ถอย!บิ๊กตู่ตัดพรบ.สิ่งปลูก สร้าง หวั่นปชช.เสีย2เด้ง

บึ๊กตู่ สั่งตัด พ.ร.บ.สิ่งปลูกสร้าง หวั่นปชช.เสียเงิน 2 ต่อ เเละสร้างภาระหนักให้คนชั้นกลาง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้มอบนโยบาย ให้กระทรวงการคลังจัดเก็บภาษีเฉพาะที่ดินเพียงอย่างเดียว

ซึ่งหลังจากนี้ คลังจะปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ใหม่ โดยตัดคำว่า “สิ่งปลูกสร้าง” ออก ส่งผลให้บ้านและที่พักอาศัย อาคารสำนักงานและสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ไม่มีภาระภาษีอีกต่อไป

กระทรวงการคลัง, คลัง, พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง , ประยุทธ์ จันทร์โอชา

เนื่องจากที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน มีหลายรูปแบบและยังมีบ้านที่มีเอกลักษณ์พิเศษของท้องถิ่นเช่น บ้านกาแล เป็นต้น ทำให้คนเกิดความสับสน และมองว่ากฎหมายฉบับนี้ ไม่เป็นธรรมเพราะมีภาระที่ต้องเสียภาษีทุกปี

โดยเฉพาะคนที่กำลังอยู่ระหว่างผ่อนส่งบ้านกับสถาบันการเงินจะรู้สึกว่า ต้องเสียเงินถึง 2 ต่อคือ เสียทั้งดอกเบี้ยและยังเสียภาษีด้วย

รวมถึง คลังต้องปรับอัตราภาษีที่จะจัดเก็บจริง ให้สอดคล้องกับความรู้สึกของประชาชนโดยเฉพาะคนชั้นกลางซึ่งปัจจุบันราคาที่ดินได้ปรับตัวขึ้นไปสูงมาก หากเสียทั้งภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พร้อมๆ กันจะทำให้เป็นภาระของคนชั้นกลาง

ที่ส่วนใหญ่จะมีบ้าน และที่ดินราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท รวมถึงข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจและพนักงานบริษัทที่เกษียณแล้วและไม่มีรายได้จากการทำงานประจำก็จะยิ่งเป็นภาระหนักยิ่งขึ้น

สำหรับอัตราภาษีที่จะจัดเก็บจริง ที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา ของนายกรัฐมนตรี โดยอัตราภาษีที่เริ่มนิ่งและมีความชัดเจนแล้วคือ ประเภทที่ 1.ภาษีที่ดินเพื่อการเกษตร ที่มีมูลค่าไม่เกิน 1.5 ล้านบาท จะได้รับการยกเว้นภาษี

ส่วนราคาที่ดินที่แพงกว่านั้น จัดเก็บจริง 0.05% จากเพดานสูงสุด 0.25% และภาษีประเภทที่ 3 คือ อื่นๆ โดยที่ดินเพื่อการพาณิชย์จะจัด เก็บจริง 0.2% จากเพดานสูงสุด 2% และที่ดินว่างเปล่าจัดเก็บจริง 0.5% ของราคาประเมิน

โดยเพิ่มขึ้นทุกๆ 3 ปี แต่รวมแล้วต้องไม่เกิน 2% ซึ่งเป็นอัตราเพดานภาษีสูงสุด ซึ่งจะเหมือนกับร่างเดิมของ รมว.คลัง เพราะวัตถุประสงค์ของกฎหมายฉบับนี้ ต้องการเก็บภาษีจาก ความมั่งคั่งของคนรวย

แต่อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่า ควรจะยกเว้นภาษีที่ดินว่า ระดับใดถึงจะมีเหมาะสม แต่ในเบื้องต้น ที่ดินที่มีราคาไม่เกิน 1-2 ล้านบาท น่าจะเป็นฐานราคาที่เหมาะสมสุด

