ว่ากันถึงเรื่องของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนท้องถนน ทุกคนย่อมมีความเสี่ยง ที่จะขับรถชนคน ขับชนรถคันอื่น หรือ รถคันอื่นมาชนตัวคุณ กรณีแบบนี้มีให้เห็นเป็นประจำ อย่างเช่นที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนัก
กับกรณี ขับรถชนนักปั่นจักรยาน เสียชีวิต และคนขับหลบหนี เป็นเรื่องที่น่าเจ็บแค้นแทนผู้ตาย และญาติผู้ประสบเหตุ ที่ต้องเรียกร้องความยุติธรรมกลับมาให้ได้ว่า พวกเขาจะรับโทษอย่างไร

เป็นคำถามที่น่าสนใจทีเดียวว่า หากวันไหนเกิดขับรถชนคน มีคนได้รับบาดเจ็บอยู่กลางถนน คุณจะลงไปช่วยนำตัวส่งโรงพยาบาล หรือ รีบขับรถหลบหนี แล้วไปสู้คดีกันเอาทีหลัง หรือแม้กระทั่งเพียงแค่เฉี่ยวชน จะลงไปแสดงความรับผิดชอบหรือไม่
เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องของจริยธรรม จิตใต้สำนึกที่แต่ละคนมีไม่เหมือนกัน หากเมื่อเกิดขึ้นกับตัว ในวินาทีนั้น การรีบขับรถหลบหนี อาจจะเป็นหนทางที่ต้องเลือก เพราะความตกใจ แถมคาดการณ์เอาไว้ว่า “อาจจะไม่มีคนเห็น” หากเป็นคดีเล็ก ตำรวจอาจตามคดีไม่ถึง
แต่ยุคปัจจุบัน หารู้ไม่ว่า เทคโนโลยีสมัยนี้ มีกล้องติดรถ กล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียง หรือกล้องที่บันทึกได้จากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ บุคคลพยานที่พบเห็น จะช่วยคลี่คลายคดีได้ไม่ยาก หากเป็นฝ่ายถูกชนแล้วหนี ให้รีบไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ ลงบันทึกประจำวันเอาไว้ บอกทะเบียนรถคู่กรณีให้ชัดเจน เพื่อจะได้ติดตาม ตรวจเช็คทะเบียน หาพยาน หลักฐาน นำผู้ก่อเหตุมารับผิดชอบค่าเสียหาย
ในทางกฎหมายนั้น หากชนแล้วหนี ไม่แสดงตัวต่อเหตุที่เกิดโดยทันที ถือว่าเป็นการหลบหนี หลบเลี่ยง ที่จะรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นั้น โดยกฎหมายแล้ว ถือว่าเจ้าหน้าที่ไม่ต้องพิสูจน์เหตุ ถือว่า ผู้ทำให้เกิดเหตุนั้นเป็นฝ่ายผิด และยากที่จะบรรเทาโทษ
ซึ่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มีการกำหนดโทษไว้ว่า มาตรา 160 “ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 78 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
ทางป้องกันเบื้องต้นคือ ทำประกันให้แก่รถยนต์ เป็นทางออกที่ลดความเสี่ยง ทั้งชีวิต ทรัพย์สิน รถยนต์ และค่ารักษาพยาบาล ช่วยให้รับผิดชอบต่อความเสียหายแก่คู่กรณี มาดูกันว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา จะต้องทำอย่างไรในเบื้องต้น
1.ในกรณีที่รถชนกัน เฉี่ยวชน ไม่ว่าจะมีผู้บาดเจ็บหรือไม่ ต้องรีบแจ้งตำรวจในท้องที่โดยเร็วที่สุด (โทร. 191) เพื่อตำรวจจะได้ทำการตรวจสอบที่เกิดเหตุ และลงบันทึกไว้เป็นหลักฐาน จากนั้นให้โทรแจ้งบริษัทประกันภัย เพื่อออกใบซ่อมตามขั้นตอน
2.ในกรณีตัวบุคคลถูกรถชน แล้วคู่กรณีหลบหนี สิ่งแรกต้องทำคือ ขอร้องให้คนอื่น หรือตำรวจนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว ส่วนเรื่องคดี พยายามจำทะเบียนรถคันที่ชนให้ได้ ลักษณะรถของคู่กรณี แล้วค่อยตามหาหลักฐานต่างๆ ทั้งกล้องวงจรปิดที่เกิดเหตุ พยานบุุคล เป็นต้น
3.กรณีเป็นผู้ที่ขับชน มีผู้บาดเจ็บ หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิต แล้วหลบหนี ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดทีเดียว เมื่อคิดหลบหนี จะต้องหลบหนีต่อไปไปนานถึง 15 ปี และหากคนที่ถูกชนเกิดเสียชีวิต ต้องเจอข้อหาหนัก ส่วนเรื่องเงินค่าปรับ และโทษนั้น ก็ยังมีการถกเถียงกันมาตลอดว่า ควรจะเพิ่มโทษได้หรือยัง
4.กรณีเป็นผู้ที่ชน แล้วไม่หลบหนี มอบตัวสู้คดี ช่วยเหลือคนเจ็บ จ่ายค่าทำศพ คดีทางแพ่งอาจยอมความกันได้ และศาลอาจปรานีลดโทษให้ตามความถูกต้องเหมาะสม สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ตั้งสติ จำไว้ว่า ผู้กระทำผิดไม่ใช่อาชญากร ควรจะอยู่เพื่อต่อสู้กับความจริง
อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้กับทุกคน เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะต้องยอมรับความจริง การหนี ไม่ใช่ทางออกของปัญหา ลองนึกย้อนกลับว่า หากคนที่ถูกชนเป็นบุคคลในครอบครัว คนที่รัก ถูกกระทำ จะลงไปช่วยเหลือหรือไม่ หรือเมินเฉยไป ปล่อยให้นอนเจ็บ ทรมานตาย เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้ว นอกจากคดีจะติดตัวไป บ่วงกรรมจะตามติดไปตลอดชีวิต
เพชรพิริยะ
MThai News
ขอบคุณภาพจาก naglefirm.com