BBC ตีข่าว’โรฮีนจา’ 8พัน ถูกลอยชายฝั่งไทย

บีบีซีตีข่าวกลุ่มชาติพันธุ์ชาวโรฮีนจากว่า 8 พันราย ถูกปล่อยอยู่ในเรือที่ลอยลำใกล้ชายฝั่งไทย

โรฮีนจา,ไทย,ผู้ลี้ภัย,ผู้อพยพ,เรือมนุษย์,กลุ่มชาติพันธุ์

วันนี้ (12 พ.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าว องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (ไอโอเอ็ม) เปิดเผยผ่าน ‘บีบีซี’ สื่อยักษ์ใหญ่ ว่ามีผู้ลี้ภัยราว 8,000 คน จากบังกลาเทศและเมียนมา ถูกปล่อยให้อยู่ในเรือที่ลอยลำอยู่กลางทะเลใกล้ชายฝั่งประเทศไทย เนื่องจากผู้ลักลอบขนผู้อพยพเหล่านั้นไม่กล้านำผู้อพยพขึ้นฝั่งหลังจากทางการไทยดำเนินนโยบายปราบปราม

ขณะที่สองวันมานี้มีผู้ลี้ภัยกว่า 2,000 คน ได้รับความช่วยเหลือ หรือแม้แต่การว่ายน้ำขึ้นฝั่งด้วยตัวเอง เพื่อเดินทางมายังมาเลเซียหรืออินโดนีเซีย ซึ่งชาวโรฮีนจาเหล่านี้ ใช้ไทยเป็นเส้นทางในการเดินทางไปยังประเทศที่สาม และต้องเผชิญกับอาชญากรรม แก๊งค์ค้ามนุษย์ หรือแม้กระทั่งการเรียกค่าไถ่ถอนตัว

MThai News
ที่มา BBC

แผ่นดินไหวพม่า ใกล้พื้นที่ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน

เกิดแผ่นดินไหวขนาด 1.9 ริกเตอร์ ที่ประเทศพม่า ห่างจาก  อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน  149 กม. ไม่กระทบไทย

วันนี้(12 พ.ค. 58) สำนักเฝ้าระวังแผ่นดินไหวกรมอุตุนิยมวิทยา รายงานว่า เวลาประมาณ 23.39 น.ของเมื่อคืนที่ผ่านมา เกิดแผ่นดินไหว บนบกที่ประเทศ พม่า ขนาด 1.9 ริกเตอร์ จุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหว อยู่ห่างจาก ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของ อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 149 กม.แต่ยังไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อไทย

แผ่นดินไหวในพม่า 1.9 ริกเตอร์

แผ่นดินไหวในพม่า 1.9 ริกเตอร์

MThai News

ปิดคดี ‘สาวซีวิค’ ศาลฯไม่รับฎีกา สุดท้ายใคร? ได้ประโยชน์

สิ้นสุดทางอาญา คดี ‘สาวซีวิค’ ชนรถตู้บนทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์ดับ 9 ศพ ศาลฯไม่รับฎีกา รับโทษตามศาลอุทธรณ์ จำคุก 2 ปี รอลงอาญา 4 ปี ผู้เสียหายฟ้องแพ่งให้พ่อแม่ชดใช้ 120 ล้าน

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญและกลายเป็นคดีดัง ที่สังคมให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง หลังจากเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.53 ‘สาวซีวิค’ ขับรถพุ่งชนท้ายรถตู้โดยสาร วิ่งระหว่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต-หมอชิต บนทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์ ส่งผลให้ประตูรถตู้เปิดออก ผู้โดยสารที่อยู่ภายในรถถูกเหวี่ยงกระเด็นออกจากรถออกไปคนละทิศละทาง กระทั่ง คนขับรถตู้และผู้โดยสารเสียชีวิตรวม 9 ราย และยังมีผู้บาดเจ็บอีก 6 ราย

หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เชิงลบตามมามากมาย ทั้งเรื่องของอายุที่ยังไม่สามารถมีใบขับขี่ขับรถยนต์ได้ การละเลยของครอบครัวที่ปล่อยให้ผู้ก่อเหตุซึ่งยังเป็นเยาวชนอายุเพียง 17 ปี(ในขณะนั้น) ขับขี่รถตามลำพัง

สาวซีวิค ขับรถพุ่งชนรถตู้ เสียชีวิต 9 ราย

สาวซีวิค ขับรถพุ่งชนรถตู้ เสียชีวิต 9 ราย

และสิ่งที่ทำให้สังคมไม่พอใจเป็นอย่างมาก ถึงความไม่สำนึกต่อเหตุการณ์ดังกล่าว เนื่องจากได้ปรากฏภาพถ่ายของ ‘สาวซีวิค’ รายนี้ ยืนเล่นโทรศัพท์อยู่ข้างรถในที่เกิดเหตุ ทั้งที่มีคนเสียชีวิตและบาดเจ็บหลายรายจากฝีมือของเธอเอง แต่ทั้งนี้ยังมีผู้ออกมาตอบโต้ว่าภาพที่เห็นขณะนั้นเป็นความเข้าใจผิด ซึ่งความจริงคือ เธอกำลังกดโทรศัพท์เพื่อติดต่อญาติและผู้ปกครอง

