สาวมะกัน เผยแผนวิวาห์ กับพ่อบังเกิดเกล้าตัวเอง

 ยิ่งกว่าละคร !! สาวอเมริกันเผยแผนการแต่งงานกับพ่อแท้ๆของตัวเอง ทั้งยังระบุว่าอยากมีลูกด้วยกันในอนาคต

เมื่อวันที่ 17 ม.ค.สำนักข่าวต่างประเทศเผยแพร่เรื่องราวกรณีที่หญิงสาวนิรนาม วัย 18 ปี ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เมือง เกรตเลกส์  ซึ่งอยู่ระหว่างรอยต่อ ประเทศของสหรัฐฯและแคนาดา ซึ่งไม่ถูกเปิดเผยชื่อ เธอบอกเล่าเรื่องราวความรักของเธอ ผ่านการสัมภาษณ์ในรายการ ‘ไซด์ ยูเอส’ ถึงความสัมพันธ์ระหว่างพ่อบังเกิดเกล้าของตัวเองแบบหมดเปลือก โดยเรื่องนี้เป็นเรื่องราวที่ยากเกินจะเข้าใจ เพราะช่างแตกต่างจากความรักของคนทั่วไปเสียเหลือเกิน

24C5444500000578-2914138-image-a-17_1421458354209

เธอเล่าว่า พ่อและแม่ของเธอมีความสัมพันธ์กันหลังจากงานงานเต้นรำของการศึกษาปีสุดท้าย เพื่อฉลองจบการศึกษา และให้กำเนิดเธอขึ้นมา จากนั้นเธออาศัยอยู่กับแม่วัยเยาว์ที่มีภาวะของโรค ‘ไบโพล่าร์’ หรือโรคสองบุคลิก โดยสาวนิรนามรายนี้แยกจากผู้เป็นบิดาเป็นเวลานาน 12 ปี และพบกับเขาอีกครั้งเมื่อเธอมีอายุได้ 16 ปี

ทั้งคู่กับมาเจอกันผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ ‘เฟสบุ๊ค’ ในขณะที่เธอยังคงศึกษาอยู่ชั้นมัธยม ทั้งสองนัดหมายใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันราว 1 สัปดาห์ และได้มีความสัมพันธ์ทางเพศ จากนั้นทั้งคู่ตัดสินใจคบหาดูใจกัน เป็นระยะเวลา นานราว 2 ปี และที่น่าตกใจคือ นับได้ว่าเป็นครั้งแรกที่เธอมีเพศสัมพันธ์ทางเพศกับชายหนุ่มอีกด้วย

แม้เรื่องราวทั้งหมด จะเป็นเรื่องที่ยาก ต่อการทำใจให้ยอมรับได้ แต่เธอตั้งใจว่าจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้แม่ของเธอฟังถึง แผนการแต่งงานกับพ่อของตัวเองและมีลูกด้วยกัน และหลังจากนั้น ทั้งคู่จะย้ายไปอยู่ที่รัฐนิวเจอร์ซีย์ซึ่งเป็นรัฐที่ปราศจากข้อห้ามทางกฏหมาย ในการร่วมประเวณีระหว่างเครือญาติ ถึงแม้ว่าบรรดาญาติๆของเธอจะไม่เห็นด้วยก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ตามหลักวิทยาศาสตร์และในทางสังคม การร่วมประเวณีระหว่างผู้ร่วมสายเลือด ‘ถือว่าเป็นการผิดกฎหมายและจารีตทางสังคม’และอาจมีผลกระทบทางด้านพันธุกรรมแต่เธอยืนยันว่าไม่เคยเจอใครที่ทำให้เธอรู้สึกเช่นนี้มาก่อน  แต่ยืนยันว่า เธอจะปิดบังความสัมพันธ์ระหว่างกัน ไม่ให้ลูกของเธอรู้ เพราะกลัวว่าเด็กจะมีปัญหาตามมาในอนาคตได้

MThai News
ที่มา Mailonline

‘บราซิล’ และ ‘เนเธอร์แลนด์’ เรียกทูตประจำอินโดฯ กลับประเทศด่วน!

บราซิล‘ และ ‘เนเธอร์แลนด์‘ เรียกทูตกลับประเทศทันที หลังรับไม่ได้ที่ ‘อินโดนีเซียประหารนักโทษยาเสพย์ติด 2 รายที่ถือสัญชาติทั้งสองประเทศ

สำนักข่าว ‘เอเอฟพี‘ รายงานข่าวว่า บราซิลและเนเธอร์แลนด์ได้เรียกตัวทูตประจำอินโดนีเซียกลับประเทศ และแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง

หลังอินโดนีเซียปฏิเสธคำร้องให้ละเว้นโทษประหารต่อพลเมืองของทั้งสองประเทศ รวมถึงได้ประหารนักโทษคดียาเสพติดอีก 4 รายจากเวียดนาม, มาลาวี, ไนจีเรีย และอินโดนีเซียเอง

