รับ พนง.เลือกสถาบัน บั่นทอนใจ มหา’ลัยไม่ดัง

เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมกับการ “แบ่งเกรดสถาบัน” ในการรับสมัครคนเข้าทำงาน ไม่ว่าจะบริษัทไหน ๆ หรือ ฝ่ายบุคลากรที่ใด ก็ย่อมต้องการผู้ที่มีความรู้ความสามารถ เข้ามาช่วยเป็นส่วนหนึ่ง ให้องค์กรเดินหน้าไปอย่างมีประสิทธิภาพ การระบุคุณสมบัติ เป็นการคัดกรองเบื้องต้น จะเลือกจากสถาบัน หรือเลือกที่ตัวบุคคล ก็แล้วแต่ว่าจะคุยกันลับ ๆ หลังการพิจารณาสัมภาษณ์

unnamed

หากแต่เปิดประกาศขึ้นมาว่าจำกัดจะรับผู้ที่จบจากสถาบันใด ๆ ก็กลายเป็นประเด็นดราม่า โดนกระแสโจมตีขึ้นมาทันที อย่างกรณีธนาคารชื่อดัง จำกัดสิทธิ์ผู้สมัคร เฉพาะสถาบันที่กำหนด เรื่องนี้ ไม่ใช่ความ “ผิดพลาด” แต่เกิดจากความ “ผิดคาด” ที่พอมีคนจุดประเด็นขึ้นมา ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่โตทันที เพราะการคัดเลือกบุคคลจากสถาบัน ต้องยอมรับว่า ยังคงมีอยู่จริง แต่การติดประกาศชัดเจน โจ่งแจ้งแบบนี้ ทำให้บางส่วน มองเป็นนโยบาย “กีดกัน”

เพราะฉะนั้น หากจะเลือกจากสถาบันจริง ควรจะพูดกันลับ ๆ คุยกันแค่ภายในว่า จะรับ หรือไม่รับ สถาบันใด

แต่หากมองในทางกลับกัน ด้านบริษัทที่เป็นฝ่ายผู้จ้างงานเอง ก็สามารถเลือกได้ว่าจะรับผู้ที่จบจากสถาบันใด การออกมาประกาศเช่นนี้ ก็เป็นผลดี จะได้รู้กันไปเลยว่า จะได้รับเลือกหรือไม่ จะได้ไม่เสียเวลาไปสมัคร เหนื่อยฟรีกับการเตรียมตัว การเดินทางไปสัมภาษณ์ เพราะที่ผ่านมา การจ้างงานก็ย่อมระบุ เพศ อายุ เกรด ประสบการณ์เพื่อกรองคนอยู่แล้ว ถือเป็นความตกลงของทั้งสองฝ่าย

นอกจากนี้ บางบริษัทที่คลุกคลีกับนักศึกษาฝึกงาน มักจะรู้ดีว่า นักศึกษาสถาบันใด มีลักษณะการทำงานแบบใด การรับสมัครจึงเป็นที่ทราบกันกลาย ๆ ว่าการคัดเลือกรุ่นน้อง จากรุ่นพี่สถาบันเดียวกัน มาทำงานที่เดียวกันเกิดขึ้นจริง ใครจะรู้ว่า ก่อนสัมภาษณ์เมื่อฝ่ายบุคคล หัวหน้างานมีตัวเลือกไว้ในใจแล้ว ผู้ที่จบจากสถาบันอื่น แม้จะเตรียมตัวดีแค่ไหนก็ไม่มีโอกาสได้รับเลือก

แต่เรื่องแบบนี้ จะเหมารวมไปทั้งหมดก็ไม่ถูก แต่ละสถาบันให้ความรู้ สอนให้เป็นคนดีไม่ต่างกัน ทุกที่ทุกสถาบันจึงมีทั้งเด็กเก่ง เด็กไม่เก่ง เหมือน ๆ กัน ถึงตอนนี้คนที่จบมหาวิทยาลัยไม่ดังนัก ก็คงได้รู้แล้วว่าการเลือกบุคคล รับพนักงานเข้าทำงานจากชื่อสถาบัน ยังคงมีอยู่จริง ผู้ที่จบจากสถาบันดังจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ บางแห่งเลือกเพียง 3-4 สถาบันดังเท่านั้น เป็นกระบวนการปกติในการคัดกรองบุคคลเข้าทำงาน

แบบนี้ การเลือกสถาบัน เป็นการแบ่งแยก (discriminate) หรือไม่

มีทั้งผู้ที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย แต่เนื่องจากสังคมไทยเป็นสังคมละเอียดอ่อน จึงกลายเป็นประเด็นขึ้นมา นานมาแล้วเรามักจะได้ยินคำว่า “เรียนที่ไหน จบสถาบันใด ก็เหมือน ๆ กัน ขอเพียงแค่ตั้งใจเรียน” ขณะที่ความเป็นจริง สังคมแห่งการแข่งขัน การสอบเข้าสถาบันที่มีชื่อเสียงนั้น บางคนถือเป็นเรื่องภาคภูมิใจของครอบครัวและตัวเด็ก ก่อนจะเป็นใบเบิกทางในการเข้าทำงาน กับการชูจุดขายจบจาก “มหาวิทยาลัยชื่อดัง”

