ตะลึง! พบกระเป๋าเดินทางยัดศพ ในล็อคเกอร์ JR โตเกียว

เจ้าหน้าที่บริษัทตู้ล็อคเกอร์แห่งหนึ่งในสถานีรถไฟโตเกียว พบศพหญิงชรา ถูกยัดใส่กระเป๋าเดินทาง และทิ้งไว้ภายในล็อคเกอร์ของสถานีรถไฟโตเกียว สายJR

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 31 พค เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุ จากพนักงานบริษัทตู้หยอดเหรียญฝากของในสถานีรถไฟโตเกียวสายJR ว่าพบศพหญิงชราอายุประมาณ 70-90ปี ส่วนสูงประมาณ 140 เซนติเมตร ถูกยัดอยู่ในกระเป๋าเดินทางสีเหลือง ฝากไว้ในล๊อกเกอร์อัตโนมัติภายในสถานีรถไฟโตเกียวใกล้ทางออก มารุโนะอุจิ

JAPAN-CRIME

จากการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ของบริษัทตู้ล็อคเกอร์ เห็นว่าไม่มีผู้มารับกระเป๋าใบดังกล่าวออกจากล็อคเกอร์ อีกทั้งไม่ได้หยอดเหรียญและล๊อกกุญแจตู้ฝากของไว้ เป็นเวลา 1 เดือน จึงได้เข้าตรวจสอบ บริเวณตู้ล็อคเกอร์ พอเข้าใกล้ก็มีกลิ่นเหม็นโชยออกมา ประกอบกับพบเส้นผมบางส่วน จึงทำการเปิดกระเป๋าและพบศพดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจ ยังไม่พบหลักฐานที่ระบุถึงตัวตนของศพดังกล่าว และไม่พบร่องรอยการทำร้ายร่างกาย หรือบาดแผลภายนอกแต่อย่างใด จึงเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดในเวลาและบริเวณล็อคเกอร์ของสถานีรถไฟเพื่อหาสาเหตุ

MThai News

ที่มา : tokyoreporter

ชื่นชม! นักท่องเที่ยวจีนเก็บขยะ ประเพณีขึ้นดอยสุเทพ(คลิป)

โลกออนไลน์เผยคลิปนักท่องเที่ยวชาวจีนเก็บขยะ บริเวณทางขึ้นดอยสุเทพในงานประเพณีเดินขึ้นดอย ท่ามกลางกระแสผู้คนที่ผ่านไปมา

วันนี้(1 มิ.ย. 58) เกิดกระแสฮือฮาในโลกออนไลน์ เมื่อมีคลิปชื่อว่าสองนักท่องเที่ยวชาวจีนช่วยกันเก็บขยะทางขึ้นดอยสุเทพ พร้อมระบุว่า สองนักท่องเที่ยวชาวจีนถือถุงดำเดินไล่เก็บขยะทางขึ้นดอยสุเทพแบบไม่อายสายตาใครในคืนวันงานประเพณีเดินขึ้นดอยสุเทพ 31พ.ค.2558

นักท่องเที่ยว,นักท่องเที่ยวจีน,ดอยสุเทพ,ประเพณีเดินขึ้นดอยสุเทพ,เชียงใหม่

นักท่องเที่ยวจีนเก็บขยะทางขึ้นดอยสุเทพ

โดย ในคลิปปรากฎภาพนักท่องเที่ยวก้มเก็บขยะบนพื้นทางเดินใส่ถุงดำ อย่างขะมักเขม้น ท่ามกลางผู้คนอื่นที่เดินผ่านไปมา ท่าทางดูมีความสุขที่ได้ทำ ซึ่งทั้งคู่เผยว่า ที่ทำไปเพราะรักเมืองไทยและรักเชียงใหม่

หลังจากที่คลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป มีชาวโซเชียลต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นชื่นชมการกระทำดังกล่าวจำนวนมาก ขณะที่บางส่วนเห็นว่าคนไทยเองควรจะจัดการกับขยะพวกนี้มากกว่าต้องมาเห็นนักท่องเที่ยวที่มาเยือนต้องมาเก็บขยะ