บราซิล, เนเธอร์แลนด์, อินโดนีเซีย, เอกอัครราชทูต, โทษประหาร, ยาเสพย์ติด

อินโดนีเซีย ได้ประหารนักโทษยาเสพย์ติดพร้อมกันถึง 6 คน

ด้านนายโจโก วิโดโด ประธานาธิบดีคนปัจจุบันได้ทำให้นักสิทธิมนุษยชนต้องผิดหวัง เมื่อเขาสนับสนุนการใช้โทษประหารแม้ว่าเขาจะมีภาพลักษณ์เป็นนักปฏิรูปก็ตาม

โฆษกของประธานาธิบดีดิลมา รุสเซฟ แห่งบราซิล กล่าวว่า ท่านประธานาธิบดีรู้สึกผิดหวังและไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อการที่อินโดนีเซียไม่สนใจคำร้องของเธอ

และสั่งประหาร มาร์โก อาร์เชอร์ คาร์โดโซ่ โมเรรา ซึ่งถูกพิพากษาให้รับผิดกรณีขนโคเคนเมื่อปี 2004 ซึ่งการใช้โทษประหารถูกต่อต้านมากขึ้นจากนานาชาติ และกระทบสัมพันธ์ของสองประเทศอย่างร้ายแรง

ด้านเนเธอร์แลนด์ผู้เคยปกครองอินโดนีเซีย ได้มีคำสั่งเรียกตัวทูตประจำอินโดนีเซียกลับจากการประจำการเช่นกัน พร้อมกล่าวว่า การลงโทษประหารต่อ อัง เคียม โซ

ชาวเนเธอร์แลนด์เชื้อสายอินโดนีเซีย รวมถึงนักโทษอื่น ๆ ทั้งหกรายเป็นเรื่องที่น่าเศร้า และเนเธอร์แลนด์ขอต่อต้านการใช้โทษประหารต่อไป

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าประธานาธิบดีอินโดนีเซียได้ติดต่อไปยัง กษัตริย์วิลเล่ม อเล็กซานเดอร์ และนายกรัฐมนตรี มาร์ค รัทท์ ของเนเธอร์แลนด์

ว่าเขา และรัฐบาลได้พยายามอย่างเต็มที่แล้วที่จะยับยั้งการใช้โทษประหารในครั้งนี้

MThai News

ประหลาด!รถ50คันจอดในวัด ล็อค-เปิดรถไม่ได้

เจ้าของรถกว่าครึ่งร้อยมึน เข้าภายในวัดดังย่านปากเกร็ด ล็อคและเปิดรถไม่ได้ ขณะที่ยังไม่รู้สาเหตุ ผู้ สื่อข่าวได้เข้าไปภายใน วัดชลประทานรังสฤษฏ์ ถนนติวานนท์ ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี หลังได้รับแจ้งจากประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของรถที่นำรถมาจอดภายในวัดเพื่อมาทำ บุญและบางส่วนมางานศพ หลังจากนั้น ไม่สามารถเปิดล็อครถหรือล็อครถได้ด้วยรีโมทได้

592940-01

จากการตรวจสอบและสอบถาม เจ้าของรถที่นำรถยนต์มาจอดภายในบริเวณวัดกล่าวว่า หลังจากนำรถมาจอดภายในบริเวณวัดและลงไปทำบุญตามปกติ ก็ยังสามารถล็อครถด้วยรีโมทได้ จนเวลาผ่านไปกว่า 2 ชั่วโมงกลับมาที่รถยนต์และใช้รีโมทกดเพื่อปลดล็อคประตูแต่กับพบว่าไม่สามารถ เปิดล็อครถและใช้งานได้ จึงเข้าใจว่าแบตเตอรี่ของตัวรีโมทนั้นน่าจะหมด จำเป็นต้องเปิดรถด้วยการใช้กุญแจไข และสามารถเข้าไปในตัวรถ ทำให้รถหลายคันสัญญาณกันขโมยจึงดังขึ้น

ผู้สื่อข่าวยังได้พยายามเฝ้า ดูและติดตามเจ้าของรถบางรายที่เดินมาที่รถยนต์ของตัวเองและไม่สามารถเปิด ล็อคประตูได้ มีจำนวนมากกว่า 50 คัน และบางคันเข้ามาจอดเพียงแค่ลงจากรถไม่ถึง 5 นาที ก็ไม่สามารถเปิดและล็อครถยนต์ได้แล้ว

ขณะนี้ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุป ได้ว่าเกิดจากสาเหตุใด จะเป็นการจงใจของกลุ่มมิจฉาชีพหรือไม่นั้น ก็ยังไม่มีใครให้ข้อมูลเพื่อสรุปได้ เจ้าของรถยนต์เห็นว่าไม่มีทรัพย์สินภายในรถสูญหาย จึงไม่ติดใจเอาความ