ฮือฮา! ไอ้เข้มรกต หน้าโหดเหมือน เดอะฮัล์ค

ฮือฮา !! จระเข้หนุ่มในค่าย โลว์เวอร์ ซาบี ภายในอุทยานแห่งชาติครูเกอร์ ประเทศแอฟริกาใต้ มีสีเขียวปกคลุมร่างกายคล้าย‘เดอะฮัล์ค’

เดอะฮัก,จระเข้มรกต,จระเข้สีเขียว,จระเข้

วานนี้ (15 ก.ค.) เว็บไซต์ข่าวสารออนไลน์ ‘มิรเรอร์’ เผยแพร่ภาพถ่าย ฝีมือการถ่ายทำของ อาร์มันต์ กอร์เบอร์ ที่ปรากฏให้เห็นจระเข้ไซส์โตเต็มวัยตัวหนึ่ง ที่มีร่างกายสีเขียว ซึ่งอาศัยอยู่ภายในค่าย โลว์เวอร์ ซาบี ภายในอุทยานแห่งชาติครูเกอร์ ประเทศแอฟริกาใต้

ทั้งนี้ทั้งนั้นรายงานระบุว่า สาเหตุที่ทำให้เจ้าจระเข้หนุ่มตัวนี้ มีผิวหนังเป็นสีเขียวเนื่องจาก ร่างกายของมันปกคลุมไปด้วยสาหร่าย ที่มีสีเขียวสดใส ทำให้ช่างภาพไม่รั้งรอที่จะจับภาพความแปลกประหลาดของจระเข้ตัวนี้เก็บเอาไว้

อย่างไรก็ตาม จากภาพดังกล่าว ทำให้มีการนำเอาจระเข้หนุ่มตัวนี้ มาเปรียบเทียบว่ามีความคล้ายคลึงกับ สิ่งมีชีวิตในตำนานหรือปีศาจอันน่าสะพรึง รวมไปถึงมีความคล้ายคลึงกับตัวการ์ตูนจากค่าย มาร์เวล ที่มีชื่อว่า ‘เดอะฮัล์ค ‘ มนุษย์ตัวเขียวจอมพลัง

ผลพวงของการได้รับรังสีแกมม่า ที่ส่งผลเป็นพิษต่อเซลล์เนื้อเยื่อของเขา และไปปลดปล่อยพลังโกรธที่ควบคุมไม่ได้ภายในตัวเขา ซึ่งทำให้เขากลายร่างเป็นมนุษย์ตัวเขียวจอมพลัง

เดอะฮัก,จระเข้มรกต,จระเข้สีเขียว,จระเข้

เดอะฮัก,จระเข้มรกต,จระเข้สีเขียว,จระเข้

MThai News
ที่มา mirror

หลักฐานชัด MH17 โหม่งโลก ฝีมือกบฎยูเครน

ในวันพรุ่งนี้ จะเป็นวันครบรอบ 1 ปี โศกนาฏกรรม เที่ยวบิน MH17 เครื่องบินจากสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ ดิ่งโลก

วันนี้ (16 ก.ค.) สำนักข่าว ‘ซีเอ็นเอ็น’ รายงานข่าว กรณีโศกนาฏกรรม เครื่องบินโดยสารจากสายการบิน มาเลเซีย แอร์ไลน์ เที่ยวบิน MH17 ที่มีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 298 ราย โดยสารมาด้วย และต้องสังเวยชีวิตอย่างน่าสลดใจ ในเหตุการณ์อุบัติเหตุครั้งสนั่นโลก เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2557 ที่ผ่านมา

MH17,กบฎยูเครน,เครื่องบินตก,มาเลเซีย แอร์ไลน์

แม้ขณะนี้ จะยังไม่มีผู้ใดออกมาแสดงความรับผิดชอบ ต่อเหตุการณ์สุดสะเทือนขวัญในครั้งนี้ ทว่าก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่จากสหรัฐฯ ได้ออกมาสรุปว่า โศกนาฏกรรม เที่ยวบิน MH17 ถูกยิงด้วยขีปนาวุธ

โดยมีความสอดคล้องกับรายงานการสืบสวน ของเจ้าหน้าที่จากประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่สืบสวนเรื่องนี้ ที่เปิดเผยว่าเมื่อปีที่แล้วมีวัตถุอานุภาพสูงภายนอก พุ่งเข้าชนเครื่องบิน จนทำให้แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

