มหากาพย์ นักบุญหมื่นล้าน บทเรียนที่ต้อง “จำ” จนวันตาย กับคดียักยอกทรัพย์ “สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น”
กลายเป็น มหากาพย์กลโกงหมื่นล้าน สร้างความเสียหายทางด้านการเงินครั้งมโหฬาร ประโยคนี้คงหนีไม่พ้นกรณีการยักยอกทรัพย์ใน “สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น” ซึ่งมีความเสียหายสูงถึง 16,000 ล้านบาท
เรื่องราวโยงใยถึงตัวละครมากมาย โดยตัวละเอกของเรื่องก็ไม่ใช่ใคร กลับกลายเป็นอดีตผู้ก่อตั้งสหกรณ์และอดีตประธานอย่าง นายศุภชัย ศรีศุภอักษร ที่กระทำผิดเสียเอง จนกลายเป็นเรื่องวิพากษ์วิจารณ์กันในสังคม

ย้อนกลับไปถึงที่มาของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น สถาบันการเงินและสวัสดิการชุมชนเพื่อชุมชน มีที่มาจากความยากลำบากของผู้คนในชุมชนการเคหะคลองจั่น เนื่องจากชุมชนคลองจั่น เป็นชุมชนที่การเคหะแห่งชาติสร้างขึ้นมาใหม่ มีทั้งผู้มีรายได้ตั้งแต่ระดับกลางจนถึงระดับล่าง จากทั่วทุกสารทิศเข้ามาอยู่อาศัย ซึ่งด้วยความหลากหลายของผู้คน ทำให้ชุมชนแห่งนี้มีปัญหาทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และสังคมต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย
จนกระทั่งมีคนกลุ่มหนึ่ง มีแนวคิดในการจัดตั้ง สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนชุมชนคลองจั่น จำกัดขึ้น หลังจากที่การเคหะแห่งชาติร่วมกับชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย ได้จัดให้มีการอบรมความรู้เกี่ยวกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน เรื่อง วิธีการสหกรณ์กับการพัฒนาชุมชนขึ้น เมื่อวันที่ 24-25 กันยายน 2526 โดยกำหนดแนวทางว่า วิธีการเครดิตยูเนี่ยนจะแก้ไขปัญหาในชุมชนได้อย่างยั่งยืน

ซึ่งในวันที่ 4 ธันวาคม 2526 สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนชุมชนคลองจั่น จำกัด จึงได้ถือกำเนิดขึ้นจากผู้นำ 3 คือ นายวิวัฒน์ พัฒนศักดิ์สุธี นายมณฑล กันล้อม และนายศุภชัย ศรีศุภอักษร และคณะกรรมการที่เข้ามาบริหารนั้นเกิดจากการคัดเลือกของเหล่าสมาชิกในสหกรณ์เอง
มหากาพย์เรื่องนี้ เริ่มต้นจากนายศุภชัย ได้ยืมเงินทดรองจำนวน 3,000 ล้าน และได้ปล่อยกู้ให้แก่บริษัทเอกชนโดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันกว่า 10,000 ล้านบาท และเมื่อถูกทวงนายศุภชัยก็บ่ายเบี่ยงเรื่อยมา
ซึ่งเงินส่วนหนึ่งที่ถูกยักยอกออกไปนั้น ปรากฏเป็นเช็คสั่งจ่ายของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น โดยนายศุภชัยนำไปบริจาคให้กับ “วัดพระธรรมกาย และพระธัมมชโย” เจ้าอาวาสวัด จำนวนเกือบ 1,000 ล้านบาท เงินก้อนใหญ่นี้ไม่ได้เชื่อมโยงแค่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นกับวัดพระธรรมกายเท่านั้น แต่ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกันอีกจำนวนไม่น้อย
และจากเงินจำนวนมหาศาลที่ถูกยักยอกออกไป ส่งผลกระทบถึงสหกรณ์น้อยใหญ่ทั่วประเทศ กระจายความเดือดร้อนไปถึงสมาชิกหลายหมื่นคนที่เข้าร่วมฝากเงินกว่า 5,000 ล้านบาท

