ระวังไว้! คนมักง่าย เจอแฉแน่ หากแย่งที่จอดรถคนพิการ

โลกออนไลน์ส่งต่อเรื่องราวพลเมืองดีพบรถคนปกติจอดในพื้นที่คนพิการ บริเวณห้างเซ็นทรัล ไม่นิ่งเฉยแจ้งเจ้าหน้าที่จัดการ

เกิดกระแสฮือฮาในโลกออนไลน์ เมื่อมีการส่งต่อเรื่องราวผ่านเว็บไซต์พันทิป พลเมืองดีเล่าว่า พบคนปกติจอดรถในที่ของคนพิการ บริเวณห้างเซ็นทรัลพระราม9 ไม่นิ่งนอนใจ ถ่ายหลักฐานชัดเจน นำไปบอกเจ้าหน้าที่ จนช่วยกันจัดการได้ด้วยดี

รถคนปกติจอดที่พิการ แจ้งเตือนให้เข็ด!

โดย สมาชิกเว็บไซต์พันทิปชื่อว่ากึ่งยิงกึ่งผ่าน ได้ตั้งกระทู้บอกเล่าเรื่องราวที่ได้จัดการกับคนที่กระทำความผิด แม้เพียงเล็กน้อยที่หลายคนอาจมองข้าม ระบุว่า เมื่อเย็นวานนี้ ภรรยาของตนไปทำธุระที่ห้างเซ็นทรัลพระราม9 ได้ไปจอดรถไว้ชั้น4 ขณะนั้นเหลือบไปเห็นรถ Nissan March สีขาวคันหนึ่ง เข้าจอดรถตรงที่สำหรับคนพิการ

จากนั้นได้สังเกตเห็นว่าคนที่อยู่ในรถคันดังกล่าวมาคนเดียว และไม่ได้พิการแต่อย่างใด จึงได้อัดคลิปเอาไว้ เจ้าของรถคันนี้เป็นหญิงสาว แฟนของตนตัดสินใจเดินตามเจ้าของรถ เห็นว่าสาวรายนี้นัดเพื่อนไว้ พร้อมกับคุยกันว่า ‘ตอนจอดรถเห็นที่จอดคนพิการไม่ได้กั้นไว้เลยถอยรถเข้าจอด’ จึงทราบว่าเจตนาชัดเจน ซึ่งไม่ควรเอาเปรียบคนพิการ เขาด้อยกว่าคนปกติแล้ว ยังไปเบียดเบียนอีก

รถคนปกติจอดที่พิการ แจ้งเตือนให้เข็ด!

ต่อมา ตนได้มาถึงห้างพบกับแฟนที่กำลังคุยกับรปภ. เปิดคลิปดังกล่าวให้ดู เจ้าหน้าที่ได้รับเรื่องไว้ จากนั้นได้ไปแจ้งโต๊ะประชาสัมพันธ์ให้รับเรื่องอีกและแจ้งเจ้าหน้าที่อีกครั้ง พร้อมจดหมายเลขทะเบียนรถ รวมถึงขอเบอร์โทรศัพท์ของตน เพื่อรายงานความคืบหน้าในการจัดการ

นอกจากนี้ แฟนของตนยังส่งข้อความไปหาแฟนเพจของห้าง สักพักตนได้นำของไปเก็บที่รถ ขณะเดินผ่านพบ รปภ.ประมาณ 3-4 คน ยืนรอบริเวณรถคันนั้น เมื่อเดินเข้าไปในห้างสักพักมีเสียงประกาศอยู่หลายครั้งให้เจ้าของรถคันนี้มาที่รถ

รถคนปกติจอดที่พิการ แจ้งเตือนให้เข็ด!

