โฆษก สตช. ชี้ เอกสาร ยกเลิกชื่อสกุลพระราชทาน “อัครพงศ์ปรีชา” เป็นของจริง เตรียมอนุมัติหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มอีกเร็วๆนี้
พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตนได้รับเอกสาร แจ้งเรื่องยกเลิกชื่อสกุลพระราชทาน “อัครพงศ์ปรีชา” และให้ผู้ต้องหา 3 คนในคดีที่เกี่ยวข้องกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ กลับไปใช้นามสกุลเดิม โดยยืนยันว่าเป็นเอกสารจริงรวมถึงเอกสารการถอดยศและตำแหน่งของบุคคลทั้งสามด้วย

โฆษก ตร.กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.ทรงรักษ์ ขุนศรี รองผู้กำกับการกองกำกับการ 6 กองบังคับการปราบปราม ซึ่งการสืบสวนพบว่าเป็นคนใกล้ชิด สนิทสนมเป็นพยานสำคัญในเรื่องการเก็บทรัพย์สินของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. เข้ารายงานตัวต่อ พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รรท.ผบก.ป. แล้ว แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มารายงานตัวแต่อย่างใด อีกทั้งยังติดต่อไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ระบุว่า พ.ต.ท.ทรงรักษ์ ร่วมกระทำความผิดหรือมีหลักฐานโยงถึง เพียงแต่เรียกตัวเพื่อขอข้อมูลเท่านั้น
ทั้งนี้ทั้งนั้นหากครบ 15 วันแล้ว พ.ต.ท.ทรงรักษ์ ยังไม่ปรากฎตัวก็ถือว่าขาดราชการ ต้องโทษไล่ออกจากราชการ ส่วนกรณีที่การจ่ายส่วยน้ำมันเถื่อนของ นายสหชับ เจียรเสริมสิน หรือ เสี่ยโจ้ นั้น ยอมรับว่าพบข้อมูลมีการจ่ายขึ้นมาถึง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ด้วย แต่ขอไม่เปิดเผยรายละเอียด เนื่องจากอยู่ในสำนวนการสอบสวน ทั้งนี้พฤติกรรมที่พบเกี่ยวข้องกับการพนันนั้น พบว่าในช่วงของการกวาดล้างโต๊ะพนันฟุตบอล พบมีของกลางบัญชีจ่ายเงิน โอนเงินจำนวนมาก ก็มีหลักฐานพบว่ามีการวิ่งเต้นให้ผลตอบแทนเพื่อไม่ต้องถูกดำเนินคดี อย่างไรก็ตามเร็วๆนี้จะมีการขออนุมัติหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีก ส่วนตำรวจรายใดที่พบหลักฐานเกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการทุกราย


และถือเป็นการเปิดโอกาสให้คนที่มีคุณภาพ ตั้งใจทำงานเข้ามาแทน ส่วนร้อยละ 90.40 เห็นด้วยให้ผู้บริหารท้องถิ่น ต้องเปิดบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. เพื่อเป็นการตรวจสอบความโปร่งใสถึงที่ไปที่มาของทรัพย์สิน และร้อยละ 58.64 เห็นด้วยกับการให้อำนาจ ป.ป.ช. สามารถจับและคุมขังผู้ถูกกล่าวหาที่ไม่ไปรายงานตัวตามที่กำหนดเพื่อเป็นการเพิ่มความรวดเร็วในการจับผู้กระทำผิดมารับโทษ เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายเดียว อาจจัดการได้ไม่ดีพอ หรือเกิดการติดสินบนให้แก่เจ้าหน้าที่