เพราะที่ดินราคาไม่เกินตารางวาละ 30,000 บาท ขนาดไม่เกิน 60 ตารางวา หรือราคาประมาณ 1.8 ล้านบาท ที่เป็นที่อยู่อาศัยทั่วไปของคนชั้นกลาง สมควรที่จะได้รับการยกเว้นภาษี ส่วนที่ดินที่มีราคาแพง ก็เหมาะสมที่จะเสียภาษีในอัตราที่แพงขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากกฎหมายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีผลบังคับใช้รัฐบาลจะมีรายได้ประมาณ 200,000 ล้านบาทต่อปี จากเดิมจากปัจจุบันที่จัดเก็บได้ปีละ 20,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้ที่ลดลงมาก กว่า 100% ซึ่งนายกรัฐมนตรีต้องการผลักดันให้กฎหมายฉบับนี้ สามารถเดินหน้าต่อไปได้ภายใต้เงื่อนไขประชาชนรายได้น้อย ไม่เดือดร้อน

MThai News

ท้าทาย! มือดีโปรยใบปลิวปลุกชู 3 นิ้ว เกลื่อนระยอง

มือมืดโปรยใบปลิวต้านเผด็จการ ปลุกผู้รักประชาธิปไตยชู3นิ้ว ทิ้งเกลื่อนกลางเมืองระยอง เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบวงจรปิดพบชายวัยรุ่นต้องสงสัย

วานนี้ (22 มี.ค.) มีใบปลิวต่อต้านเผด็จการปลุกระดมผู้รักประชาธิปไตยทุกคนชู 3 นิ้ว ทิ้งเกลื่อนบริเวณทางเข้าสวนศรีเมือง หน้าพระพุทธอังคีรส หลังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จ.ระยอง เขตเทศบาลนครระยอง ต.ท่าประดู่ อ.เมืองระยอง

โปรยใบปลิว 'ปลุกชู3นิ้ว'ทิ้งเกลื่อนเมืองระยอง

โปรยใบปลิว ‘ปลุกชู3นิ้ว’ทิ้งเกลื่อนเมืองระยอง

นอกจากนี้ ยังมีผู้พบใบปลิวดังกล่าวอีกจำนวนมาก ติดที่ศาลาที่พักผู้โดยสาร รวมถึงที่บริเวณริมรั้ววิทยาลัยเทคนิคระยองซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ยังพบใบปลิวแปะติดตามโต๊ะม้านั่งหินขัดด้วย โดยใบปลิวระบุข้อความว่า “ตื่นและลุกขึ้นสู้ได้แล้ว ผู้รักประชาธิปไตยทุกคน เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ” ด้านขวาของใบปลิวมีรูปฝ่ามือชูสามนิ้ว เขียนว่า เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ ต่อต้านรัฐประหาร

โดยในเวลาต่อมา ใบปลิวทั้งหมดได้มีการปลดออกไปหมดแล้ว อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าตำรวจสันติบาล พร้อมตำรวจ สภ.เมืองระยอง ได้ทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิด ในบริเวณใกล้หอพระพุทธอังคีรส พบภาพกล้องวงจรปิดเป็นชายวัยรุ่นต้องสงสัย นุ่งกางเกงขาสั้นสีเข้ม สวมเสื้อสีขาว ขี่รถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ผ่านมาช่วงเวลา 01.42-01.47 น. ของคืนวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา

ด้านนายอินทรีย์ เกิดมณี นายอำเภอเมืองระยอง กล่าวว่า ได้กำชับเจ้าหน้าที่ปกครอง กองร้อยอาสาสมัคร (อส.) เฝ้าระวังกลุ่มต่างๆ พร้อมประสานเทศบาลนครระยอง ตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามถนนตากสินมหาราช ต.ท่าประดู่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานความคืบหน้า

ล่าสุดเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านเป้าหมายต้องสงสัยทิ้งใบปลิวจำนวน 3 หลัง ซึ่งระบุว่าเป็นบ้านของกลุ่มแกนนำและแนวร่วมนปช.ในพื้นที่จ.ระยอง เบื้องต้นยังไม่พบหลักฐานเชื่อมโยงการก่อเหตุ

ขอบคุณข้อมูลจาก มติชนออนไลน์

MThai News

ลีกวนยู ผู้พลิกสิงคโปร์ จากใต้กรงเล็บเสือ สู่พญาเสือเอเชีย

เช้าวันนี้  เป็นวันที่ไม่สดใสของชาวสิงค์โปร เมื่อต้องทราบข่าวการจากไปจากปากของนายกรัฐมนตรี (ลี เซียน ลุง) ประกาศว่า นาย ลี กวน ยู อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ก่อตั้งประเทศสิงคโปร์ ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบเมื่อเวลา 03:18 น. (ราว 2:18 น. ตามเวลาไทย) ที่โรงพยาบาล สิงคโปร์ เจเนอรัล ด้วยวัย 91 ปี