อย่างไรก็ตาม บางครั้งโอกาสทางการศึกษา ทางเดินชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน การจะวัดความสามารถจากสถาบัน จึงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายเสมอไป ซึ่งการรับผู้จบเฉพาะสถาบันเข้าทำงาน เป็นสิทธิ์ของบริษัท แต่การโพสต์ลักษณะนี้ เป็นบทเรียนได้เป็นอย่างดี นอกจากจะบั่นทอนความมุ่งมั่น ปิดโอกาสเกิดความไม่เท่าเทียมแล้ว ยังส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์องค์กรอีกด้วย

สุดท้ายแล้ว การรับสมัครงาน เป็นเพียงช่วงสั้น ๆ ของชีวิต หากผ่านด่านนี้ไปได้ ชื่อสถาบันไม่ได้มาเกี่ยวข้องอีกต่อไป การทำงานทุกแห่ง ขึ้นอยู่กับความสามารถ ประสบการณ์ และความตั้งใจ ผลงานเท่านั้นจะเป็นสิ่งบ่งบอกว่า ใครทำงานได้ดีกันแน่

เพชรพิริยะ

MThai News

บิ๊กป้อมขอหยุดเคลื่อนไหว ยันรธน.เสร็จเลือกตั้งแน่

พล.อ.ประวิตร ขอทุกฝ่ายอย่าเพิ่งเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล รัฐธรรมนูญเสร็จมีเลือกตั้ง ปัด อยากมีอำนาจ

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวเปิดการประชุมแถลงนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ.2558-2564 พร้อมมอบนโยบายว่า ความมั่นคงเป็นพื้นฐานสำคัญในการวางรากฐานของประเทศและมีความเชื่อมโยงในทุกเรื่อง

628959-01

โดยขอให้ตระหนักถึงความสำคัญ 4 ประการ คือ ประเมินมิติทั้งภายในและภายนอกประเทศ เพื่อกำหนดแผนงานได้อย่างเหมาะสม การสร้างความสามัคคี ความปรองดอง และเทิดทูนสถาบันหลักของชาติ การจัดทำแผนปฏิบัติการด้านความมั่นคงทุกระดับจนถึงระดับท้องถิ่นให้ความสอดคล้องกัน

ให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันความเข้มแข็งในสังคมอย่างยั่งยืน และการให้ความสำคัญกับมิติต่างประเทศ โดยบูรการกับมิติภายในประเทศ โดยมุ่งเน้นความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศต่างๆ บนพื้นฐานผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก

พร้อมกันนี้ ยังย้ำว่าขณะนี้สถานการณ์กำลังอยู่ระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่านและมีโรดแมปในการดำเนินการ ขอทุกฝ่ายอย่าเพิ่งออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล ซึ่งใช้เวลาอีกประมาณ 1 ปีเศษ ในการแก้ปัญหา และเมื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกมา การเลือกตั้งก็จะเกิดขึ้น และรัฐบาลไม่ได้ต้องการอยากมีอำนาจ หรือมีผลประโยชน์ใดๆ แอบแฝงทั้งสิ้น ดังนั้นควรหันมาร่วมมือกัน เพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศที่มีอยู่ในขณะนี้

พิษแล้ง! ชาวนา ยิงตัวตาย เครียดนาไม่มีน้ำ

สลด! ชาวนานครพนมวัย 71 เครียดยิงตัวตาย หลังแล้งหนักข้าวในนา 18 ไร่ขาดน้ำกำลังจะตาย 

วันที่ 2 ก.ค. เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา พนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครพนม รับแจ้งเหตุมีคนยิงตัวตายที่บ้านผึ้ง หมู่ 2 ต.บ้านผึ้ง อ.เมือง จ.นครพนม จึงเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ชาวนายิงตัวตาย

ชาวนานครพนมยิงตัวตาย

บริเวณดังกล่าวบนถนนลูกรังทางลงนา ใกล้กระท่อมเถียงนา พบศพ นายจันทา นรินทร์ อายุ 71 ปี นอนจมกองเลือดเสียชีวิต ใกล้กันพบอาวุธปืนแก๊ปยาว 1.20 เมตร มือซ้ายกำปลายกระบอกปืนไว้แน่น

จากการสอบสวนบุตรชายนายจันทาให้การว่า ก่อนเกิดเหตุ 2 วัน บิดาได้บ่นให้ฟังว่าเครียดเรื่องนา เพราะต้นข้าวซึ่งเป็นนาหว่านอายุ 1 เดือน ขาดน้ำกำลังจะแห้งยืนต้นตายทั้ง 18 ไร่ โดยช่วงเช้าตนและเหลนวัย 5 ขวบ นำรถไถนาเดินตามไปสูบน้ำจากสระสาธารณะผันน้ำเข้าสระเลี้ยงปลา แต่ยังไม่ทันปล่อยลงนาข้าว ชาวบ้านจึงไปบอกว่า บิดาฆ่าตัวตายแล้ว ก่อนแจ้งให้ตำรวจทราบดังกล่าว

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า จากการสอบถามญาติและเพื่อนบ้าน ผู้ตายไม่เคยมีศัตรูหรือเรื่องบาดหมางกับผู้ใด ดูจากลักษณะไม่น่าจะเกิดอุบัติเหตุหกล้มแล้วปืนลั่นใส่ น่าจะเป็นการฆ่าตัวตาย หลังพบว่ามือซ้ายกำปลายกระบอกปืนไว้ ขณะที่ญาติไม่ติดใจสาเหตุการตาย จึงมอบศพให้ไปบำเพ็ญกุศลต่อไป

ที่มา เดลินิวส์

MThai News