โปรเจค ‘ท่าเรือเฟอร์รี่ พัทยา-ชะอำ-หัวหิน’ แว่วมาว่า เป็นโครงการที่ ล้มๆลุกๆอยู่นาน ล่าสุด ‘บิ๊กจิน’ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จึงสั่ง กรมเจ้าท่า ลุย ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับโครงการที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า โครงการพัฒนาท่าเรือเฟอร์รี่ เชื่อมโยงอ่าวไทยตอนบนฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก (East-West Ferry) ให้แล้วเสร็จภายใน 1ปี
โดยกรมเจ้าท่า น้อมรับคำสั่งจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ทันที เนื่องจากในอดีตได้ทำการศึกษาโดยละเอียดไว้แล้ว เมื่อปี 2555 มติที่ประชุม จึงเปลี่ยนกรอบเวลาใหม่ ทำให้ กรมเจ้าท่า ต้องเร่งสรุปภาพรวมของโครงการภายใน 30 วัน ก่อนลงลึกรายละเอียดต่อไป

แหลมบาลีฮาย พัทยา
หากถามว่า ท่าเรือเฟอร์รี่ ที่พูดถึงอยู่นี้ มีไว้ทำไม? และจะพัฒนาไปเพื่ออะไร?‘บิ๊กจิน’ จึงได้ชี้แจงว่า ท่าเรือเฟอร์รี่ แห่งนี้ จะเป็นท่าเรือที่ให้บริการขนส่งผู้โดยสาร และสินค้าในเส้นทางระหว่าง พัทยา-ชะอำ-หัวหิน ซึ่งใช้เวลาเพียง 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น ต่างจากการเดินทางด้วยรถยนต์ในเส้นทางดังกล่าวจะต้องวิ่งอ้อมไปจากชลบุรี ผ่านสมุทรปราการ กรุงเทพฯ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ระยะทางกว่า 500 กิโลเมตร ใช้เวลา 6-7 ชั่วโมง
หลังจากได้ทบทวนผลการศึกษาก่อนหน้านี้ กรมเจ้าท่า จึงพบว่า การเชื่อมเส้นทางการคมนาคมเพื่อการท่องเที่ยวและขนส่งสินค้า พัทยา-ชะอำ-หัวหิน มีความเป็นไปได้ และคุ้มค่าต่อการลงทุน และเป็นการเชื่อมต่อจากขนส่งทางบกมาเป็นขนส่งทางน้ำ นอกจากนี้ ยังได้สรุปการสำรวจจุดท่าเรือที่เหมาะสม คือ ท่าเรือแหลมบาลีฮาย หรือท่าเรือโอเชียน มารีน่า ใน จ.ชลบุรี ท่าจอดเรือภัทรมารีน่า ปราณบุรี ใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และหาดปึกเตียน ใน จ.เพชรบุรี

ท่าเรือเฟอร์รี่ แหลมบาลีฮาย พัทยา
สำหรับรูปแบบในการลงทุน ทางภาครัฐจะพัฒนาท่าเรือเดิมทีมีอยู่หรืออาจจะลงทุนสร้างใหม่ควบคู่ไปด้วย และจะปล่อยให้เอกชนรับสัมปทานเช่าท่าเรือและพัฒนาการเดินเรือเองทั้งหมด ภายในระยะเวลา 10 ปี ซึ่งได้มีภาคเอกชน คือ บริษัทสยามอีสเทอร์น ลอยิสติคส์ เทอร์มินอล จำกัด ได้เสนอแผนการลงทุนระยะ 4 ปี 2559-2562 มาให้พิจารณา โดยใช้งบลงทุนกว่า 4,000 ล้านบาท ในการก่อสร้าง การต่อเรือ และเทอร์มินอล
ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด คาดว่าจะเริ่มเปิดให้เดินเรือได้ตั้งแต่ปี 2560-2562 เป็นต้นไป ระยะแรกมี 3 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางพัทยา-หัวหิน-ปราณบุรี เส้นทางบางปู-หัวหิน-ปราณบุรี และเส้นทางบางปู-พัทยา ซึ่งจะรองรับนักท่องเที่ยว นักเดินทาง นักธุรกิจได้ปีละไม่ต่ำกว่า 3 ล้านคน และรถยนต์ปีละ 220,000 คัน ที่สำคัญยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจใน 2 พื้นที่รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 8,000 ล้านบาทต่อปี

เรือข้ามฟาก พัทยา
แต่ถ้าหากย้อนไปดู โครงการท่าเรือเฟอร์รี่ พัทยา-ชะอำ-หัวหิน เดิมเคยเปิดให้บริการมาก่อนหน้านี้หลายปี แต่ด้วยปัญหาอุปสรรคในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็น ผู้โดยสารน้อย ส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ ไม่มีเกาะที่น่าสนใจ ไหนจะคลื่นทางฝั่งชะอำและหัวหิน ที่สูงกว่าทางพัทยา ทำให้ต้องยกเลิกโครงการไปตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบัน
โปรเจคยิ่งใหญ่นี้ หากเป็นจริงแล้ว ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย ก็อย่าละทิ้งให้เป็นเพียงความฝันแล้วหายไป เหมือนดังในอดีตอีกเลย
มุมทแยง
MThai News