ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ยกฟ้อง 2 อดีตตำรวจชายแดน ลูกน้อง ผู้กองณัฎฐ์ อุ้มเหยื่อสาวรีดทรัพย์ปี 51 พร้อมแก้โทษจำเลยที่ 5 ไม่ผิดฐานปล้นทรัพย์ แต่ยังผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เหลือจำคุก 5 ปี
วันที่ 5 มิ.ย. เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ คุมตัวสิบตำรวจตรีอาคม สุดใจ จำเลยที่ 5 จ่าสิบตำรวจมานพ สุขคงมิตร จำเลยที่ 6 และสิบตำรวจตรีชาตรีพันการุ่ง จำเลยที่ 8 มายังศาลอาญารัชดา เพื่อฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีที่ร่วมกับ ร้อยตำรวจเอกณัฎฐ์ ชลนิธิวณิชย์ อดีตผู้บังคับหมวด 426 กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 42 นครศรีธรรมราช ช่วยราชการ ตชด.41 ชุมพร กับพวกรวม 8 คน

ร้อยตำรวจเอกณัฎฐ์ ชลนิธิวณิชย์
ซึ่งทั้งหมดเป็นอดีตตำรวจ ตชด. เป็นจำเลยฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ/ ข่มขืนใจเพื่อให้บุคคลมอบให้ซึ่งทรัพย์สินแก่ตนหรือผู้อื่น/ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง และข่มขืนใจโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธ/ ปล้นทรัพย์โดยมีหรือใช้อาวุธ และข่มขืนกระทำชำเราโดยใช้กำลังประทุษร้าย
จากกรณีที่ ร้อยตำรวจเอกณัฎฐ์ กับพวก ร่วมกันจับกุมหญิงผู้เสียหาย อ้างขอตรวจค้นคดีเกี่ยวกับยาเสพติด ก่อนเอาเงินสด 9 พันบาทไป โดยนำผู้เสียหายไปกักขัง และร้อยตำรวจเอกณัฎฐ์ ได้ล่วงละเมิดทางเพศเหยื่อสาว เหตุเกิดเมื่อช่วงเดือนม.ค.ปี51 โดยในคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก ร้อยตำรวจเอกณัฎฐ์ เป็นเวลา 22 ปี ส่วนจำเลยร่วมอีก 7 คน ลงโทษจำคุกคนละ 12 ปี และให้จำเลยร่วมกันชดใช้เงิน จำนวน 2,500 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย
ต่อมาร้อยตำรวจเอกณัฎฐ์ ยื่นอุทธรณ์ แต่ได้ถอนอุทธรณ์ในเวลาต่อมา จึงเหลือจำเลยเพียง 3 คน ที่ยื่นอุทธรณ์คดี ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้น้อย ยังมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจ่าสิบตำรวจมานพ จำเลยที่ 6 และสิบตำรวจตรี ชาตรี จำเลยที่ 8 ได้ร่วมกันทำผิดด้วยหรือไม่ ประกอบกับภายหลังโจทก์ไม่สามารถนำพยานอีก 2 ปาก มาเบิกความตามนัดได้ ทำให้จำเลยเสียประโยชน์ไม่สามารถซักค้านข้อเท็จจริงได้ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัย
พิพากษาแก้ให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 6 และ 8 และให้ปล่อยตัวจำเลยทั้งสองเฉพาะในคดีนี้ ส่วนสิบตำรวจตรีอาคม จำเลยที่ 5 นั้น พิพากษาแก้ว่ามีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157 ลงโทษจำคุกเป็นเวลา 5 ปี แต่ให้ยกฟ้องในข้อหาปล้นทรัพย์
ขอบคุณภาพจาก มติชน
MThai News