สยอง! แวมไฟร์อาละวาด เหยื่อสาวถูกดูดเลือด

ฆาตกรโรคจิตชาวซิมบับเว รับสารภาพ ว่าได้ลงมือก่ออาชญากรรมทางเพศหญิงสาว พร้อมทั้งดูดดื่มเลือด และสังหารเหยื่ออย่างเลือดเย็นกว่า 12 ราย

แวมไฟร์,ซิมบับเว,ฆาตกร,ฆาตกรรม,คดีเขย่าขวัญ

ภาพประกอบข่าวจากละครเวทีเรื่อง ‘Le Bal Des Vampires’

วันนี้ (12พ.ค.) สำนักข่าว ‘ดิ อินดิเพนธ์เดนท์’ รายงาน เรื่องราวของนาย Alois Nduna วัย 26 ปี รับสารภาพความผิด ว่าได้ก่อคดีสุดสะเทือนขวัญ ในการฆาตกรรมเลียนแบบตำนานผีดูดเลือด ซึ่งเหยื่อเป็นหญิงสาว จำนวน 12 ราย ถูกกระทำชำเรา และ สังหารอย่างไร้ความปราณี พร้อมทั้งถูกดูดเลือดอย่างเลือดเย็น คล้ายกับการกระทำของ ‘แวมไพร์’ ตำนานสิ่งเร้นลับตามความเชื่อของชาวยุโรปและของประเทศแถบตะวันตก

พร้อมกันนี้คนร้ายได้บรรยายเหตุการณ์ขณะที่จู่โจมเหยื่อรายหนึ่ง นามว่า ‘โฮฟ’ โดยเขาเริ่มจากการฉุดกระชากเธอไว้ และใช้ฟันกัดเข้าที่คอ พร้อมทั้งดูดดื่มโลหิตของเหยื่อจนกระทั่งเธอหมดสติในที่สุด เนื่องมาจากคนร้ายมีความเชื่อสุดแปลกประหลาดว่า หากดื่มกินเลือดของหญิงสาว จะช่วยให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้น

ทั้งนี้รายงานระบุว่า เรื่องราวดังกล่าวเกิดขึ้นเมืองมิดแลนด์บูลาวาโย และ มาสวินโก เมืองที่ตั้งอยู่ทางภาคกลางและภาคใต้ของประเทศซิมบับเว ซึ่งการจับกุมนาย Alois Nduna ในครั้งนี้นำไปสู่การคลี่คลายคดีการเสียชีวิตของหญิงสาวอีกหลายรายในพื้นที่ที่ถูกสังหารในลักษณะเดียวกันรายอื่นๆด้วย

MThai News

ที่มา  independent

ปลื้ม! จากเด็กบ้านนอก สู่ วิศวกรดูแลรถพระที่นั่ง

เปิดชีวิต ไพโรจน์ พงษ์แจ่ม เด็กบ้านนอก วุฒิป.7 สู่วิศวกรดูแล รถพระที่นั่ง

เว็บไซต์มติชนออนไลน์ ได้มีการนำเสนอชีวิต ไพโรจน์ พงษ์แจ่ม เด็กบ้านนอก วุฒิป.7 สู่วิศวกรดูแล รถพระที่นั่ง โดยผู้สื่อข่าว ได้เดินทางไปที่ บ้านเลขที่ 145 หมู่ 4 ต.เริงราง อ.เสาไห้ จ.สระบุรี พบกับคุณพ่อ และคุณแม่ของนายไพโรจน์ พงษ์แจ่ม อายุ 53 ปี ผู้มีหน้าที่รับใช้ในสำนักราชวัง รับใช้เบื้องยุคลบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นระยะเวลานาน

ไพโรจน์ พงษ์แจ่ม

ไพโรจน์ พงษ์แจ่ม

โดยนายประดิษฐ์ พงษ์แจ่ม อายุ 78 ปี ผู้เป็นพ่อ เล่าว่า ลูกชายนั้นเป็นความปลาบปลื้มใจของครอบครัว แม้ไม่ค่อยกลับบ้าน เพราะห่วงในหลวง ตอนนี้ท่านทรงประชวรต้องคอยรับใช้ทั้ง 24 ชั่วโมง จะเสด็จฯ ไปไหน รถคันไหนเสีย ต้องรับผิดชอบ

นอกจากนี้ เมื่อลูกชายมาเยี่ยมแต่ละครั้ง ก็จะนำสิ่งของเสื้อผ้ามาให้ ซึ่งลูกบอกว่าในวังเขาจัดหามาให้ ซึ่งครอบครัวรู้สึกดีใจมาก ตนก็ได้แต่บอกลูกกลับไปว่า “สงสารในหลวง ที่ต้องแบกภาระมาก เราพอมีใช้ มีกินก็ภูมิใจแล้ว”

