ตร.ชี้เอกสารยกเลิกสกุล’อัครพงศ์ปรีชา’ของจริง

โฆษก สตช. ชี้ เอกสาร ยกเลิกชื่อสกุลพระราชทาน “อัครพงศ์ปรีชา” เป็นของจริง เตรียมอนุมัติหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มอีกเร็วๆนี้

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตนได้รับเอกสาร แจ้งเรื่องยกเลิกชื่อสกุลพระราชทาน “อัครพงศ์ปรีชา” และให้ผู้ต้องหา 3 คนในคดีที่เกี่ยวข้องกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ กลับไปใช้นามสกุลเดิม โดยยืนยันว่าเป็นเอกสารจริงรวมถึงเอกสารการถอดยศและตำแหน่งของบุคคลทั้งสามด้วย

10653527_816391335068964_364221689416873509_n

โฆษก ตร.กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.ทรงรักษ์ ขุนศรี รองผู้กำกับการกองกำกับการ 6 กองบังคับการปราบปราม ซึ่งการสืบสวนพบว่าเป็นคนใกล้ชิด สนิทสนมเป็นพยานสำคัญในเรื่องการเก็บทรัพย์สินของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. เข้ารายงานตัวต่อ พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รรท.ผบก.ป. แล้ว แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มารายงานตัวแต่อย่างใด อีกทั้งยังติดต่อไม่ได้  อย่างไรก็ตาม ยังไม่ระบุว่า พ.ต.ท.ทรงรักษ์ ร่วมกระทำความผิดหรือมีหลักฐานโยงถึง เพียงแต่เรียกตัวเพื่อขอข้อมูลเท่านั้น

ทั้งนี้ทั้งนั้นหากครบ 15 วันแล้ว พ.ต.ท.ทรงรักษ์ ยังไม่ปรากฎตัวก็ถือว่าขาดราชการ ต้องโทษไล่ออกจากราชการ ส่วนกรณีที่การจ่ายส่วยน้ำมันเถื่อนของ นายสหชับ เจียรเสริมสิน หรือ เสี่ยโจ้ นั้น ยอมรับว่าพบข้อมูลมีการจ่ายขึ้นมาถึง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ด้วย แต่ขอไม่เปิดเผยรายละเอียด เนื่องจากอยู่ในสำนวนการสอบสวน  ทั้งนี้พฤติกรรมที่พบเกี่ยวข้องกับการพนันนั้น พบว่าในช่วงของการกวาดล้างโต๊ะพนันฟุตบอล พบมีของกลางบัญชีจ่ายเงิน โอนเงินจำนวนมาก ก็มีหลักฐานพบว่ามีการวิ่งเต้นให้ผลตอบแทนเพื่อไม่ต้องถูกดำเนินคดี  อย่างไรก็ตามเร็วๆนี้จะมีการขออนุมัติหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีก ส่วนตำรวจรายใดที่พบหลักฐานเกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการทุกราย

คนขอประเทศสงบ-ของไม่แพง เป็นของขวัญปีใหม่จากรัฐบาล

ดุสิตโพลเผยคนอยากให้ประเทศสงบสุข – ของไม่แพงเป็นของขวัญปีใหม่จากรัฐบาล-คสช. เชื่อประยุทธ์ มีคุณธรรมนำชาติเดินหน้าได้

วันนี้ (30 พ.ย. 57) ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต หรือ ดุสิตโพล ได้ออกมาเปิดเผยถึงผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน จำนวน 1,417ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 24-29 พฤศจิกายน 2557 ถึงเรื่อง “ของขวัญปีใหม่ ที่อยากได้จากรัฐบาล และ คสช.” พบว่าประชาชน

