ป่วน! ห้ามผู้ถือหุ้นเนชั่นประชุม อ้างคำสั่ง สุทธิชัย

ป่วน! ประชุมผู้ถือหุ้น’เนชั่น’สั่งตำรวจคุมกว่า 10 นาย เพื่อรักษาความสงบ

ผู้สื่อข่าวรายงาน ก่อนการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย กรู๊ป(NMG)  โดยเจ้าหน้าที่ของทีมผู้จัดการประชุมปฏิเสธที่จะให้ตัวแทนคนหนึ่งของ นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ผู้บริหารสำนักข่าวทีนิวส์ในเครือ บมจ.นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น(NEWS) ซึ่งปรากฎชื่อเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้น NMG

พร้อมด้วยผู้ถือหุ้นอีกจำนวนหนึ่งในฝั่ง NEWS โดยอ้างว่าเป็นคำสั่งของนายสุทธิชัย หยุ่น ประธานคณะกรรมการ NMG ที่กำหนดรายชื่อของผู้ที่ถูกห้ามเข้าร่วมการประชุมจำนวนหนึ่ง

ประชุมผู้ถือหุ้น, เนชั่น, NMG, สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ,เนชั่น มัลติมีเดีย กรู๊ป

ทั้งนี้ นายนันทมนัส โพธิ์แดง หนึ่งในผู้ถือหุ้นรายย่อย NMG ที่ถูกปฏิเสธให้เข้าร่วมการประชุมในวันนี้ ระบุว่ากลุ่มของตนมีจำนวนประมาณ 40-50 รายเป็นผู้ถือหุ้น NMG และผู้ที่ได้รับมอบฉันทะที่ผ่านการตรวจสอบเอกสารอย่างถูกต้องแล้ว แต่ไม่ได้รับการอนุญาตให้เข้าร่วมประชุม โดยเจ้าหน้าที่อ้างคำสั่งของประธานคณะกรรมการบริษัท

ในวันนี้ ผู้ถือหุ้นกลุ่มของตนเองที่ถูกกีดกันมีข้อมูลเชิงลึกบางเรื่องที่ต้องการมาสอบถามในที่ประชุม และต้องการรับฟังการชี้แจงแนวโน้มผลประกอบการของบริษัท

และนโยบายการทำงานในอนาคต รวมทั้งอยากสอบถามว่าหากมีการตั้งนายเสริมสิน สมะลาภา เป็นประธานคณะกรรมการจะมีผลอย่างไรต่อบริษัท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังขอกำลังเสริมเพื่อมาดูแลความเรียบร้อยของการประชุม เนื่องจากเกิดความวุ่นว่ายขึ้นทั้งกลุ่มผู้ชุมนุมที่อยู่ด้านล่างของโรงแรม และกลุ่มผู้ที่มีปัญหาไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าประชุมทั้งผู้ถือหุ้นและผู้ได้รับมอบฉันทะ

MThai News

ศาลแจง ปมผู้พิพากษาทำหนังสือ แนะเรียกท่าน

โฆษกสำนักงานศาลยุติธรรม แจงเหตุคำเรียกขาน เผยทำความเข้าใจหน่วยงานภายนอกแล้ว-ให้ฝ่ายจริยธรรมพิจารณาต่อ

วันนี้ (29เม.ย.) จากกรณีที่ผู้พิพากษาท่านหนึ่ง ไม่พอใจที่ถูกเรียกว่าหัวหน้า จึงได้ทำบันทึกข้อความราชการ เกี่ยวกับการเรียกขานผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดแห่งหนึ่ง

ซึ่งภายในเนื้อหาได้ระบุว่า บรรพตุลาการที่สอนกันมาให้เรียก ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ผู้พิพากษา ว่า “ท่าน” เป็นคำหน้า เช่น ท่านหัวหน้า ท่าน… เป็นคำที่เหมาะสมแล้ว

cats

ล่าสุดนายบวรศักดิ์ ทวิพัฒน์ โฆษกสำนักงานศาลยุติธรรม ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เมื่อมีผู้นำบันทึกดังกล่าวมาเผยแพร่ ผู้คนบนโลกออนไลน์ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