เหตุใด? นายศุภชัย ต้องบริจาคเงินจำนวนมหาศาลให้แก่ พระธัมมชโยและวัดพระธรรมกาย หรือเพียงเพราะนายศุภชัยเป็น “สาวก”ของวัด และต้องการบริจาคเงินในฐานะนักบุญเท่านั้น และหากไม่ใช่เงินที่มาจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นแล้ว ลำพังตัวนายศุภชัยเอง จะมีกำลังเพียงพอที่จะบริจาคเงินส่วนตัวได้หรือไม่ นี่คือคำถามที่เกิดขึ้น
ที่ผ่านมาหลังจากปรากฏเป็นเรื่องราวฉาวโฉ่ นายศุภชัยตกเป็นผู้ต้องหาในคดียักยอกทรัพย์ของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นนั้น เจ้าตัวก็ยังปฏิเสธเสียงแข็ง ยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง รวมทั้งระบุว่าเงินที่นำไปบริจาคให้กับวัดพระธรรมกาย ตนยืมและคืนสหกรณ์ไปครบถ้วนแล้ว
ขณะที่นายเผด็จ มุ่งธัญญา ประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นคนปัจจุบัน ได้ออกมาเปิดเผยว่า หลังจากได้ตรวจสอบบัญชีย้อนหลังแล้ว ไม่พบการคืนเงินอย่างที่กล่าวอ้าง รวมทั้งไม่พบคำขอยืมเงินดังกล่าวด้วย ซึ่งถือขัดแย้งกับคำยืนยันของนายศุภชัยโดยสิ้นเชิง
อีกด้าน พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้เรียกผู้เกี่ยวข้องโดยตรงอย่าง เครือข่ายวัดพระธรรมกาย เข้าให้ปากคำ ทั้งหมดก็ยืนกรานปกป้องพระธัมมชโยว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินที่ถูกยักยอกมา แม้แต่เช็คก็ยังไม่เคยจับถึงมือ ข้อเท็จจริงจะเป็นเช่นไร ยังดูคลุมเครือ เมื่อต่างฝ่ายต่างยืนกระต่ายขาเดียวว่าตัวเองไม่ผิด และตัวละครรองอย่างพระธัมมชโย ก็ยังคงหันหลังไม่เดินทางเข้าให้ความกระจ่างกับเจ้าหน้าที่
ตรงกันข้ามต่อให้ปฏิเสธอย่างไร คงหนีไม่พ้นเอกสารหลักฐานต่างๆที่จะมามัดตัวผู้กระทำความผิด

ล่าสุด คณะทำงานติดตามคดีดังกล่าวของดีเอสไอ ได้รายงานผลการตรวจสอบเส้นทางการเงินนายศุภชัย พบว่าในช่วงระหว่างปี 2553 – 2555 ได้มีการทำสัญญากู้เงินปลอม เพื่อถ่ายเททรัพย์สินออกไปจากสหกรณ์กว่าหมื่นล้านบาท โดยนายศุภชัย ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำสัญญากู้เงิน 33 ฉบับ ของนิติบุคคล 28 แห่ง
ซึ่งดีเอสไอได้รับการยืนยันจากนิติบุคคล 4-5 แห่งว่า ไม่เคยกู้เงินกับสหกรณ์ และคาดว่านายศุภชัยน่าจะเป็นผู้ปลอมแปลงลายมือชื่อ ขณะที่การตรวจสอบนิติบุคคลบางแห่ง ก็มีชื่อของนายศุภชัยเป็นกรรมการ และเป็นผู้ลงนามขอกู้เงิน และอนุมัติให้กู้อีกด้วย
คดียักยอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ผ่านมา 2 ปีแล้ว ที่สมาชิกและเจ้าหนี้ไม่สามารถดำเนินการเบิกถอนเงินได้ มหากาพย์เรื่องนี้ตอนจบจะเป็นอย่างไร? ยังมองไม่เห็นทางสว่าง หากผู้กระทำความผิดยังไม่ให้ความร่วมมือในการให้ข้อเท็จจริง
บทเรียนเรื่องนี้ คงจะเป็นอุทธาหรณ์แก่ทุกสหกรณ์ทั่วประเทศว่า การเลือกตัวแทนสมาชิกเข้าไปบริหารงานหรือเงินนั้น ไม่ใช่เรื่อง ที่จะวางใจใครได้เลย ดังคำโบราณที่ว่า “เรื่องเงินไม่เข้าใครออกใคร”
ขอบคุณภาพจาก thaipublica
MThai News