สิ้นสุดทางอาญา คดี ‘สาวซีวิค’ ชนรถตู้บนทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์ดับ 9 ศพ ศาลฯไม่รับฎีกา รับโทษตามศาลอุทธรณ์ จำคุก 2 ปี รอลงอาญา 4 ปี ผู้เสียหายฟ้องแพ่งให้พ่อแม่ชดใช้ 120 ล้าน
จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญและกลายเป็นคดีดัง ที่สังคมให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง หลังจากเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.53 ‘สาวซีวิค’ ขับรถพุ่งชนท้ายรถตู้โดยสาร วิ่งระหว่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต-หมอชิต บนทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์ ส่งผลให้ประตูรถตู้เปิดออก ผู้โดยสารที่อยู่ภายในรถถูกเหวี่ยงกระเด็นออกจากรถออกไปคนละทิศละทาง กระทั่ง คนขับรถตู้และผู้โดยสารเสียชีวิตรวม 9 ราย และยังมีผู้บาดเจ็บอีก 6 ราย
หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เชิงลบตามมามากมาย ทั้งเรื่องของอายุที่ยังไม่สามารถมีใบขับขี่ขับรถยนต์ได้ การละเลยของครอบครัวที่ปล่อยให้ผู้ก่อเหตุซึ่งยังเป็นเยาวชนอายุเพียง 17 ปี(ในขณะนั้น) ขับขี่รถตามลำพัง

สาวซีวิค ขับรถพุ่งชนรถตู้ เสียชีวิต 9 ราย
และสิ่งที่ทำให้สังคมไม่พอใจเป็นอย่างมาก ถึงความไม่สำนึกต่อเหตุการณ์ดังกล่าว เนื่องจากได้ปรากฏภาพถ่ายของ ‘สาวซีวิค’ รายนี้ ยืนเล่นโทรศัพท์อยู่ข้างรถในที่เกิดเหตุ ทั้งที่มีคนเสียชีวิตและบาดเจ็บหลายรายจากฝีมือของเธอเอง แต่ทั้งนี้ยังมีผู้ออกมาตอบโต้ว่าภาพที่เห็นขณะนั้นเป็นความเข้าใจผิด ซึ่งความจริงคือ เธอกำลังกดโทรศัพท์เพื่อติดต่อญาติและผู้ปกครอง
หลังจากนั้น วันที่ 5 ม.ค. 2554 จำเลยพร้อมบิดา-มารดาและทนายความ เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหา ตามหมายเรียกของพนักงานสอบสวน สน.วิภาวดี ซึ่งตำรวจได้แจ้ง 2 ข้อหา คือ ข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุทำให้ทรัพย์สินเสียหายมีคนบาดเจ็บและเสียชีวิต และข้อหาขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่
นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ เวลาผ่านมาเกือบ5 ปี คดีค่อนข้างยืดเยื้อ…สังคมจับตามองถึงกระบวนการยุติธรรมของไทย โดยเฉพาะการทำหน้าที่ของตำรวจ เนื่องจากผู้ก่อเหตุมีนามสกุลของ ‘ตระกูลดัง’ พ่วงท้าย อาจทำให้พ้นผิดหรือไม่ได้รับโทษตามสมควร สร้างความกังวลให้ฝ่ายหลาย โดยเฉพาะญาติของผู้เสียชีวิตและผู้เสียหาย