จนกระทั่ง ตนกับแฟนกำลังจะกลับบ้าน เดินไปที่รถ พบเจ้าหน้าที่ห้างเกือบ 10 คน อยู่บริเวณคนคันนี้ อีกทั้งเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเดินมาคุยถามว่าใช่คนที่แจ้งเรื่องไว้ไหมครับ พร้อมกับยืนยันว่าจะรอจนกว่าเจ้าของรถคันดังกล่าวจะมา เพื่อแจ้งกฎเกณฑ์และเงื่อนไขให้ทราบ แม้นานแค่ไหนก็จะรอ เพราะเรื่องนี้สำคัญ

โดยเรื่องพวกนี้จะปล่อยผ่านเลยก็ได้ ถ้าจะไปบอกเขาตรง ๆ เจอคนอารมณ์ร้อน อาจจะซวย ทางที่ดีคือแจ้งเจ้าของสถานที่ ในที่นี้คือห้างเซ็นทรัลพระราม9 ซึ่งเอาใจใส่กับเรื่องที่จอดรถคนพิการมาก ตอนแรกไม่คิดว่าจะตอบรับและจัดการได้ดีขนาดนี้ เห็นแล้วก็ชื่นชมมาก

หลังจากเรื่องราวดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ออกไป ชาวโซเชียลต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นชื่นชมและขอบคุณเจ้าของกระทู้อย่างล้นหลามที่ไม่นิ่งนอนใจเมื่อเห็นบุคคลกระทำความผิด แม้หลาย ๆ คนอาจมองข้าม

ขอบคุณข้อมูล/ภาพ กึ่งยิงกึ่งผ่าน

MThai News

เผยบท ปราโมทย์เอาคืนมะกัน แนะเชิญ บิ๊กตู่มั้ย?

‘ปราโมทย์’ จี้ ใจดำ ทูตอเมริกา  เชิญ ‘ประยุทธ์’ ร่วมงานวันชาติอเมริกาหรือไม่ ชี้ ควรเชิญเพราะถือให้เกียรติกัน

วันที่ 25 มิ.ย. 58 ศ.ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ นักรัฐศาสตร์และนักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “Pramote Nakornthab” เปิดเผยถึงบทสนทนาตอนที่นายดับเบิลยู. แพทริค เมอร์ฟี อุปทูตรักษาการเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา เดินทางเข้าขอโทษกรณีบัตรเชิญร่วมงานฉลองวันชาติสหรัฐ ของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ระบุชื่อตำแหน่งของนายปราโมทย์ ว่า Anti-Thaksin Activist  หรือ นักเคลื่อนไหวต่อต้านทักษิณ

165215

นายปราโมทย์ โพสต์ว่า สนทนากับทูตอเมริกัน 23 มิถุนายน 2558 ตอนที่ 2 ผมต้องขอโทษที่มาช้าไปเป็นวัน เมื่อวานนี้เหนื่อยมาก เพราะมีรายการภารกิจเต็มเหยียดตั้งแต่เช้าจนเกือบสามทุ่ม เวลานอน จนต้องนอนช้าไปกว่าชั่วโมง
ผมเชื่อว่าทูตจะต้องรายงานกลับไปวอชิงตันว่าท่านพูดว่าอย่างไรกับผมบ้าง และผมสันนิษฐานว่า ทางสถานทูตคงติดตามอ่านเฟซบุ๊กของผม ผมจึงยินดีมาก และคอยอ่านรายงานของท่านทูตเช่นเดียวกัน ความลับไม่มีในโลก

ผมจะย่อการสนทนาตอนที่ 2 นี้เป็นหัวข้อสั้นๆ ผมจะบันทึกรายละเอียดเก็บไว้ทีหลังดังนี้

การสนทนาตอนที่ ๒ เรื่องการจ่าหน้าบัตรเชิญ

ท่านทูตบอกว่าเสียใจจริงๆ ในสิ่งที่เกิดขึ้นต้องขอโทษในความผิดพลาด ขอรับรองว่าไม่มีเจตนาเลยเสียใจจริงๆ ผมตอบว่าผมไม่โกรธหรือถือโทษเสมียนหรือเจ้าหน้าที่คนใดๆ ในสถานทูตหรอก เพราะผมเข้าใจดีว่าต้องทำงานอย่างไร และการทำงานผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดา แต่ผมโทษความคิดหรือคำสั่งหรือนโยบายที่มาจากเบื้องบน ที่ทำให้เกิด data base ที่แบ่งแยกคนไทยออกเป็นพวกๆ เช่น ผมเป็นพวกนักเคลื่อนไหวแอนตี้ทักษิณ เป็นต้นนั้น