หลังหลังจากเข้ารับการรักษาอาการปอดติดเชื้อรุนแรงที่โรงพยาบาลมานานหลายสัปดาห์ และในช่วงหลายวันที่ผ่านมาก็มีข่าวว่าอาการของเขาทรุดลงเรื่อยๆ

ดั่งวานนี้ เมื่อเหล่าประชาชนทราบข่าวถึงอาการที่ทรุดหนักของเขา ต่างเดินทางนำดอกไม้มาให้กำลังใจถึงหน้าโรงพยาบาล ขณะที่โลกออนไลน์ได้เขียนข้อความสรรเสริญ พร้อมส่งกำลังใจ ให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บนี้โดยเร็ว

ลี กวน ยู, Lee Kuan Yew, ลี กวน ยู เสียชีวิต, สิงคโปร์, ประวัติ ลี กวน ยู

แต่…เพียงแค่ข้ามคืน นายลี กวน ยู ได้ต่อสู้จนลมหายใจสุดท้าย จากไป ทิ้งความทรงจำ “ตำนานตลอดกาล…วีรบุรุษสิงค์โปร์” หรือ “บิดา ผู้ก่อตั้งสิงคโปร์สมัยใหม่” ไว้ให้ลูกหลาน

หน้าประวัติศาสตร์ ได้บันทึก ชื่อ “ลี กวน ยู” (Lee Kuan Yew) ว่า เขา คือ ผู้กุมอำนาจบริหารของสิงคโปร์มายาวนายถึง 31 ปี และ เป็นผู้มีบทบาททางเมืองสำคัญคนหนึ่งระดับเอเชีย

และที่สำคัญ…ชาวสิงคโปร์ ไม่เคยลืม เขา คืออดีตผู้นำประเทศ ที่นำพาให้สิงคโปร์ ก้าวลำพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดดที่มีความร่ำรวยมากที่สุดอีกแห่งหนึ่งของโลก

แม้..ที่ผ่านมา จะเคยถูกตราหน้าว่า เป็นนักเผด็จการตัวจริงในระบบอบประชาธิปไตยก็ตาม

ลีกวนยูมีเชื้อสายจีนแคะ ที่บรรพบุรุษอพยพมาจากมณฑลฮกเกี้ยนใน จีน แผ่นดินใหญ่ เกิดในสิงคโปร์เมื่อวันที่ 16 กันยายน ปี 1923 ในยุคที่สิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศอาณานิคมของอังกฤษ และได้เข้าศึกษาที่ “Raffles College” ซึ่งเป็นวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดใน “บริติส มาลายา” ของสิงคโปร์ ทำให้เขาได้รับการปลูกฝังและมีแนวความคิดตามแบบชาวตะวันกตมาตั้งแต่เด็ก

การเข้าศึกษาในวิทยาลัยแห่งนี้ เขา ยังได้เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ “ตนกู อับดุล รามาน”ซึ่งเคยตำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศมาเลเซียในยุคก่อนหน้าที่ “ดร. มหาเธร์ โมฮัมหมัด” จะขึ้นกุมอำนาจยาวนานในมาเลเซีย

แต่…ชีวิตของเขา พลิกผันตอนวัย 19 ปี เมื่อญี่ปุ่นเข้ารุกรานสิงคโปร์ ในสงครามโลกครั้งที่ 2 และสามารถ เอาชนะกองทัพอังกฤษที่ปกครองสิงคโปร์ได้อย่างง่ายดาย ชัยชนะของญี่ปุ่นทำลายความเชื่อของเขา เรื่องการไม่สามารถเอาชนะคนขาวลงได้อย่างสิ้นเชิง ความคิดทางการเมืองของ ลีกวน ยู เริ่มต้นนับจากวันนั้น

“แท้จริงแล้วคนเอเชียก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าฝรั่งผิวขาวตาน้ำข้าวจากซีกโลกตะวันตกเลย”

