ผบ.ตร.เร่งคดียูฟันค้นUDPBพบภาพบิ๊กตู่ร่วมเฟรม

ผบ.ตร.จี้ขยายผลจับเครือข่าย ยูฟัน พบแฝงตัวเป็นสมาชิกเอสแคป ขณะบุกจับ “อลิสา” แม่ข่ายชลบุรี ผู้ต้องหารายที่ 18 พร้อมบุกค้นยูดีพีบี พบภาพถ่าย”บิ๊กตู่” รวมเฟรม

วันที่ 16 พ.ค. พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินคดีกับบริษัท ยู ดี บี พี แมนเนจเมนท์ ไทยแลนด์ จำกัด บริษัทเครือข่าย ยูฟันสโตร์ จำกัดว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ได้กำชับให้ดำเนินคดีดังกล่าวอย่างถึงที่สุด จึงได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมคณะสืบสวน กำกับดูแลแนวทางการสืบสวนคดีอย่างใกล้ชิด เนื่องจากในอนาคตคาดว่าจะต้องมีการประสานงานกับตำรวจสากล หรืออินเตอร์โพล

เร่งจับเครือข่ายยูฟัน

ผบตร.เร่งจับกุมเครือข่ายยูฟัน

โดยเบื้องต้นพบว่า บริษัท ยู ดี บี พี มีสมาชิกกว่ากว่า 8,000 คน มูลค่าความเสียหายกว่า 300 ล้านบาท และพบการโอนเงินออกไปยังประเทศจีน และมาเลเซีย ซึ่งถือมีเส้นทางการเงินเกี่ยวเนื่องหลายประเทศ จึงถือเป็น อาชญากรรมข้ามชาติ และยังพบว่าสมาชิกของเครือข่ายมีการแฝงตัวเป็นสมาชิก องค์การสหประชาชาติ และองค์การระหว่างประเทศหรือ ESCAP (เอสแคป) เพื่อให้ตำรวจเกรงกลัวในการดำเนินคดี และจากการตรวจสอบบริษัท ยู ดี บี พี ยังพบความผิดเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวด้วย

นอกจากนี้ วันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับตำรวจ ปคบ. นำกำลังเข้าจับกุม นางสาวอลิสา โชติธนไชย ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีแชร์ลูกโซ่ยูฟันลำดับที่ 18 ได้คาสถานที่ทำงาน ซึ่งเป็นคอนโดหรู ย่านพัทยา จ.ชลบุรี หลังพบว่านางสาวอลิสา แม่ข่ายระดับกลาง มีการทำธุรกรรมการเงินผ่านบัญชีกว่า 300 ครั้ง มีเงินหมุนในบัญชีกว่า 3 ล้านบาท

ผู้ต้องหายูฟันลำดับที่ 18

อลิสา โชติธนไชย ผู้ต้องหาคดีแชร์ลูกโซ่ยูฟันลำดับที่ 18

โดยนางสาวอลิสา ยอมรับว่า ประกอบอาชีพเป็นนายหน้าขายคอนโด และได้รับการชักชวนจากลูกค้าชื่อ ต้อง ให้มาลงทุนกับยูฟัน ซึ่งตอนนี้ทำมาได้ 8 เดือนแล้ว มีสมาชิก 20-30 คน ได้กำไรจากยูฟันไม่ต่ำกว่า 1-2 แสนบาท อย่างไรก็ตาม สำหรับ นางสาวต้อง ถือเป็นแม่ข่ายรายใหญ่เกือบเท่า นายรัฐวิชญ์ หรือ โน๊ต ฐิติอรุณวัฒน์ ดังนั้น ตำรวจได้ออกหมายจับแล้ว แต่นางสาวแซนดี้ ไหวตัวทัน หลบหนีไปก่อน ซึ่งขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างติดตามจับกุม

รวมถึงได้เข้าตรวจค้นสถานที่ตั้ง บริษัท ยูดีบีพี เลขที่ 2-2/1 ภายในซอย 20 มิถุนา แยก 11 ย่านสุทธิสาร หลังสืบทราบว่า บ้านแห่งนี้ เป็นสถานที่ตั้งแห่งแรกของบริษัท ยูดีบีพี จากการตรวจค้น พบรูปถ่ายของนายเคลวิน ไลน์ ผู้จัดการยูดีพีบี ซึ่งถ่ายคู่กับบุคคลสำคัญของประเทศไทยและต่างชาติ เช่น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึงรูปถ่ายหมู่โดยมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีรวมอยู่ด้วย จากการตรวจสอบสถานที่แห่งนี้ นายเคลวิน ได้แอบอ้างว่าจะใช้เป็นสถานที่ก็ตั้งสถานทูตวานูอาตู ประจำประเทศไทย ซึ่งเมื่อตรวจสอบพบเพียงแค่คำกล่าวอ้างและสถานที่แห่งนี้ไม่ได้ซื้อขาด เป็นเพียงการเช่าอาศัยเท่านั้น

