ดาบสองคม! นักเลงคีย์บอร์ด ควรคิดให้ดีก่อนโพสต์

เตือน! ดาบสองคมชาวโลกออนไลน์ คิดให้ดีก่อนโพสต์

ปัจจุบันนี้ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตมีเป็นจำนวนมากหรือเรียกว่าสื่อออนไลน์ที่แทบจะแทรกซึมไปในผู้คนทุกเพศทุกวัย  โดยเฉพาะสังคมโซเชียล อาทิ เฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ ไลน์

รวมไปถึงเว็บไซต์ที่ผู้คนทั่วโลกต่างเข้าถึงในโลกอีกใบหนึ่งที่เสมือนจริง เรียกได้ว่าเป็นโลกอีกใบที่สามารถเปิดเผยแสดงตัวตนได้อย่างอิสระ ไร้ขอบเขต ส่งผลให้หลายคนหลงไหลในเสน่ห์ความสุขของมัน จากการได้แสดงความคิดเห็นสื่อสารแบบสองทางโต้ตอบอย่างเสรีในกลุ่มคนวงกว้าง

ความเป็นจริงแล้วสังคมออนไลน์ เปรียบเสมือนคำว่า ‘ดาบสองคม’ ที่มีความหมายว่า การกระทำที่อาจเกิดผลดีและผลร้ายได้พอๆกัน เช่นเดียวกับ หากผู้ใช้งานสมาชิกสื่อในโลกออนไลน์หรือชาวโซเชียลนั้นได้เล่นสื่อต่างๆแบบไม่ระมัดระวังคำพูด พาดพิง หรืออาจทำให้ผู้อื่นเสียหาย

โดยเฉพาะ การแสดงความคิดเห็นในมุมมองอิสระ ไร้ขอบเขตจนเกินเลยที่อาจส่งผลเสียต่อบุคคลอื่น สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นดาบอีกด้านที่หวนกลับมาทำร้ายตัวเอง ด้วย พรบ.คอมพิวเตอร์

ล่าสุด เกิดกระแสร้อนแรงในโลกออนไลน์ ถือเป็นกรณีตัวอย่างอุทาหรณ์ที่ดีสำหรับชาวโซเชียลทั้งหลาย เมื่อหญิงสาวเมาแล้วขับโพสต์ภาพใบสั่งของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ลงในเฟสบุ๊คส่วนตัว พร้อมข้อความระบุว่า ไงล่ะ เป่าไปแล้วด้วย ขึ้น90 ติดคุกสินะ เดชะบุญมีแบคดี เดินออกสวยๆ ทำให้ชาวโซเชียลวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

โดยกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมออนไลน์ ส่งผลกระทบเสียหายต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงได้ติดต่อหญิงสาวนัดพบเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม แต่เจ้าตัวไม่มาตามนัด จึงได้ออกหมายเรียกเป็นเรื่องราวใหญ่โต

ต่อมา ในที่สุดหญิงสาวคนนี้ก็มามอบตัวกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมกล่าวสั้นๆว่า ขอโทษทุกฝ่าย ทำไปเพราะความคึกคะนอง วันนั้นคาดไม่ถึงว่าสิ่งที่ทำจะเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งยืนยันว่าโพสต์ภาพลงโซเซียล ระยะเวลาเพียงแค่ 5 นาที แล้วมีเพื่อนมาเตือน จึงได้ทำการลบโพสต์ออก แต่ไม่ทันมือดีที่นำภาพไปแชร์ต่อจนกลายเป็นเรื่อง

ซึ่งกรณีนี้ ตั้งข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

จากเหตุอุทาหรณ์ สิ่งจำเป็นมากที่ควรรู้ ระวัง พรบ. คอมพิวเตอร์  เพื่อผลประโยชน์กับผู้ใช้สื่อโซเชียลมีเดียเอง โดยได้รวบรวมบางส่วนที่ควรทราบ รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม!

1. ผู้ดูแลระบบ มาตรา4 หมายความถึง เจ้าของเว็บไซต์ เว็บมาสเตอร์ แอดมินระบบเครือข่าย รวมถึงผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ตัวกลางต้องรับโทษเท่ากับผู้ที่กระทำความผิด หากมีการเขียนข้อมูลที่ไม่ตรงกับความจริง กระทบกระเทือนต่อความมั่นคง  และสำหรับความผิดต่อระบบคอมพิวเตอร์ เช่นการเจาะระบบ หากผู้กระทำนั้นเป็นผู้ดูแลระบบเสียเองจะมีโทษ 1.5 เท่าของอัตราโทษที่กำหนดกับคนทั่วไป

2. คัดลอกไฟล์ จำคุกสูงสุด 3 ปี สิ่ง มาตรา 16 ผู้ใดสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