ขอบคุณภาพ จิรพันธุ์ ตันกุล

MThai News

รวบเพิ่ม! ผู้ต้องหา’ยูฟัน’ พบเงินหมุนเวียน160 ล้าน

ตำรวจจับกุมผู้ต้องหาคดี “ยูฟัน” รายที่ 33 ตรวจสอบพบเงินหมุนเวียนในบัญชีกว่า 160 ล้านบาท ยังให้การปฏิเสธ อ้างเป็นของแม่เลี้ยง ส่วนรายที่ 34 เคยเข้าร่วม

วันที่ 1 มิ.ย. พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงผลจับกุมผู้ต้องหาเครือข่ายยูฟัน สโตร์ เพิ่มเติม 2 ราย คือ น.ส.ธาราทิพย์ พิมพา ผู้ต้องหาตามหมายจับคนที่ 33 ซึ่งตำรวจสืบทราบว่าบัญชีธนาคารของน.ส.ธาราทิพย์ ถูกโอนเข้าบัญชีบริษัทยูฟันโดยตรงกว่า 6.4 ล้านบาท และมีเงินโอนเข้าออกจากบัญชีของบุคคลอื่นๆ อีกหลายสิบล้านบาท รวมเงินหมุนเวียนในบัญชีกว่า 160 ล้านบาท

ผู้ต้องหา'ยูฟัน'

รวบผู้ต้องหา’ยูฟัน’ รายที่ 33-34

โดยน.ส.ธาราทิพย์ อ้างว่า บัญชีดังกล่าวเป็นบัญชีของตัวเองจริง แต่ใช้ร่วมกับแม่เลี้ยง โดยแม่เลี้ยงจะเป็นผู้ถือบัตรเอทีเอ็มและทำธุรกรรมต่างๆในบัญชี ผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ แต่ต่อมาแม่เลี้ยงทำสมุดบัญชีและบัตรเอทีเอ็มหายไป ซึ่งไม่เคยรู้ว่ามีเงินจำนวนหลักล้านโอนเข้า-ออกในบัญชี และไม่เคยรู้จัก หรือสมัครทำธุรกิจยูฟันใดๆ แต่ยอมรับว่าเคยถอนเงินจำนวน 5 ล้านบาทออกมาให้แม่เลี้ยง

อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อตามคำให้การ เพราะยังให้การขัดแย้งกับพยานหลักฐาน ซึ่งตำรวจเตรียมตรวจสอบแม่เลี้ยงของน.ส.ธาราทิพย์ ว่าเข้าข่ายจ้างเปิดบัญชีให้หรือไม่ และตรวจสอบเจ้าหน้าที่ธนาคารเจ้าของบัญชี ใน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ว่ามีส่วนรู้เห็นหรือไม่ ซึ่งคาดว่าจะทราบผลภายในสัปดาห์หน้า

ส่วนรายที่ 2 คือ นายณัฐพงษ์ โกศการิกา ผู้ต้องหาตามหมายจับคนที่ 34 ในข้อหาร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉัอโกงประชาชน จากการที่นายณัฐพงษ์โพสต์ข้อความชักชวนสมาชิกให้สมัครธุรกิจยูฟัน ผ่านทางเฟสบุ๊คและโซเชียลมีเดีย โดยตำรวจไปติดตามจับกุมได้ที่บ้านพัก ในอำเภอเมืองจันทบุรี

ทั้งนี้ นายณัฐพงษ์ รับสารภาพว่าทำธุรกิจยูฟัน และมีการโพสต์ข้อความชักชวนผ่านทางเฟชบุ๊กจริง แต่ไม่ได้เป็นการปลุกระดม และไม่ได้มีรายได้หรือมีรถหรูขับเหมือนคนอื่นหลังจากมีข่าวก็ได้หยุดทำธุรกิจยูฟันแล้ว

ด้านพล.ต.ท.สุวิระ ระบุว่า จะมีการปิดศูนย์ปฎิบัติการส่วนหน้า ถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี และเร่งสรุปสำนวนส่งให้พนักงานอัยการก่อนวันที่ 2 มิ.ย.นี้ ซึ่งประชาชนที่ต้องการแจ้งความดำเนินคดียูฟันหลังจากนี้ สามารถร้องเรียนได้ที่สถานีตำรวจท้องที่

ขอบคุณภาพจาก @js100radio

MThai News