ดุสิตโพล, ของขวัญปีใหม่, ของแพง, ข่าววันนี้

85.56% อยากให้บ้านเมืองสงบสุข ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ไม่มีการชุมนุมเคลื่อนไหว เป็นของขวัญปีใหม่ด้านการเมืองที่ประชาชนอยากได้มากที่สุด
75.79% มีนักการเมืองที่ดี มีคุณภาพ ทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชน
74.09% มีความเป็นประชาธิปไตย ประชาชนได้มีส่วนร่วม มีการเลือกตั้งโดยเร็ว
65.34% ปฏิรูปการเมือง ทำงานอย่างโปร่งใส ขจัดปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น

เมื่อถามว่า“ของขวัญปีใหม่” ด้าน “เศรษฐกิจ” ที่อยากได้มากที่สุด คือนั้น
86.97% การควบคุมราคาสินค้าไม่ให้แพง ราคาพืชผลทางการเกษตรสูงขึ้น
81.74% เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น มีเสถียรภาพ สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้
79.12% มีงานทำ มีรายได้เพิ่มขึ้น สวัสดิการดี รายได้เพียงพอกับรายจ่าย ไม่เป็นหนี้
และ 75.27% ราคาพลังงานลดลง คนไทยได้ใช้น้ำมันและแก๊สราคาถูก

ส่วนของขวัญปีใหม่ด้าน สังคม ที่ประชาชนอยากได้มากที่สุด คือ
73.07% สังคมเป็นระเบียบ ทุกคนปฏิบัติตามกฎหมาย อาชญากรรมและยาเสพติดลดลง
70.96% คนไทยรักใคร่สามัคคีปรองดอง มีน้ำใจช่วยเหลือแบ่งปัน
60.89% ครอบครัวอบอุ่น มีเวลาให้แก่กัน อยู่กันพร้อมหน้า
59.72% มีการเดินทางที่สะดวก ระบบขนส่งมวลชนทันสมัย ครอบคลุมทุกพื้นที่

ทั้งนี้ประชาชนส่วนใหญ่ยังเชื่อด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นคนดีมีคุณธรรมสามารถนำพาประเทศเดินไปข้าง
หน้าอย่างมั่นคงได้

ติดตามอ่านข่าวเกี่ยวกับ “โพล ผลโพล” ทั้งหมดได้ที่นี่ >>>>

MThai News

NIDAโพลหนุนตัดสิทธิ์นักการเมืองผิดตลอดชีวิต

นิด้าโพล เผย ประชาชนหนุน แก้ กม. ป.ป.ช. ตัดสิทธิ์นักการเมืองที่ทำผิดตลอดชีวิต ขณะที่เห็นด้วยให้ผู้บริหารท้องถิ่นเปิดบัญชีทรัพย์สิน นิด้าโพล เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจำนวน 1,250 คน ระหว่างวันที่ 26 – 27 พ.ย. 57 เรื่องข้อเสนอแก้ไขกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. โดยร้อยละ 69.28 เห็นด้วยกับการให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ถูกศาลตัดสินชี้ขาดให้พ้นจากตำแหน่งห้ามกลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดชีวิต เพราะจะได้ไม่เกิดการกระทำผิดอีก thai-parliament-conflict และถือเป็นการเปิดโอกาสให้คนที่มีคุณภาพ ตั้งใจทำงานเข้ามาแทน ส่วนร้อยละ 90.40 เห็นด้วยให้ผู้บริหารท้องถิ่น ต้องเปิดบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. เพื่อเป็นการตรวจสอบความโปร่งใสถึงที่ไปที่มาของทรัพย์สิน และร้อยละ 58.64 เห็นด้วยกับการให้อำนาจ ป.ป.ช. สามารถจับและคุมขังผู้ถูกกล่าวหาที่ไม่ไปรายงานตัวตามที่กำหนดเพื่อเป็นการเพิ่มความรวดเร็วในการจับผู้กระทำผิดมารับโทษ เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายเดียว อาจจัดการได้ไม่ดีพอ หรือเกิดการติดสินบนให้แก่เจ้าหน้าที่