ด้านพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีการดำเนินคดีที่ใช้วิธีการนำภาพบุคคลสำคัญมาแอบอ้างดำเนินธุรกิจว่า ได้สั่งการไปยังกระทรวงต่างประเทศและตำรวจว่าอย่าไปสนใจ การเข้ามาพบตนและจะนำรูปถ่ายไปแอบอ้างไม่ได้ ถ้าผิดขอให้จับกุมทันที

ขอบคุณภาพจากทวิตเตอร์ @Hui_Nation

MThai News

นายกห่วง สื่อเสนอข่าวโรฮีนจา กดดันรัฐบาล

นายกรัฐมนตรี ห่วงสื่อบางองค์กรนำเสนอข่าวผู้อพยพโรฮีนจา กดดันให้รัฐบาลรับผิดชอบ แนะนำเสนอทั้งระบบ ยันช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แสดงความเป็นห่วงแนวทางการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนบางองค์กร ที่มุ่งเน้นการติดตามหาผู้ลักลอบข้ามแดนโดยผิดกฎหมาย

แล้วนำเสนอในลักษณะสร้างแรงกดดัน เรียกร้องให้รัฐบาลไทย เป็นผู้รับผิดชอบช่วยเหลือราวกับไทยเป็นผู้กระทำผิดเสียเอง โดยลืมคำนึงว่า เราเป็นเพียงกลางทางของปัญหา ไม่ได้เป็นต้นตอของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

bb

ทั้งนี้ สื่อควรนำเสนอข่าวทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นเหตุของปัญหา พัฒนาการของปัญหา ส่วนที่ไทยได้รับผลกระทบจากปัญหา ไม่ควรเน้นเพียงจุดใดจุดหนึ่ง หากทำแบบนี้สื่อมวลชนจะเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมสร้างความเข้าใจต่อสังคม และช่วยยกระดับการแก้ไขปัญหาได้อีกทางหนึ่ง

พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า ปัญหานี้ต้องได้รับการดูแลร่วมแก้ปัญหาในระดับภูมิภาคร่วมกัน ไม่ใช่ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง ส่วนมิตรประเทศ และองค์กรนานาชาติ ที่ให้ข้อเสนอแนะและความคิดเห็นในการแก้ไขปัญหา รัฐบาลยินดีรับฟัง แต่ไม่ควรก้าวก่ายหรือกดดันในวิธีปฏิบัติของประเทศไทย เพราะการดำเนินการที่ผ่านมาของรัฐบาลไทย วางอยู่บนหลักมนุษยธรรมเสมอมา

ชาวบ้านแห่ขอโชค หลังพบรูปปั้นทหารโบราณ

หนุ่มขับรถแบ็กโฮปรับหน้าดินเพื่อก่อสร้างหมู่บ้านจัดสรรขุดพบ รูปปูนปั้นทหารโบราณ ขนาดใหญ่เท่าคนจริง มือขวากำดาบ ที่นนทบุรี ชาวบ้านทราบข่าวแห่ขอหวย

รายงานข่าวแจ้งว่า ที่ จ.นนทบุรี ได้เกิดเรื่องสุดฮือฮาขึ้น เมื่อมีชาวบ้านได้ขุดพบปูนปั้นทหารโบราณ ขนาดใหญ่เท่าคนจริง ที่บริเวณซอยบางศรีเมือง ถนนนครอินทร์ หมู่ 5 ต.บางศรีเมือง อ.เมือง จ.นนทบุรี

รูปปั้นทหารโบราณ, ขอหวย

รูปปั้นทหารโบราณ

ทั้งนี้จากการสอบถามนายไกรศร คำพิชิต อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 194 หมู่ 6 ต.เสือเฒ่า อ.เชียงยืน จ.มหาสารคราม ซึ่งเป็นผู้พบเห็นคนแรก ได้เล่าว่า ระหว่างที่ตนขับรถแบคโฮปรับหน้าดินอยู่บริเวณดังกล่าวรู้สึกว่าเหมือนมือขุดไปกระแทกกับก้อนหิน จึงพยายามที่จะขุดขึ้นมาอยู่หลายครั้ง แต่ไม่สำเร็จ จึงตัดสินใจกระแทกเพื่อให้แตก แต่ทำไม่ได้

ตนเลยลองขุดอีกครั้งจนสามารถนำขึ้นมาได้ จึงทำให้รู้ว่าหินดังกล่าวเป็นรูปปั้นเหมือนทหารโบราณ จากนั้นจึงได้ล้างน้ำนำมาตั้งไว้ที่บริเวณดังกล่าว

เบื้องต้นยังไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบว่ารูปปั้นที่พบเป็นของโบราณจริงหรือไม่อย่างไร  แต่เมื่อข่าวการขุดพบรูปปั้นโบราณแพร่สะพัดออกไปก็ทำให้มีชาวบ้านแห่มาดู และขอหวยกับรูปปั้นเป็นจำนวนมาก สำหรับรูปปั้นที่พบมีลักษณะรูปร่างสูงใหญ่เท่าคนจริง มือขวากำไว้เพียงด้ามดาบส่วนตัวดาบได้หาบไป มือซ้ายถือฝักดาบไว้

MThai News