ทั้งนี้ทั้งนั้น ทางซีเอ็นเอ็นได้อ้างข้อมูลล่าสุด จากแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับการสอบสวนเหตุเครื่องบินลำนี้ว่า รายงานการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ชาวเนเธอร์แลนด์ พบหลักฐานที่บ่งชี้ว่า กลุ่มกบฏ ฝักใฝ่ยูเครนในรัสเซีย เป็นผู้ยิงเครื่องบินลำดังกล่าวตกในเขตโดเนต์สค์ ของประเทศรัสเซีย

ผลการสอบสวนของคณะกรรมการความปลอดภัยของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นผู้นำร่วมกับอีกหลายหน่วยงานจากทั่วโลก ในการตรวจสอบเหตุการณ์นี้ ซึ่งจากหลักฐานได้มีการระบุถึงชนิดของขีปนาวุธที่ใช้ยิง

รวมถึงแนววิถีกระสุนที่ยิง ทั้งยังระบุการโจมตีแบบนาทีต่อนาที ระบุพิกัดที่ถูกขีปนาวุธถูกยิงตก ในพื้นที่ที่ฝ่ายใดครอบครอง ซึ่งจุดที่เครื่องบินลำดังกล่าวถูกยิงตก อยู่ในพื้นที่ของกลุ่มกบฏฝักใฝ่ยูเครน ในรัสเซีย

อย่างไรก็ตาม จากรายงานหลักฐานฉบับดังกล่าว ได้มีการกล่าวโทษ ทางสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ ที่ปล่อยให้เครื่องบินลำดังกล่าวขึ้นบิน โดยไม่คำนึงถึงการประกาศเตือนจากเจ้าหน้าที่การบิน

เนื่องจากมักจะประกาศเตือนไปยังสายการบินต่าง ๆ ให้หลีกเลี่ยงพื้นที่ความขัดแย้ง จากรัฐบาลรัสเซีย และ กลุ่มกบฏยูเครน เนื่องจากทางมาเลเซียแอร์ไลน์ ยังปล่อยให้เครื่องบินลำดังกล่าว ทะยานผ่านพื้นที่ความไม่สงบ ที่ถือเป็นการสุ่มเสี่ยงต่ออันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น

MThai News
ขอบคุณรายการ Welcome World จากช่อง MONO29 และเนื้อหาจากสำนักข่าว CNN

ดราม่ามหากาพย์เรือดำน้ำ เข้ากรุซ้ำ ดำไม่ถึงฝั่งเสียที!?

ฮือฮาอีกครั้ง หลังบิ๊กโปรเจ็กต์ “เรือดำน้ำ” ถูก”บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สั่งชะลอการเสนอโครงการจัดหาเรือดำน้ำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ทั้งที่ก่อนหน้านี้เป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ให้ไทยควรมีไว้ เพื่อสร้างความ”เกรงใจ”

ครานี้ กลับโยนให้กองทัพเรือกลับไปศึกษาให้ถี่ถ้วนว่า ผลประโยชน์ทางทะเลมูลค่า 2 ล้านล้านบาท เมื่อเทียบกับราคาเรือดำน้ำหลายหมื่นล้านบาท มีความเหมาะสมมากน้อยแค่ไหน

โดยเฉพาะยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง และ ผลกระทบภัยแล้งระดับชาติ จำต้องประกาศระงับไปก่อน พร้อมกับลดแรงค้านของกระแสสังคมหลายฝ่าย ที่มองว่า ไทยยังไม่ควรเป็นหนี้ และ ไม่มีความจำเป็นให้ใครเกรงใจ หรือ รบกับใคร?

เพราะรอบบ้านเรา มีแต่ประเทศพันธมิตร ประกอบกับระดับน้ำฝั่งอ่าวไทยมีความลึกประมาณ 80 กว่าเมตร จึงเหมาะแค่ “เรือดำน้ำนักท่องเที่ยว” หรือ “เรือฟริเกต”เท่านั้น

ขณะที่ฟากอันดามัน ก็มีแต่เพื่อนบ้านอินโดนีเซีย ที่จะเป็นมิตร AEC กับเราในปีหน้า เลยไปอีกก็เป็นอินเดีย ซึ่งยังดีต่อกัน กระนั้น ไม่มีความจำเป็นใดที่ต้องรักษา “อธิปไตย”ในละแวกนี้