หลังจากนั้น วันที่ 5 ม.ค. 2554 จำเลยพร้อมบิดา-มารดาและทนายความ เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหา ตามหมายเรียกของพนักงานสอบสวน สน.วิภาวดี ซึ่งตำรวจได้แจ้ง 2 ข้อหา คือ ข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุทำให้ทรัพย์สินเสียหายมีคนบาดเจ็บและเสียชีวิต และข้อหาขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่

นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ เวลาผ่านมาเกือบ5 ปี คดีค่อนข้างยืดเยื้อ…สังคมจับตามองถึงกระบวนการยุติธรรมของไทย โดยเฉพาะการทำหน้าที่ของตำรวจ เนื่องจากผู้ก่อเหตุมีนามสกุลของ ‘ตระกูลดัง’ พ่วงท้าย อาจทำให้พ้นผิดหรือไม่ได้รับโทษตามสมควร สร้างความกังวลให้ฝ่ายหลาย โดยเฉพาะญาติของผู้เสียชีวิตและผู้เสียหาย

หากย้อนกลับไปการพิจารณาคดีในชั้นศาล เมื่อวันที่ 31 ส.ค.55 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และทำให้ทรัพย์สินเสียหาย เป็นเวลา 3 ปี คำให้การในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกเป็นเวลา 2 ปี โทษจำคุก ให้รอลงอาญาเป็นเวลา 3 ปี โดยคุมประพฤติจำเลย 3 ปี และให้รายงานตัวทุกๆ 3 เดือน พร้อมให้ทำงานบริการสังคมเป็นเวลา 48 ชั่วโมง รวมทั้งขับรถยนต์จนกว่าจะมีอายุครบ 25 ปี ส่วนความผิดฐานใช้โทรศัพท์ขณะขับรถนั้น ศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากไม่สามารถนำสืบได้ว่าจำเลยใช้โทรศัพท์จริงหรือไม่

ขณะที่ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 22 เม.ย.57 แก้เป็นว่า จากที่รอลงอาญา 3 ปี ให้เพิ่มระยะเวลารอลงอาญาเป็น 4 ปี และให้บำเพ็ญประโยชน์ 48 ชั่วโมงต่อปี เป็นเวลารวม 4 ปี ส่วนโทษอื่นให้คงตามศาลชั้นต้น

รถตู้ถูกสาวซีวิคขับพุ่งชน

รถตู้ถูกสาวซีวิคขับพุ่งชน

จนล่าสุด วานนี้(11พ.ค.58) ศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับฎีกา เนื่องจากไม่มีสาระสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาเดิม ซึ่งถือว่าคดีนี้เป็นที่สิ้นสุดคดีทางอาญาแล้ว (ปิดคดี)

ซึ่งก่อนหน้านั้น จำเลยได้ยื่นฎีกาต่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แล้ว แต่ศาลไม่รับฎีกา จึงได้ยื่นคำร้องฎีกาต่อศาลฎีกาอีกครั้ง ซึ่งประเด็นที่จำเลยยื่นนั้น เป็นการต่อสู้ว่าไม่มีเจตนากระทำประมาท แต่ศาลได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คำร้องฎีกาของจำเลยไม่เป็นประเด็นที่จะรับไว้พิจารณา จึงให้ยืนโทษตามศาลอุทธรณ์

เมื่อสิ้นสุดทางอาญา ต่อไปคงเป็นเรื่องของคดีทางแพ่ง 

เมื่อทนายความฝ่ายญาติเหยื่อผู้เสียชีวิต ระบุว่าหลังจากนี้จะขอคัดคำสั่งของศาลฎีกา และนำไปยื่นต่อศาลแพ่ง เพื่อให้ดำเนินสืบพยานต่อในคดีที่ญาติผู้เสียชีวิตได้ยื่นฟ้องบิดา-มารดาจำเลยให้ชดใช้ค่าเสียหาย 120 ล้านบาท ที่ก่อนหน้านี้ศาลแพ่งได้สั่งจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวเพื่อรอผลทางอาญา…

อีกหนึ่งเรื่องราว ‘สะเทือนใจ’ ที่ตามมาหลังคำสั่งศาล เมื่อญาติเหยื่อผู้เสียหายรายหนึ่งออกมาร่ำไห้ผ่านสื่อ พร้อมเปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ญาติผู้เสียชีวิตไม่เคยได้รับการช่วยเหลือเยียวยาจากฝ่ายจำเลย จึงต้องการให้ทางฝ่ายจำเลยเข้ามาช่วยเหลือตามสมควร หรือแม้แต่เข้ามาพูดคุยกับครอบครัวผู้เสียหายบ้าง

“เราอยากให้คดีจบโดยเร็ว วันนี้เหมือนแผลกำลังหายแล้ว แต่ก็มาเจอสะกิดอยู่เรื่อยๆ”

เหตุการณ์ดังกล่าว ถือเป็นอุทธาหรณ์ให้แก่ผู้ขับขี่ได้เป็นอย่างดี หากยืนอยู่บน ‘ความประมาท’ ผลร้ายที่ตามมาอาจไม่ใช่แค่ทรัพย์สินเสียหายเพียงอย่างเดียว แต่ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องอาจต้องมา ‘สังเวยชีวิต’ ให้กับความประมาทชีวิตทุกชีวิตไม่ว่า ‘รวย หรือ จน’ ย่อมมีความสำคัญเท่าเทียมกัน…ขอแสดงความเสียใจกับผู้สูญเสียด้วยค่ะ

MThai News