หากย้อนกลับไปการพิจารณาคดีในชั้นศาล เมื่อวันที่ 31 ส.ค.55 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และทำให้ทรัพย์สินเสียหาย เป็นเวลา 3 ปี คำให้การในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกเป็นเวลา 2 ปี โทษจำคุก ให้รอลงอาญาเป็นเวลา 3 ปี โดยคุมประพฤติจำเลย 3 ปี และให้รายงานตัวทุกๆ 3 เดือน พร้อมให้ทำงานบริการสังคมเป็นเวลา 48 ชั่วโมง รวมทั้งขับรถยนต์จนกว่าจะมีอายุครบ 25 ปี ส่วนความผิดฐานใช้โทรศัพท์ขณะขับรถนั้น ศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากไม่สามารถนำสืบได้ว่าจำเลยใช้โทรศัพท์จริงหรือไม่
ขณะที่ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 22 เม.ย.57 แก้เป็นว่า จากที่รอลงอาญา 3 ปี ให้เพิ่มระยะเวลารอลงอาญาเป็น 4 ปี และให้บำเพ็ญประโยชน์ 48 ชั่วโมงต่อปี เป็นเวลารวม 4 ปี ส่วนโทษอื่นให้คงตามศาลชั้นต้น

รถตู้ถูกสาวซีวิคขับพุ่งชน
จนล่าสุด วานนี้(11พ.ค.58) ศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับฎีกา เนื่องจากไม่มีสาระสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาเดิม ซึ่งถือว่าคดีนี้เป็นที่สิ้นสุดคดีทางอาญาแล้ว (ปิดคดี)
ซึ่งก่อนหน้านั้น จำเลยได้ยื่นฎีกาต่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แล้ว แต่ศาลไม่รับฎีกา จึงได้ยื่นคำร้องฎีกาต่อศาลฎีกาอีกครั้ง ซึ่งประเด็นที่จำเลยยื่นนั้น เป็นการต่อสู้ว่าไม่มีเจตนากระทำประมาท แต่ศาลได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คำร้องฎีกาของจำเลยไม่เป็นประเด็นที่จะรับไว้พิจารณา จึงให้ยืนโทษตามศาลอุทธรณ์
เมื่อสิ้นสุดทางอาญา ต่อไปคงเป็นเรื่องของคดีทางแพ่ง
เมื่อทนายความฝ่ายญาติเหยื่อผู้เสียชีวิต ระบุว่าหลังจากนี้จะขอคัดคำสั่งของศาลฎีกา และนำไปยื่นต่อศาลแพ่ง เพื่อให้ดำเนินสืบพยานต่อในคดีที่ญาติผู้เสียชีวิตได้ยื่นฟ้องบิดา-มารดาจำเลยให้ชดใช้ค่าเสียหาย 120 ล้านบาท ที่ก่อนหน้านี้ศาลแพ่งได้สั่งจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวเพื่อรอผลทางอาญา…
อีกหนึ่งเรื่องราว ‘สะเทือนใจ’ ที่ตามมาหลังคำสั่งศาล เมื่อญาติเหยื่อผู้เสียหายรายหนึ่งออกมาร่ำไห้ผ่านสื่อ พร้อมเปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ญาติผู้เสียชีวิตไม่เคยได้รับการช่วยเหลือเยียวยาจากฝ่ายจำเลย จึงต้องการให้ทางฝ่ายจำเลยเข้ามาช่วยเหลือตามสมควร หรือแม้แต่เข้ามาพูดคุยกับครอบครัวผู้เสียหายบ้าง
“เราอยากให้คดีจบโดยเร็ว วันนี้เหมือนแผลกำลังหายแล้ว แต่ก็มาเจอสะกิดอยู่เรื่อยๆ”
เหตุการณ์ดังกล่าว ถือเป็นอุทธาหรณ์ให้แก่ผู้ขับขี่ได้เป็นอย่างดี หากยืนอยู่บน ‘ความประมาท’ ผลร้ายที่ตามมาอาจไม่ใช่แค่ทรัพย์สินเสียหายเพียงอย่างเดียว แต่ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องอาจต้องมา ‘สังเวยชีวิต’ ให้กับความประมาทชีวิตทุกชีวิตไม่ว่า ‘รวย หรือ จน’ ย่อมมีความสำคัญเท่าเทียมกัน…ขอแสดงความเสียใจกับผู้สูญเสียด้วยค่ะ
MThai News