กรณีกระแสร้อนในโลกออนไลน์ แหม่มสาวรัสเซียรันทดถูกทิ้งอยู่กับลูกลำพัง เป็นเรื่องโอละพ่อไม่ได้เป็นอย่างที่แชร์กัน มือเผยปมขอโทษแล้วชี้หวังดี
หลังจากกรณีในโลกออนไลน์ มีการส่งต่อเรื่องราวสุดดราม่าของแหม่มสาวชาวรัสเซีย ชีวิตสุดรันทดถูกสามีฝรั่งทิ้ง เพราะลูกเหมือนไกด์ไทย จนต้องมาใช้ชีวิตลำบากที่อุทยานเเห่งชาติเขาสก จ.สุราษฎร์ธานี จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และชาวเน็ตต่างต้องการเข้าช่วยเหลือ จากนั้นนายกสมาคมมัคคุเทศก์ได้ออกมาโต้ว่าเรื่องของไลริซ่าไม่ได้เป็นอย่างที่แชร์กัน แท้จริงแล้วเขาได้ใช้ชีวิตคู่กับหนุ่มไทยรักใคร่กันดี เพียงแค่ชอบใช้ชีวิตแบบสันโดษ

ทางด้านเพื่อนและญาติของหนุ่มไทย ผู้ซึ่งถูกพาดพิงระบุ เรื่องราวที่แชร์กันมีการแต่งเติมจนเกินความเป็นจริง โดยสาวคนดังกล่าวเป็นชาวเยอรมัน ได้อาศัยอยู่ที่รัสเซีย และได้เดินทางมาท่องเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติเขาสก ครั้งแรกเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว และได้มาพบกับหนุ่มไทย
ต่อมาได้เดินทางไปกลับทั้งหมด 4 ครั้งมาแล้ว มีบุตรด้วยกัน1คน ไม่ได้มีการแต่งงานแต่มีการรับรองบุตรเป็นที่เรียบร้อย โดยก่อนที่เรื่องนี้จะมีการแชร์ตามโซเชียล เธอได้เดินทางมาเที่ยวกับเพื่อนชาวเยอรมันพร้อมภรรยาชาวไทยที่เป็นครูสอนภาษาไทยที่เยอรมัน ก่อนที่ภรรยาชาวไทยของเพื่อนจะนำไปโพสต์ลงโซเชียล และขยายความจนบิดเบือนความจริง พร้อมยืนยันว่าเธอไม่ได้อยู่อย่างลำบาก เพียงแค่ชอบใช้ชีวิตสันโดษ
ล่าสุด ผู้ใช้งานเฟซบุ๊ค chaya CH บุคคลที่โพสต์บอกเล่าเรื่องราวดังกล่าว ได้โพสต์ข้อความระบุว่า เรื่องมันเริ่มจะบานปลาย เมื่อมีเว็บไซต์เอาไปตีเรื่องราวของไลริซ่า แม่ลูกอ่อนอาจไปกระทบคนที่เป็นพ่อของเด็กเข้า ผู้เขียนจะขอลบโพสต์ และขอชี้แจงตามนี้ค่ะ ต้องขอโทษอีกทีเรื่องราวที่เขียนคือการคุยกับไลริซ่า
ซึ่ง ฉันไม่รู้ว่าพ่อของเด็กคือใคร แต่เข้าใจด้วยหัวอกของคนที่เป็นแม่ว่า ถ้าฉันเป็นพ่อคงไม่ปล่อยให้ลูกอยู่อย่างนี้แน่นอน ขอบคุณผู้มีจิตเมตตาเป็นห่วง เป็นการสื่อถึงสังคมไทยว่า มีน้ำใจห่วงใยกันแม้แต่คนต่างชาติที่มาอาศัย หากบทความนี้ไปกระทบกับใครสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น ฉันต้องขอโทษด้วยความจริงใจ ไม่ได้หวังอะไรจากสังคมเพราะต้องการถ่ายทอดประสบการณ์ที่ไปเจอมาโดยตัวเอง
โดย เรารู้จักไลริซ่าจากอาจารย์ชาวเยอรมันที่เราไปเรียนคอร์สสมุนไพร เพราะเราเป็นศิษย์เหมือนกันแต่คนละรุ่น อาจารย์มาเมืองไทยจึงแนะนำให้เรารู้จักและเรื่องราวที่ถ่ายทอดก็มาจากที่ได้คุยกับเธอ หากไม่จริงขอโทษมา ณ ที่นี้ค่ะ และขอให้ผู้อ่านใช้วิจารณญาณเองนะคะ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณข้อมูล ครอบครัวข่าว3
MThai News