3. มีไฟล์ลามกเกี่ยวกับเด็ก ผิดใน มาตรา25 ผู้ ใดครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์ซึ่งมีลักษณะอันลามกที่เกี่ยวข้องกับเด็กหรือ เยาวชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

4. ข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม เรื่องการเขียนเนื้อหาอันเป็นเท็จและนำไปใช้เอาผิดฟ้องร้องกัน ในเรื่องการหมิ่นประมาท ด้วยความน่าจะเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน มีโทษจำคุกสูงสุด ห้าปี ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

5. ดูหมิ่น ผิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา26 ผู้ ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพ ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่น หรือข้อมูลอื่นใด โดยประการที่น่าจะทำให้บุคคลอื่นเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย หรือเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นข้อมูลที่แท้จริง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

6. เก็บโปรแกรมทะลุทะลวงไว้ คุกหนึ่งปี มาตรา23 ผู้ใดผลิต จำหน่าย จ่ายแจก ทำซ้ำ มีไว้ หรือทำให้แพร่หลายโดยประการใด ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ชุดคำสั่ง หรืออุปกรณ์ที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความ ผิดตามมาตรา 15 มาตรา 16 มาตรา 17 มาตรา 18 มาตรา 19 และมาตรา 20 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

7. เพิ่มโทษผู้เจาะระบบ กรณีการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ เดิมกำหนดโทษจำคุกไว้ไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ร่างกฎหมายใหม่เพิ่มเพดานโทษเป็นจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติม tech.mthai

MThai News

เยอรมนีแซงญี่ปุ่นขึ้นแท่นประเทศเกิดต่ำสุดในโลก

หากพูดถึงประเทศที่มีอัตราการเกิดต่ำ หลายๆท่านอาจจะนึกถึง ‘ญี่ปุ่น’ แดนอาทิตย์อุทัยเป็นอันดับแรก เนื่องจากเป็นประเทศที่มีความเจริญรุ่งเรืองในทุกด้าน ทั้งเทคโนโลยี การศึกษา และการคมนาคม ฯลฯ 

เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ที่ผ่านมา สำนักข่าว ‘บีบีซี’ รายงานข่าว เผยแพร่ผลการศึกษาครั้งใหม่จากองค์กรด้านเศรษฐกิจของเยอรมนี พบว่า ปัจจุบันประเทศเยอรมนี ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่มีปัญหา อัตราการเกิดต่ำที่สุดในโลก ส่งผลให้รัฐบาล มีความกังวลว่า ในอนาคตอาจจะเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานและสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจได้

เยอรมนี,ญี่ปุ่น,อัตราการเกิดต่ำ,ประชากรเติบโตต่ำ

นักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัยประชากร ‘บีดีโอ’ สถาบันเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ฮัมบูร์ก เผยว่า เยอรมนี ไม่เพียงแต่ประสบปัญหาดังกล่าวในขั้นวิกฤตมากที่สุดในยุโรป แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เยอรมนี คาดว่า จะร้ายแรงที่สุดในโลกอีกด้วย โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเยอรมนีมีอัตราเด็กเกิดใหม่เฉลี่ย 8.2 คน ต่อประชากร 1,000 คนในขณะที่ญี่ปุ่นมีอัตราเด็กเกิดใหม่เฉลี่ย 8.4 คน ต่อประชากร 1,000 คน ในช่วงเวลาเดียวกัน

แม้ทางการจะพยายามให้ความช่วยเหลือผู้ปกครองในการเลี้ยงบุตรมากขึ้น แต่อัตราการเกิดกลับสวนทาง ซึ่งนั่นสื่อให้เห็นว่า ตัวเลขคนในวัยทำงานที่มีอายุระหว่าง 20-65 ปีจะลดลงจาก 61% มาเหลือเพียง 54% ภายในปี 2573 ทั้งนี้ในอนาคต ประเทศเยอรมนีอาจต้องเผชิญปัญหาค่าแรงที่สูงขึ้น และอาจเป็นผลให้เยอรมนีสูญเสียความเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในระยะยาวอีกด้วย พร้อมกันนี้ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า เยอรมนีจำเป็นต้องหันไปพึ่งพาผู้หญิงและแรงงานอพยพรุ่นหนุ่มสาวให้ช่วยผลักดันเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไป

อย่างไรก็ตาม เยอรมนีเป็นประเทศที่มีผู้อพยพเดิยทางลี้ภัยเข้าประเทศมากที่สุดในบรรดาประเทศในภูมิภาค อันเนื่องมาจากนโยบายการรองรับผู้ลี้ภัยนอกประเทศ จนกระทั่งทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการดำเนินการจากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ในการช่วยเหลือผู้อพยพเหล่านี้ ด้วยเหตุผลทางด้านความแตกต่างทางเชื้อชาติและศาสนา