เรือดำน้ำ gettyimages

แต่…หากลองมองที่”เหตุผล”ของกองทัพเรือ ที่มีมุ่งมั่นในการมี “เรือดำน้ำ”ให้ได้นั้น ย้อนไปเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา “บิ๊กติ๊ด”พลเรือเอกไกรสร จันทร์สุวาณิชย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ แถลงข่าวถึงโครงการจัดหาเรือดำน้ำ 3 ลำ ที่เตรียมขออนุมัติ ครม.เพื่อจัดซื้อแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี กับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน วงเงิน 36,000 ล้านบาท

โดยผ่านการคัดกรองจากคณะกรรมการ 17 คน ที่ศึกษาเปรียบเทียบเรือดำน้ำของ 5 ประเทศ คือ จีน เกาหลีใต้ รัสเซีย เยอรมนี และสวีเดน จนมีมติให้จัดซื้อจากจีน

คือ เรือดำน้ำ Yaun class รุ่น S-26Tเป็นรุ่นที่อยู่ใต้น้ำได้นานที่สุดของเรือดำน้ำที่ไม่ได้ใช้ระบบนิวเคลียร์เป็นพลังงาน สมรรถภาพระวางขับน้ำ 2,600 ตัน ใช้เครื่องยนต์ดีเซล ติดตั้งระบบ Air Independent Propulsion system หรือ AIP ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ สามารถอยู่ใต้น้ำได้ถึง 21 วัน โดยไม่ต้องขึ้นสู่ผิวน้ำเพื่อชาร์จไฟ

ดังนั้น เรือดำน้ำนี้ จะมาเป็นตัวช่วยในการรักษาผลประโยชน์ทางทะเลที่มีมูลค่ามหาศาลเพิ่มขึ้นทุกปี พร้อมรักษาอำนาจอธิปไตยหากภายหน้ามีสิ่งใดกระทบความมั่นคงของประเทศ

และที่สำคัญ ในภูมิภาคอาเซียน ล้วนแต่มีเรือดำน้ำมาแล้วหลายปี อาทิ เวียดนามมี 6 ลำ มาเลเซีย 2 ลำ สิงคโปร์ 6 ลำ อินโดนีเซีย 2 ลำ พร้อมกำลังสั่งซื้อเพิ่มอีก 3 ลำ และเมียนมาร์ ที่มีข่าวว่าอยู่ระหว่างการพิจารณาจัดซื้อเช่นกัน

กระนั้น หากมองที่เรื่องยุทธศาสตร์และความมั่นคง ไทยถือว่า “ล้าหลัง” ที่ยังไม่มี “เขี้ยวเล็บ” เหล่านี้มาประจำการ!

สำหรับความพยายามในการผลักดันเรือดำน้ำของกองทัพเรือนั้น ได้เสนอโครงการมาตั้งแต่ปี 2537 จนถึงปัจจุบัน นับรวมถึง 21 ปี แต่ติดปัญหาเรื่องงบประมาณมาตลอดทุกรัฐบาล รวมถึงกระแสต่อต้านจากสังคม

และได้เกิดกระแสขึ้นอีกครั้งในยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่การเสนอก็ถูกชะลอออกไปอย่างไม่มีกำหนด

จนมาถึงยุครัฐบาล”บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ทัพเรือหยิบขึ้นมาปัดฝุ่นอีกคร้้ง และหวังว่าจะได้รับการตอบรับ และประสบความสำเร็จในที่สุด

เพราะทหารต้องเข้าใจหัวอกทหารด้วยกัน และที่สำคัญ มีพี่ใหญ่อย่าง “บิ๊กป้อม”กุมบังเหียนงานความมั่นคงคอยหนุน มีหรือจะ “กินแห้ว”

แต่แล้ว…อภิมหาโปรเจ็กต์ “เรือดำน้ำ” กลับต้องถูก“ใส่ลิ้นชัก”- “เก็บเข้ากรุ”ไปตามระเบียบเดิม เมื่อไปไม่ถึงฝั่งฝันเสียที งานนี้ “ราชนาวีไทย” อาจต้องปรับเปลี่ยนแผนใหม่ จบเรื่อง”เรือใหญ่” ไปผลักดัน “เรือฟริเกต เฟส2″แทน ตามความเห็นนักวิชาการ และ ลดแรงเสียดทานจากสังคม

แกล้วนลิน

ติดตามข่าวสารอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News