เนื่องจากองค์กรตุลาการเป็นองค์กรที่มุ่งสร้างจิตสำนึกที่ดีของบุคลากรในองค์กรซึ่งส่งผลต่อความเชื่อถือศรัทธาแก่บุคคลทั่วไปสำนักงานศาลยุติธรรมจึงดำเนินการเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวแล้ว

โดยผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ได้ไปประสาน และทำความเข้าใจกับหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้อง และสำนักงานศาลยุติธรรมจะเสนอเรื่องให้คณะอนุกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมฝ่ายส่งเสริมจริยธรรมซึ่งรับผิดชอบเกี่ยวกับการดำรงตนของผู้พิพากษาพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวต่อไป

MThai News

ขอบคุณข้อมูลจาก มติชนออนไลน์

ลดโทษ ‘ส.อ.-ภรรยา’ บึ้ม รถนักธุรกิจล้างหนี้

ศาลฎีกาพิพากษาแก้โทษจำคุกตลอดชีวิต “ทหารสิบเอก-ภรรยา” ร่วมวางระเบิดรถเบนซ์นักธุรกิจค้าอัญมณี หวังล้างหนี้ 3.8 ล้าน ให้เหลือจำคุก 33 ปี 4 เดือน ชี้พยานหลักฐานอ่อน

วันนี้ (29 เม.ย.) คดีนี้อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง สิบเอกณรงค์ฤทธิ์ ดิษเจริญ อดีตทหารประจำการสังกัด กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ และ นางสาวเบญจทิพย์ ดิษเจริญ ภรรยา ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน กระทำการทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นและทรัพย์สินของผู้อื่นฯ มีและใช้ ซึ่งวัตถุระเบิดซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้

สั่งแก้โทษ 'ทหารส.อ.-ภรรยา'บึ้มรถนักธุรกิจล้างหนี้

สั่งแก้โทษ ‘ทหารส.อ.-ภรรยา’บึ้มรถนักธุรกิจล้างหนี้

จากกรณีเมื่อวันที่ 25 เม.ย.2552 จำเลยทั้งสองได้นำระเบิดแสวงเครื่อง เอ็ม 26 ซุกซ่อนในช่องเก็บของท้ายรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ ทะเบียน 8ษ-8938 กทม. ซึ่งมี ร้อยเอกทรงศักดิ์ ประเสริฐโสภณ นางสุดใจ ประเสริฐโสภณ นักธุรกิจบ้านจัดสรรและค้าอัญมณี และนายหมอน กลิ่นหอม คนขับ อยู่ภายในรถ ก่อนเกิดระเบิดขึ้นที่หน้าบ้านพักย่านห้วยขวาง เป็นเหตุให้นางสาวอารียา ใจดี คนรับใช้ที่มาเปิดประตูบ้านได้รับบาดเจ็บ และรถยนต์ได้รับความเสียหาย

ซึ่งคดีนี้ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ พิพากษาจำคุกตลอดชีวิต

โดยศาลฎีกา พิเคราะห์แล้วเห็นว่า นางสุดใจ โจทก์ร่วม เบิกความว่านางสาวเบญจทิพย์ ได้ค้างชำระค่าเครื่องประดับ จำนวน 3,800,000บาท และมีการทวงถามหลายครั้ง ก่อนที่วันเกิดเหตุ สิบเอกณรงค์ฤทธิ์ และนางสาวเบญจทิพย์ นัดให้ไปรับอาหารทะเล เพื่อจัดงานเลี้ยง และนำใส่ท้ายรถยนต์คันดังกล่าว ก่อนเกิดระเบิดขึ้น

ศาลเห็นว่า ถึงแม้ไม่มีประจักษ์พยานว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้นำระเบิดไปใส่ท้ายรถ แต่จากพยานแวดล้อมเชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสองแบ่งหน้าที่กันทำ ไม่สามารถหักล้างพยานโจทก์ได้ แต่การนำสืบเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี พิพากษาแก้ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 33 ปี 4 เดือน

ทั้งนี้ภายหลังศาลมีคำพิพากษาสิบเอกณรงค์ฤทธิ์ ยังคงยืนยันว่าตัวเองไม่ใช่ผู้ก่อเหตุ
ขอบคุณข้อมูลจาก มติชน

MThai News