ฮือฮาอีกครั้ง หลังบิ๊กโปรเจ็กต์ “เรือดำน้ำ” ถูก”บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สั่งชะลอการเสนอโครงการจัดหาเรือดำน้ำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ทั้งที่ก่อนหน้านี้เป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ให้ไทยควรมีไว้ เพื่อสร้างความ”เกรงใจ”
ครานี้ กลับโยนให้กองทัพเรือกลับไปศึกษาให้ถี่ถ้วนว่า ผลประโยชน์ทางทะเลมูลค่า 2 ล้านล้านบาท เมื่อเทียบกับราคาเรือดำน้ำหลายหมื่นล้านบาท มีความเหมาะสมมากน้อยแค่ไหน
โดยเฉพาะยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง และ ผลกระทบภัยแล้งระดับชาติ จำต้องประกาศระงับไปก่อน พร้อมกับลดแรงค้านของกระแสสังคมหลายฝ่าย ที่มองว่า ไทยยังไม่ควรเป็นหนี้ และ ไม่มีความจำเป็นให้ใครเกรงใจ หรือ รบกับใคร?
เพราะรอบบ้านเรา มีแต่ประเทศพันธมิตร ประกอบกับระดับน้ำฝั่งอ่าวไทยมีความลึกประมาณ 80 กว่าเมตร จึงเหมาะแค่ “เรือดำน้ำนักท่องเที่ยว” หรือ “เรือฟริเกต”เท่านั้น
ขณะที่ฟากอันดามัน ก็มีแต่เพื่อนบ้านอินโดนีเซีย ที่จะเป็นมิตร AEC กับเราในปีหน้า เลยไปอีกก็เป็นอินเดีย ซึ่งยังดีต่อกัน กระนั้น ไม่มีความจำเป็นใดที่ต้องรักษา “อธิปไตย”ในละแวกนี้

แต่…หากลองมองที่”เหตุผล”ของกองทัพเรือ ที่มีมุ่งมั่นในการมี “เรือดำน้ำ”ให้ได้นั้น ย้อนไปเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา “บิ๊กติ๊ด”พลเรือเอกไกรสร จันทร์สุวาณิชย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ แถลงข่าวถึงโครงการจัดหาเรือดำน้ำ 3 ลำ ที่เตรียมขออนุมัติ ครม.เพื่อจัดซื้อแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี กับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน วงเงิน 36,000 ล้านบาท
โดยผ่านการคัดกรองจากคณะกรรมการ 17 คน ที่ศึกษาเปรียบเทียบเรือดำน้ำของ 5 ประเทศ คือ จีน เกาหลีใต้ รัสเซีย เยอรมนี และสวีเดน จนมีมติให้จัดซื้อจากจีน
คือ เรือดำน้ำ Yaun class รุ่น S-26Tเป็นรุ่นที่อยู่ใต้น้ำได้นานที่สุดของเรือดำน้ำที่ไม่ได้ใช้ระบบนิวเคลียร์เป็นพลังงาน สมรรถภาพระวางขับน้ำ 2,600 ตัน ใช้เครื่องยนต์ดีเซล ติดตั้งระบบ Air Independent Propulsion system หรือ AIP ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ สามารถอยู่ใต้น้ำได้ถึง 21 วัน โดยไม่ต้องขึ้นสู่ผิวน้ำเพื่อชาร์จไฟ
ดังนั้น เรือดำน้ำนี้ จะมาเป็นตัวช่วยในการรักษาผลประโยชน์ทางทะเลที่มีมูลค่ามหาศาลเพิ่มขึ้นทุกปี พร้อมรักษาอำนาจอธิปไตยหากภายหน้ามีสิ่งใดกระทบความมั่นคงของประเทศ
และที่สำคัญ ในภูมิภาคอาเซียน ล้วนแต่มีเรือดำน้ำมาแล้วหลายปี อาทิ เวียดนามมี 6 ลำ มาเลเซีย 2 ลำ สิงคโปร์ 6 ลำ อินโดนีเซีย 2 ลำ พร้อมกำลังสั่งซื้อเพิ่มอีก 3 ลำ และเมียนมาร์ ที่มีข่าวว่าอยู่ระหว่างการพิจารณาจัดซื้อเช่นกัน
กระนั้น หากมองที่เรื่องยุทธศาสตร์และความมั่นคง ไทยถือว่า “ล้าหลัง” ที่ยังไม่มี “เขี้ยวเล็บ” เหล่านี้มาประจำการ!
สำหรับความพยายามในการผลักดันเรือดำน้ำของกองทัพเรือนั้น ได้เสนอโครงการมาตั้งแต่ปี 2537 จนถึงปัจจุบัน นับรวมถึง 21 ปี แต่ติดปัญหาเรื่องงบประมาณมาตลอดทุกรัฐบาล รวมถึงกระแสต่อต้านจากสังคม
และได้เกิดกระแสขึ้นอีกครั้งในยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่การเสนอก็ถูกชะลอออกไปอย่างไม่มีกำหนด
จนมาถึงยุครัฐบาล”บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ทัพเรือหยิบขึ้นมาปัดฝุ่นอีกคร้้ง และหวังว่าจะได้รับการตอบรับ และประสบความสำเร็จในที่สุด
เพราะทหารต้องเข้าใจหัวอกทหารด้วยกัน และที่สำคัญ มีพี่ใหญ่อย่าง “บิ๊กป้อม”กุมบังเหียนงานความมั่นคงคอยหนุน มีหรือจะ “กินแห้ว”
แต่แล้ว…อภิมหาโปรเจ็กต์ “เรือดำน้ำ” กลับต้องถูก“ใส่ลิ้นชัก”- “เก็บเข้ากรุ”ไปตามระเบียบเดิม เมื่อไปไม่ถึงฝั่งฝันเสียที งานนี้ “ราชนาวีไทย” อาจต้องปรับเปลี่ยนแผนใหม่ จบเรื่อง”เรือใหญ่” ไปผลักดัน “เรือฟริเกต เฟส2″แทน ตามความเห็นนักวิชาการ และ ลดแรงเสียดทานจากสังคม
แกล้วนลิน
ติดตามข่าวสารอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com
MThai News