เจ้าหน้าที่ตำรวจสินธิกำลังสคบ.กว่า100นาย บุกทลายค้นบ้านขบวนการแชร์ลูกโซ่ “เครือข่ายบริษัท ยูฟัน สโตร์” จับกุมผู้ต้องหาพร้มของกลางอื้อ พบผู้เสียหายกว่า 1 แสนราย เสียหายกว่า 1 หมื่นล้านบาท
วันนี้(10 เม.ย.) พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วย ผบ.ตร. พร้อมด้วยพ.ต.อ.อังกูร คล้ายคลึง รองผบก.ปคบ. นายอำพล วงศ์ศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ร่วมกันปล่อยแถวกำลังตำรวจในสังกัดบก.ปคบ บก.ปอท.เจ้าหน้าที่ปปง. และเจ้าหน้าที่สคบ.จำนวนกว่า 100 นาย เพื่อออกปฏิบัติการกวาดล้างขบวนการแซร์ลูกโซ่ ธุรกิจขายตรง เครือข่ายบริษัท ยูฟัน สโตร์ จํากัด

บุกทลายขบวนการแชร์ลูกโซ่เครือข่าย ‘ยูฟัน’
หลังจากมีประชาชนร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรม และศูนย์แก้ไขปัญหาความมั่นคงเป็นจำนวนมาก ว่าบริษัทดังกล่าวอาจจะเข้าข่ายดำเนินธุรกิจลักษณะเป็นแชร์ลูกโซ่ จากนั้นจึงทำการสืบสวนจนสามารถรวบรวมพยานหลักฐานได้ว่า บริษัทดังกล่าวมีการฉ้อโกงประชาชนจริง จนกระทั่งศาลอาญาได้อนุมัติออกหมายจับไปแล้ว 8 คน เป็นชาวต่างชาติ 3 คน และคนไทย 5 คน ประกอบไปด้วยนายเท คิม เลง อายุ 40 ปี,นายนายลี ควน มิง อายุ 38 ปี, นายวอน ชิง หัว อายุ 42 ปี, ทั้งสามรายสัญชาติมาเลเซีย และนายอาทิตย์ ปานแก้ว อายุ 47 ปี,นายอภิชณัฏฐ์ แสนกล้า อายุ 40 ปี,นายรัฐวิชญ์ ฐิติอรุณวัฒน์ อายุ 34 ปี,นายไชธร ทองหล่อเลิศ อายุ 41 ปี และว่าที่ ร.ต.ฤทธิเดช วรงค์ อายุ 39 ปี สัญชาติไทย ซึ่งบริษัทดังกล่าวให้ข้อมูลไม่ถูกต้อง โดยบอกว่าสมัครแล้วจะมีความร่ำรวย และชักชวนให้สมาชิกเข้าร่วมเครือข่ายธุรกิจขายตรง และกระทำการฉ้อโกงลักษณะกู้ยืมเงิน หรือแชร์ลูกโซ่
โดยทำการตรวจค้นบ้านเป้าหมายและจับกุมผู้ต้องหา โดยจุดแรกเจ้าหน้าที่ได้นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่9/2ซอยรามอินทรา62 แยก1 ถ.รามอินทรา ก่อนทำการจับกุม ว่าที่ ร.ต.ฤทธิเดช วรงค์ อายุ39ปี กรรมการผู้จัดการ ผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท ยูฟัน สโตร์ จํากัด ผู้ต้องหาตามหมายศาลอาญา ในข้อหาร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบว่าว่าที่ร.ต.ฤทธิเดช เป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ51ของบริษัท โดย ยังให้การภาคเสธ ตำรวจจึงยึดและอายัดเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการโฆษณาและการทำธุรกรรมทางการเงินและทรัพย์สินไปตรวจสอบ
จุดที่สอง เจ้าหน้าที่ได้นำหมายค้น เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 4001 หมู่บ้านลาดพร้าว ซ.โยธินพัฒนา11 เขตบางกะปิ ซึ่งเป็นบ้านที่นายรัฐวิชญ์ ฐิติอรุณวัฒน์ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ได้ทำการเช่าไว้พักอาศัย โดยบ้านดังกล่าวเป็นบ้านเดี่ยวสูง 2 ชั้น มีรั้วรอบขอบชิด จากการตรวจค้นเจ้าหน้าที่ไม่พบตัวนายรัฐวิชญ์ พบเพียงน.ส.เอ เป็นผู้ดูแล เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงหมายค้นก่อนเข้าตรวจค้น
จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบนาฬิกาแบรนด์เนมหลายรายการ อาทิ ยี่ห้อโรเล็กซ์ ปาเต๊ะ ฟิลลิป หลายรายการ รวมทั้งกระเป๋าแบรนด์เนมจำนวนมาก อยู่ในห้องนอนและห้องทำงาน รวมทั้งพบรถยนต์ยี่ห้อบีเอ็มดับบลิว สีดำ รุ่นไอ8 ทะเบียนป้ายแดง อ-6110 กทม. ราคา12ล้านบาท รถยนต์ยี่ห้อเมอร์ซิเดส เบนซ์ สีขาว รุ่น อี300 ทะเบียนป้ายแดง ค-4899 กทม. ราคา5ล้านบาท รวมทั้งรถยนต์ยี่ห้อออดี้และปอร์เซ่ อีกด้วย
ซึ่งในระหว่างเจ้าหน้าที่ทำการตรวจค้น มีรายงานแจ้งว่า เจ้าหน้าที่สามารถคุมตัวนายรัฐวิชญ์ได้ที่บ้านพักแห่งหนึ่ง ในจังหวัดเชียงใหม่ ขณะจะเดินทางไปบรรยายสัมมนาธุรกิจดังกล่าว และนำตัวมาสอบสวนขยายผลที่กทม.
