หลังจากที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2558 ได้มีมติเห็นชอบ(ผ่าน) ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ 4 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ. ธรรมศาสตร์ ร่างพ.ร.บ.มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ร่างพ.ร.บ. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และร่าง พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยขอนแก่น

เพราะเชื่อว่าการออกนอกระบบ จะทำให้มหาวิทยาลัยเกิดความคล่องตัวในการบริหารมากขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาล และมหาวิทยาลัยยังสามารถเปิดหลักสูตรเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานได้และสวัสดิการของบุคลากรจะเทียบเท่ามหาวิทยาลัยเอกชน …นั่นคือข้อดี
แต่ข้อเสียย่อมมีเช่นกัน กล่าวคือ อาจมีนักการเมืองเข้ามามีบทบาทในมหาวิทยาลัยมากขึ้น เนื่องจากงบประมาณส่วนหนึ่งยังต้องขอรับจากรัฐบาล ค่าเล่าเรียนย่อมสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นการตัดโอกาสทางการศึกษาของผู้มีรายได้น้อย ทั้งยังต้องปิดบางคณะหรือบางหลักสูตรที่ไม่คุ้มทุน และการตรวจสอบฝ่ายบริหารทำได้ยากยิ่ง

เมื่อข้อเสียมีดังนี้ นิสิต นักศึกษา จึงได้ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยในหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการ ตั้งแฟนเพจ ธรรมศาสตร์ออกนอกระบบ ถามนักศึกษาหรือยัง , กลุ่มเสรีนนทรี ม.เกษตรศาสตร์
รวมทั้งเพจของนักศึกษา ม.เกษตรฯ ยังได้เชิญชวนผู้ที่ไม่เห็นด้วยส่งไปรษณียบัตรถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หนึ่งในนั้นมีไปรษณียบัตร ศาสตราจารย์ ระพี สาคริก อดีตอธิการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอให้ทบทวน การผลักดันมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ เพราะนโยบายนี้จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามากขึ้น

ที่น่าสนใจอีกหนึ่ง คือ ถ้อยคำของ รศ.ดร.พินิติ รตะนานุกูล เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ได้ย้ำว่า ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากสนช.แล้ว ขั้นตอนต่อไปเพียง รอประกาศใช้เป็นกฎหมายเท่านั้น
“ก่อนที่มหาวิทยาลัยจะเสนอร่างดังกล่าวได้หารือและทำประชาพิจารณ์กับประชาคมในสถาบันแล้ว ไม่น่าจะมีการออกมาคัดค้านกันอีก ขณะนี้ข้าราชการกำลังจะหมดไป และพนักงานจะเพิ่มขึ้น เรื่อย ๆ ดังนั้น การออกนอกระบบจะช่วยทำให้การบริหารงานของมหาวิทยาลัยคล่องตัวมากขึ้น”

ที่ผ่านมาผู้คัดค้านโดยเฉพาะ นิสิต นักศึกษา รู้มาโดยตลอดว่า การคัดค้านเรื่องดังกล่าวไม่ได้รับความสนใจ ทั้งจากผู้บริหาร และ สนช.
ดังนั้นจึงเดินหน้ามุ่งตรงไปยังความหวังสุดท้ายคือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อวิงวอนขอให้ ชะลอการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ

ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรไม่อยากคาดเดา…แต่ที่ไม่ต้องเดา คือ 16 มหาวิทยาลัย ได้ออกนอกระบบไปเรียบร้อยแล้ว ประกอบด้วย
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (ออกนอกระบบตั้งแต่แรกเริ่มก่อตั้งมหาวิทยาลัย, มีผล 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2533)เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐแห่งแรก
มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (ออกนอกระบบตั้งแต่แรกเริ่มก่อตั้งมหาวิทยาลัย, มีผล 8 เมษายน พ.ศ. 2535)
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มีผลวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2540)
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มีผลวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2540)
มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (ออกนอกระบบตั้งแต่แรกเริ่มก่อตั้งมหาวิทยาลัย, มีผลวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2541)
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (ออกนอกระบบวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2541)
มหาวิทยาลัยมหิดล (มีผลวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2550)
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มีผลวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2550)
มหาวิทยาลัยบูรพา (มีผลวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2551)
มหาวิทยาลัยทักษิณ (มีผลวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551)
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (มีผลวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551)
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มีผลวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2551)
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (มีผลวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2551)
มหาวิทยาลัยพะเยา (ออกนอกระบบตั้งแต่แรกเริ่มก่อตั้งมหาวิทยาลัย, มีผลวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2553)
มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช (ออกนอกระบบตั้งแต่แรกเริ่มก่อตั้งมหาวิทยาลัย, มีผลวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553)
สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา (ออกนอกระบบตั้งแต่แรกเริ่มก่อตั้งสถาบัน, มีผลวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2555)

ระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมาได้มีเสียงคัดค้านจาก นิสิต นักศึกษา มาโดยตลอด จะสิ้นหวัง หรือ สมหวัง ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ รัฐบาลทหาร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่หากอยากได้คำตอบก็ลองมองย้อนอดีตกลับไป!!
” แมนเมือง “
MThai News