คำพูดผสมความคิด ที่ทำให้เขาเปลี่ยนทัศนคติจากเดิม จากที่เคยคิดว่าคนเอเชียด้อยกว่าจนถูกล่าอาณานิคมเป็นว่าเล่น เหตุการณ์ครั้งนั้น เป็นอีกหนึ่งในจังหวะชีวิต เขาจึงเริ่มหันมาสนใจงานด้านการเมืองและเริ่มมีแนวคิดที่จะต่อสู้เพื่อ “อิสรภาพ”

จนเมื่อสงครามจบลง เขา ได้เดินทางไปศึกษาด้านกฏหมายที่ “มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์” ในประเทศอังกฤษ และได้พบกับ “ควากอกชู” ซึ่งเดินทางมาเรียนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้เช่นกัน ก่อนจะแต่งงานกันในเวลาต่อมา

ลี กวน ยู, Lee Kuan Yew, ลี กวน ยู เสียชีวิต, สิงคโปร์, ประวัติ ลี กวน ยู

เมื่อ “ชาวมาลายัน” ส่วนใหญ่เริ่มตีแผ่ถึงความไม่พอใจในการปกครองประเทศอาณานิคมของอังกฤษ
ความคิดเรื่องการต่อสู้เพื่ออิสระภาพของ ลีกวน ยู เริ่มคุกรุ่นทันที เขาจึงตัดสินใจเข้าร่วมใน Malayans Forum เพื่อมีบทบาทในการตอบโต้กับประเทศอังกฤษ เพื่อการเป็นอิสระจากอาณานิคมครั้งนี้

หลังสำเร็จการศึกษา เขาเดินทางกลับสิงคโปร์ในปี 1955 ลงเล่นการ เมืองเต็มตัว โดยการจัดตั้งพรรค People’s Action Party (PAP) และสามารถชนะการเลือกตั้งผ่านเข้าเป็นสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎรได้สำเร็จ หลังจากนั้นอีก เพียง 4 ปี การเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 1 มิถุนายน ปี 1959 พรรคของลี กวน ยู ชนะการเลือกตั้งได้ผู้แทนเด็ดขาดถึง 43 ตำแหน่งจากทั้งสิ้น 51 ตำแหน่ง ได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์เมื่ออายุได้เพียง 36 ปี

ขณะที่ มาเลเซีย ได้อิสรภาพจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษในปี 1961 เขาจึงเจรจากับ “ตนกู อับตุล รามาน” (เพื่อนเก่าสมัยเรียน) เพื่อต้องการอิสรภาพนี้เช่นเดียวกัน โดยมีแนวความคิดร่วมกันว่าจะรวมสิงคโปร์เข้ากับมาเลเซียให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
โดยเล็งเห็นว่าสิงคโปร์นั้นไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะเกื้อหนุนให้เกิดการพัฒนาตนเอง ไปสู่การเป็นประเทศที่พร้อมสมบูรณ์ในทุก ๆ ด้านได้ แนวความคิดนี้สำเร็จในปี 1962

กลายเป็นเสือเอเชีย “โลกที่หนึ่ง” ในกาลต่อมา

แต่…. 2 ปีให้หลัง เขา ได้ถูกต่อต้าน จากชาวมาเลเซียที่ไม่ต้องการให้ชาวสิงคโปร์ ซึ่งมีวัฒนธรรมที่แตกต่างจากมาเลเซีย เข้ามาอยู่ร่วม ขณะที่ชาวสิงคโปร์ ก็ไม่พอใจในการถูกเหยียดชนชั้น จึงกลายเป็นการ “จลาจลครั้งใหญ่”

ในที่สุด เขา ก็ตัดสินใจนำสิงคโปร์แยกออกจากมาเลเซีย และตัดสินใจประกาศอิสรภาพ ไม่ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษอีกต่อไปตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม 1965 เป็นต้นมา

ทั้งนี้ นายลี กวน ยู มีบุตรชาย 2 คน คือ ลี เซียน ลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์คนปัจจุบัน และนาย ลี เซียน ยัง ประธานคนปัจจุบันของสำนักงานการบินพลเรือนสิงคโปร์ และมีบุตรี อีก 1 คน คือ ลี เว่ย หลิง ผู้บริหารสถาบันประสาทวิทยาแห่งชาติ ส่วนภรรยา “ควา กอกชู” ได้เสียชีวิตด้วยวัย 63 ปีใน ปี 2010

ขอบคุณภาพ AP

แกล้วนลิน 

MThai News