ กรณีการตรวจ DNA ผู้ต้องสงสัย ทั้ง 30 คน ที่ไม่ตรงกับ DNA บนวัตถุพยาน และ DNA บนร่างของผู้เสียชีวิตนั้น ทางตำรวจไม่ได้วัดผลจากการตรวจ DNA เพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยต้องอาศัยหลักฐานและพยานวัตถุอื่น ๆ เข้ามาประกอบกับในการสืบสวนด้วย

ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้ายังที่ยังไม่มุ่งไปกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษ หากสงสัยผู้ใดก็จะทำการตรวจ DNA ผู้นั้นทันที ซึ่งแนวทางปฏิบัติ ในการจับกุมคนร้ายนั้น ล่าสุดได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ชำนาญการในพื้นที่กว่า 200 นาย ลงตรวจพื้นที่และสอบปากคำของประชาชนโดยอุปสรรคที่สำคัญนั้น ยังคงมาจากการที่พบศพของผู้เสียชีวิตที่ได้รับแจ้งช้าเกินกว่าที่ควรจะเป็นทำให้เกิดผลกระทบต่อการตามหาคนร้าย เพราะเกาะเต่า เป็นเกาะเปิดที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้าออกได้ตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเร่งติดตามหาคนร้ายโดยไม่ลดละความพยายาม สำหรับนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ในพื้นที่ไม่มีความเป็นกังวลในเรื่องนี้แต่อย่างใด

เล่นแรง เก๋งโดนมือดีเขียนข้างรถ มาร้านไหนจอดร้านนั้น

กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโลกออนไลน์อยู่ในขณะนี้ หลังจากสมาชิกเฟซบุ๊คชื่อ สายลม ที่หายไป‎ โพสต์ภาพรถเก๋งคันหนึ่งที่ถูกเขียนข้อความไว้ที่ประตูรถว่า “มาร้านไหนก็ไปจอดร้านนั้น” ไปยังแฟนเพจ ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร – บก.02

สมาชิกเฟซบุ๊คคนดังกล่าวได้ระบุคำบรรยายว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเอง รถคันนี้ไม่ใช่รถของตน แต่นำมาโพสต์เพื่อประโยช์ของคนใช้รถ อยากสอบถามว่าในกรณีเช่นนี้ใครผิดถนนเป็นของใครฟุตบาทเป็นของใคร ถ้าเป็นของหลวงผู้เขียนข้อความจะสามารถห้ามจอดได้หรือไม่

หลังจากเรื่องดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปผู้คนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ในมุมมองที่ต่างกัน สมาชิกเฟซบุ๊คท่านหนึ่งมองว่าการที่ผู้เขียนทำเช่นนี้มันถูกต้องแล้ว มาร้านไหนก็ควรไปจอดร้านนั้น หากดูจากภาพเจ้าของรถจอดที่เส้นขาวแดงซึ่งเป็นที่ห้ามจอดเพราะเป็นพื้นผิวจราจร บางร้านอาจใช้เป็นทางขึ้นลงแล้วแบบนี้จะให้เจ้าของร้านทำอย่างไร

ขณะที่อีกท่านหนึ่งกลับแย้งว่าการจอดตรงเส้นขาวแดงผิดจริงแต่ควรแจ้งตำรวจมาตรวจสอบ ไม่ใช่ไปเขียนใส่ตัวรถคนอื่นแบบนี้ ถ้าเจ้าของรถผิดที่มาจอดบังหน้าร้าน ผู้เขียนก็ผิดที่ไม่มีจิตสาธารณะ ถนนไม่ได้อยู่ในโฉนดที่ดินของผู้เขียน ทำแบบนี้มันรุนแรงเกินไป ควรดำเนินคดีให้ถึงที่สุดเพราะทำลายทรัพย์สินผู้อื่น