ส่วนสาเหตุที่ลูกชายได้เข้าไปรับใช้อยู่ในสำนักราชวังนั้น ผู้เป็นพ่อเล่าย้อนไปเมื่อ ปี พ.ศ. 2521 เกิดน้ำท่วมใหญ่ใน จ.สระบุรี นายไพโรจน์ เป็นคนชอบซ่อมรถยนต์ ระหว่างนั้นมีน้องชายพ่อขับรถทรงงานให้ในหลวง มีศักดิ์เป็นอามาเที่ยวที่บ้าน เห็นนายไพโรจน์ ซ่อมรถเก่ง จึงชวนเข้ามาอยู่ในวัง ซ่อมราชพาหนะในสำนักราชวัง

ซึ่งขณะนั้น นายไพโรจน์ อายุเพียง 16 ปี จบ ชั้น ป.7 เท่านั้น แต่ในหลวงทรงไว้เนื้อเชื่อใจ และให้เป็นนายช่าง จนกระทั่งปัจจุบัน ได้รับตำแหน่งช่างวิศวกร 8 มีหน้าที่ดูแลรถพระที่นั่ง ทั้งกองราชพาหนะ

ข้อมูลข่าว/ภาพ จาก มติชนออนไลน์

MThai News

‘วรงค์’ หนุน ลต.‘โอเพ็นลิสต์’ ชี้ เป็นระบบดีที่สุด

หมอวรงค์ หนุนเลือกตั้งแบบ โอเพ็นลิสต์ ชี้ เป็นระบบที่สมบูรณ์  ปชช.มีทางเลือกเพิ่ม ลดขัดแย้งกันเองในพรรค 

วันที่ 13 พ.ค. 58 นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คWarong Dechgitvigrom  ระบุว่า “ผมเห็นมีหลายๆท่านออกมาทำนองไม่เห็นด้วยกับระบบปาร์ตี้ลิสต์แบบใหม่ที่เรียกว่า โอเพ็นลิสต์” แต่โดยส่วนตัวผมขอยกมือสนับสนุนครับ เพื่อให้เกิดความชัดเจน เราควรรู้จักระบบปาร์ตี้แบบเก่าและแบบใหม่โอเพ็นลิสต์ เปรียบเทียบกันระบบปาร์ตี้ลิสต์แบบเก่า

หมอวรงค์ หนุน ลต.แบบโอเพ็นลิสต์ ชี้เห็นข้อดีข้อเสีย

เพราะตอนเข้าคูหา ประชาชนจะกาที่เบอร์พรรคก็จบ พรรคนั้นจะได้กี่ที่นั่งก็คำนวนออกมาตามเปอร์เซ็นต์ แต่ใครจะได้เป็นปาร์ตี้ลิสต์หรือไม่อยู่ที่พรรคเป็นผู้จัด ใครได้ลำดับต้นๆก็สบาย มีโอกาสได้เป็นแน่ๆ ไม่จำเป็นต้องไปหาเสียงพบปะประชาชน ใครใกล้ชิดหรือรับใช้ผู้มีอำนาจ หรือเป็นนายทุนพรรคก็สบาย

ส่วนปาร์ตี้ลิสต์แบบใหม่”โอเพ็นลิสต์” ทั้งประเทศมีได้ 200 คน เนื่องจากแบ่งประเทศเป็นหกภาค เฉลี่ยแต่ละภาคจะมีบัญชีรายชื่อได้ 33ถึง34คน พรรคมีหน้าที่เสนอชื่อปาร์ตี้ลิสต์ แต่ไม่มีสิทธิ์จัดลำดับ ตอนเข้าคูหา นอกจากประชาชนกาเบอร์หรือชื่อพรรคแล้ว ประชาชนชนยังได้สิทธิ์ในการกาคนที่ประชาชนต้องการให้เป็นสส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคนั้นด้วย เพื่อนำคะแนนมาจัดลำดับ

จะเห็นว่าการจัดลำดับมาจากประชาชน ใครได้คะแนนมากก็จะได้ลำดับต้นๆและมีโอกาสได้เป็นสส.ปาร์ตี้ลิสต์ ไม่ใช่พรรคเป็นผู้จัด จะทำให้ผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ทุกคนต้องลงไปพบปะประชาชน ใกล้ชิดประชาชนเพื่อให้ประชาชนรู้จัก

เพียงแต่ว่า การให้กาผู้สมัครแค่หนึ่งคนเพื่อนำคะแนนมาจัดลำดับนั้นน้อยเกินไป ทำให้เกิดความขัดแย้งกันได้ ที่สำคัญแต่ละคนก็จะพบปะประชาชนแค่จังหวัดตนเอง ไม่ข้ามไปจังหวัดอื่น

ในความเป็นจริงสส.ปาร์ตี้ลิสต์ภาคมีมากถึง 33คน ควรจะเป็นตัวแทนของคนทั้งภาค ดังนั้นควรเพิ่มโอกาสให้ประชาชนกาได้มากกว่าหนึ่งชื่อ ถ้ากาแค่ชื่อเดียวนอกจากผู้สมัครจะขัดแย้งกันเองแล้ว สุดท้ายจะได้ปาร์ตี้ลิสต์ที่เป็นตัวแทนจังหวัด ไม่ใช่ของภาค

หมอวรงค์ โพสต์เฟสบุ๊ค

MThai News