MThai News

ที่มา BBC

โพลแนะปฏิรูปให้จบก่อนเลือกตั้ง ไม่มั่นใจรบ.ใหม่สานต่อ

นิด้าโพล เผยผลสำรวจ ประชาชนไม่มั่นใจรัฐบาลชุดใหม่ จะสานต่อปฏิรูป แนะเดินหน้าให้จบก่อนเลือกตั้ง ห่วงมีความขัดแย้งอีก

สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้าโพล เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง ‘การเลือกตั้ง การปฏิรูปและรัฐประหาร’ เมื่อถามถึงความเห็นประชาชนเปรียบเทียบผลลัพธ์การทำรัฐประหารโดย คสช.กับ คมช. ในปี 2549

พบว่า ประชาชนร้อยละ 71.28 ระบุว่า ผลลัพธ์ การทำรัฐประหารโดย คสช. ดีกว่า เพราะ กล้าทำ กล้าตัดสินใจ บ้านเมืองมีความสงบ

621751-02

นอกจากนี้ คสช. ทำรัฐประหารโดยไม่มีการสูญเสีย อีกทั้งยังมีบทเรียนจากปี 2549 แล้วร้อยละ 18.08 ระบุว่า เหมือนกัน เพราะ ควบคุมอำนาจโดยทหาร ต่างมีผลดีผลเสียพอกัน และร้อยละ 7.20 ระบุว่า แย่กว่า เพราะยังไม่เห็นผลที่ชัดเจน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ มองว่าคสช.คืนอำนาจ และให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ การแสดงความคิดความเห็นมากกว่า

ด้านความมั่นใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลชุดใหม่หลังการเลือกตั้ง ว่าจะสามารถเดินหน้ากระบวนการปฏิรูปประเทศต่อไปได้ พบว่า ร้อยละ 19.12 ระบุว่า มีความมั่นใจมาก ร้อยละ 22.00 ระบุว่า ค่อนข้างมีความมั่นใจ ให้เหตุผลว่ารัฐบาลชุดนี้วางรากฐานระบบการปฏิรูปไว้แล้วเป็นอย่างดี รัฐบาลชุดใหม่น่าจะสามารถสานต่อไปได้

ขณะ ร้อยละ 31.28 ระบุว่า ไม่ค่อยมีความมั่นใจ และร้อยละ 24.64 ระบุว่า ไม่มีความมั่นใจเลย ให้เหตุผลว่าไม่มั่นใจในตัวนักการเมืองที่จะเข้ามาบริหารงาน ส่วนใหญ่ทำเพื่อประโยชน์ตัวเองมากกว่า

สำหรับความมั่นใจของประชาชนที่มีต่อประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง ว่าจะไม่กลับไปสู่วังวนเดิมอีก คือมีคนใช้อำนาจในทางที่ผิด มีความขัดแย้ง และการรัฐประหารโดยฝ่ายทหาร พบว่า ประชาชน ร้อยละ 12.40 ระบุว่า มีความมั่นใจมาก ร้อยละ 18.16 ระบุว่า ค่อนข้างมีความมั่นใจ ให้เหตุผล บ้านเมืองได้รับการแก้ไขและปฏิรูปในบางเรื่องไปบ้างแล้วปัญหาต่าง ๆ น่าจะลดลง

ส่วนร้อยละ 35.36 ระบุว่า ไม่ค่อยมีความมั่นใจ ร้อยละ 31.60 ระบุว่า ไม่มีความมั่นใจเลย เพราะยังมีการเลือกปฏิบัติต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน ยังคงมีความขัดแย้งอยู่ รัฐบาลที่จะเข้ามาก็เหมือนเดิม จึงเกิดเป็นวงจรเช่นนี้เรื่อยไป

ขณะที่ความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการเลือกตั้งและการปฏิรูปประเทศ พบว่าร้อยละ 68.56 ระบุ ควรมีการปฏิรูปให้เรียบร้อยก่อนการเลือกตั้ง เพราะระบบเก่าที่ผ่านมายังมีปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไข ร้อยละ 24.00 ระบุว่า ควรมีการเลือกตั้งโดยเร็วก่อน แล้วค่อยให้รัฐบาลใหม่เดินหน้าปฏิรูปประเทศ ร้อยละ 1.84 ระบุว่า ควรทำควบคู่ไปพร้อมกันหรือทำอะไรก่อนก็ได้เพราะไม่ว่าทำอย่างไรผลออกมาเหมือนเดิม