ผมรับไม่ได้ และขอเตือนให้ทราบ ท่านทูตตอบว่ารับรองว่าไม่มี data base และไม่มีการแบ่งแยกคนไทย เขาถือว่าทุกฝ่ายเป็นมิตรทั้งสิ้น เป็น broad spectrum คือ การรวมคนไทยอย่างกว้างขวาง รัฐบาลอเมริกันถือว่าเป็นมิตรกับคนไทยทุกคน ขอให้เชื่อ

ผมตอบว่าขอได้ แต่ให้ไม่ได้ การกระทำที่ผ่านๆ มาของสถานทูตอเมริกัน นึกว่าผมไม่รู้อย่างนั้นหรือ ผมรู้เพราะผมเรียนการเมืองอเมริกันมามากพอที่จะสอนคนอเมริกันได้ ผมรู้มากกว่าที่ผมพูด บางอย่างผมก็ไม่พูด เพราะผมไม่อยากให้คนไทยกับคนอเมริกันเกลียดกัน ผมถือว่าคนไทยโปรอเมริกันมากกว่าใครๆ

และผมไม่ต้องการให้สัมพันธภาพอันดีระหว่างสองประเทศที่ยืนยาวมาถึง 80 ปีต้องเปลี่ยนแปรไป ผมไม่อยากเห็นทูตอเมริกันถูกปาดหน้าอย่างในเกาหลีใต้ หรือถูกขู่ฆ่าทุกวันอย่างในญี่ปุ่น บางอย่างผมจึงไม่พูดและไม่เผยแพร่ เพราะไม่ต้องการเห็นคนไทยมาเยี่ยวรดธงอเมริกันหรือมาพังรั้วสถานทูต ท่านทูตก็ยืนยันแล้วยืนยันอีกว่าเป็นอย่างที่พูด แต่เมื่อมันเกิดอย่างนี้ก็ไม่สบายใจมากจึงต้องตามมาขอโทษผมด้วยตนเอง

ผมก็บอกท่านว่าไม่จำเป็นเลย และขอโทษท่านทูตด้วยที่ไม่สามารถต้อนรับได้ที่บ้าน หรือแม้แต่โรงแรมใกล้ๆ สถานทูตเมื่อเช้านี้ ทำให้ท่านทูตต้องวิ่งตามมาถึงสนามบิน ไม่ได้ตั้งใจทำให้ลำบากเลย ท่านทูตตอบว่าไม่เป็นไรเลย เป็นหน้าที่ของท่าน ด้วยความจริงใจจริง

และยืนยันว่าความผิดพลาดเฉพาะเรื่องผมนั้นผิดพลาดจริง แต่สถานทูตเป็นมิตรกับคนไทยทุกกลุ่ม ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง กลุ่มนั้นก็เชิญ กลุ่มนี้ก็เชิญ ข้าราชการก็เชิญ คนในรัฐบาลก็เชิญ และอยากเชิญผมด้วยใจจริง เชิญด้วนตนเอง หวังว่าผมจะไปร่วม

ผมบอกว่าผมไปไม่ได้ดอก เพราะผมจะไปที่อื่นอยู่แล้ว (ความจริงผมไม่ได้โกหก) แต่ผมไม่สำคัญหรอก คนอื่นสำคัญกว่า และจะพิสูจน์ความจริงใจของนโยบายอเมริกัน เช่น การเชิญนายกรัฐมนตรี เป็นต้น เพราะฉะนั้นช่วยตอบผมด้วยว่าสถานทูตเชิญพลเอกประยุทธ์หรือไม่

เขาตอบเลี่ยงๆ อ้ำๆ อึ้งๆ ว่าเชิญเยอะแยะหลายคน รวมทั้งผู้ใหญ่หลายคน ผมบอกว่าถามเป็นครั้งที่สองนะ คำถามก็ง่ายๆ ตรง ช่วยตอบตรงๆ ว่าเชิญพลเอกประยุทธหรือเปล่า ผมก็ได้คำตอบครั้งที่สองคล้ายๆ คำตอบครั้งที่หนึ่งอีกว่าอย่าให้เขาระบุชื่อว่าเชิญใครบ้างได้ไหม ขอรับรองว่าเชิญมากทั่วถึงจริงๆ ผมจึงคาดคั้นว่า