จุดที่สาม เจ้าหน้าที่ได้นำกำลังไปที่อาคารบางนาคอมเพล็กซ์ ก่อนทำการจับกุม นายไชธร ทองหล่อเลิศ อายุ41ปี ผู้ต้องหาตามหมายศาลอาญา ในข้อหาร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจค้นรถยนต์ ลักษณะแวน ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น เวลไฟส์ สีขาวหมายเลขทะเบียน ฎง2813 กทม. พบเอกสารทางการเงิน คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค และเงินสกุลมาเลเชียจำนวนหนึ่ง หลังจากนั้นได้นำกำลังไปค้นในห้องพักเลขที่39/149 ชั้น11 อาคารนิติบุคคลดังกล่าว เบื้องต้นพบโฉนดที่ดิน เอกสารทะเบียนรถ ระบุชื่อเจ้าของรถนายไชธร จำนวน 3 เล่ม เอกสารทางการเงิน จำนวนหนึ่งจึงได้ทำการยึดไว้ตรวจสอบ
จากการสอบสวยนายไชธร ให้การว่า ทำงานเป็นคนขับรถให้นายแดเนียล ดาโต๊ะ ซึ่งเป็นผู้บริหารของบริษัทดังกล่าว ส่วนรถที่เป็นชื่อตนนั้น เพราะว่านายแดเนียลเป็นชาวต่างชาติ ไม่สามารถซื้อรถได้ ทั้งนี้จากข้อมูลของทางเจ้าหน้าที่พบว่านายไชธร มีอำนาจในการสั่งเซ็นเซ็คนั้น แต่นายไชธรให้การปฏิเสธว่า เพียงแต่เป็นผู้ดำเนินธุรกรรมทางการเงินในลักษณะนอมินีเท่านั้น
สำหรับคดีดังกล่าว จากการตรวจสอบมีผู้เสียหายกว่า 1 แสนราย มูลค่าความเสียหายกว่า 1 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตามบริษัทดังกล่าว ซึ่งผู้ที่เป็นเจ้าของบริษัทแท้จริงแล้วคือ นายอาทิตย์ ปานแก้ว แต่ได้ให้ ว่าที่ร.ต.ฤทธิเดช ดำเนินการถือหุ้นไว้แทน หรือนอมินี โดยนายอาทิตย์นั้นอยู่ระหว่างการหลบหนี
ซึ่งที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ทำการสืบสวนแผนการลงทุนและดำเนินธุรกิจของบริษัท ยูฟัน สโตร์ พบว่าแม่ทีมหรือแกนนำ ไม่ได้มีการกล่าวถึงสินค้า ตามที่บริษัทฯได้แจ้งจดทะเบียนขายตรงไว้ อีกทั้งการบรรยายแต่ละครั้ง มุ่งเน้นเฉพาะในแผนการพัฒนาการตลาดแบบขยายทีมหรือการหาสมาชิกเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น และมีการพูดถึงเรื่องผลตอบแทน ที่จะได้รับในหลายช่องทาง เมื่อสามารถหาสมาชิกรายใหม่เพิ่มเข้ามาได้ ทำให้ผลตอบแทนที่บริษัทนำมาจ่ายให้แก่สมาชิกนั้นก็คือ เงินของสมาชิกรายใหม่ ที่นำมาจ่ายหมุนเวียนให้กับสมาชิกรายเก่านั่นเอง
ขอบคุณข้อมูลจาก เนชั่น
MThai News