ผมขอถามซ้ำนะ ขอถามซ้ำเป็นครั้งที่สามว่าเชิญพลเอกประยุทธ์หรือไม่ ท่านทูตต้องตอบตรงๆ ตอบโดยไม่ต้องใช้คำพูดก็ได้ ผมมีวิธีอ่านคำตอบ ผมเข้าใจว่าผมอ่านคำตอบที่ท่านทูตไม่ยอมเปล่งวาจาว่าไม่ได้เชิญ ผมจึงบอกท่านทูตว่า นั่นไงเห็นไหมล่ะ กระทรวงต่างประเทศคุณ และรัฐบาลคุณเป็นเสียยังงี้ นี่ดีเป็นพลเอกประยุทธ์นะ ถ้าเป็นผม ผมจะทำยังไงรู้ไหม

ท่านทูตไม่ว่าอะไร ผมเลยบอกว่า ผมน่ะอยากบอกรัฐบาลของผมว่า ถ้าอเมริกันเป็นอย่างนี้ ผมจะเรียกเอกอัครราชทูตไทยกลับจากวอชิงตัน ความจริงไม่มีเหตุผลอะไรที่ทูตไทยจะแจ้นไปวอชิงตันเลย ในเมื่อทูตอเมริกาก็ยังไม่มี และไม่มา (การทูตไทยก็ตกต่ำมาก ชอบทำตัวให้เขาดูถูกยังงี้ ผมไม่ได้บอกเขานะครับ ผมพูดกับพวกเรา) และถ้าเป็นผม ผมจะบอกรัฐบาลอเมริกาว่า ถ้ายูยังมีท่าทีแบบนี้ เอกอัครราชทูตของอเมริกันก็อย่าเพิ่งส่งมา

วันนี้ขอจบแค่นี้นะครับ วันนี้ทั้งวันอีก แขกรายแรกจะมาถึง 7.45 น. ซึ่งปรกติเป็นเวลาที่ผมหลับสบายหลังจากกลับไปนอนอีกครั้งตอนหกโมงเช้า สวัสดีครับ ขอให้พวกเราจงรักษาศักดิ์ศรีของความเป็นคนไทย

เมืองไทยเป็นเมืองสำคัญของโลกก่อนที่อเมริกาจะเกิดตั้งหลายร้อยปี ถ้าเทียบชีวิตา 239 ปีของอเมริกา ก็คือเด็กหัวเท่ากำปั้นดีดีนี่เอง เราจะต้องช่วยกันสั่งสอนมิให้ยะโสกับผู้ใหญ่ แต่ทำด้วยความรักและเมตตาครับ มิใช่เกลียดชัง เหมือนกับที่ผมพูดกับท่านทูตด้วยความจริงใจและเปี่ยมไปด้วยความเป็นมิตร

ขอบคุณภาพ /ข้อมูลจาก Pramote Nakornthab

MThai News

รัฐเอาจริง ขึ้นภาษี LPG เมินข้อเรียกร้อง!!

รมว.พลังงาน ยันปรับขึ้นภาษีแก๊ส LPG ภาคขนส่ง แน่นอนและไม่มีการทบทวนข้อเรียกร้องใด ๆ ทั้งสิ้น

วันนี้ (25 มิ.ย. 58) นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เผยกระแสการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตก๊าซหุงต้ม (LPG) ภาคขนส่ง ที่มีหลายฝ่ายออกมาคัดค้านนั้น เป็นนโยบายที่ต้องปรับขึ้น และจะไม่มีการทบทวนต่อข้อเรียกร้องใด ๆ ทั้งสิ้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ใช้เชื้อเพลิงประเภทอื่น

23

ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันมีการจัดเก็บภาษี LPG เพียง 1.20 บาท/ลิตร ขณะที่กลุ่มเบนซินและดีเซลจัดเก็บภาษี  4-5 บาท/ลิตร โดยเบื้องต้นคาดว่าจะใช้วิธีจัดเก็บภาษีสรรพสามิต LPG แบบขั้นบันได ส่วน E85 จะไม่มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต เพื่อส่งเสริมการใช้ของประชาชน และช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยและมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเอทานอล

ด้านก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) จะพิจารณาปรับขึ้นภาษีสรรพสามิต หลังจากที่มีการปรับขึ้นราคาขายปลีกให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงแล้ว ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 15 บาท/กก. แต่กำหนดราคาจำหน่ายไว้ที่ 13 บาท/กก.

ขอบคุณข้อมูล มติชน

MThai News