เมื่อดินแดนของชาวมุสลิมกว่า 7 ประเทศ ตกอยู่ภายใต้การรุกรานของกลุ่มรัฐอิสลาม ไอเอส แผ่นดินอาหรับจึงไม่ต่างจาก ‘นรกบนดิน’
กว่าหนึ่งปี หลังจากที่กลุ่มรัฐอิสลามในอิรักและซีเรีย หรือกลุ่มไอเอส กลุ่มก่อการร้ายที่มีเป้าหมายในการจัดตั้งรัฐอิสลาม ในนามนักรบไซเบอร์ ที่เผยแพร่ความเคลื่อนไหวภายในกลุ่ม ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้ทั่วทั้งโลก รู้จัก จนต้อง ประหวั่นพรั่นพรึง และจับตามอง

ด้วยระบบ การดำเนินการ ขั้นตอน การบริหารภายในกลุ่มที่มี ‘ประสิทธิภาพ’ ทำให้กลุ่มไอเอสสามารถขยายอาณัติและอาณาเขตไปยังพื้นที่ต่างๆ ในอิรักและซีเรียได้อย่ารวดเร็ว ขณะนี้ แผ่นดินกำลัง ‘ลุกเป็นไฟ’ และ ‘นองเลือด’ จนคล้ายกำลังจะเข้าสู่ ‘กลียุค’ ในไม่ช้า
ทว่า ในขณะนี้ ผู้สื่อข่าวที่ประจำการอยู่ท่ามกลางภาวะสงคราม ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า อำนาจของกลุ่มไอเอส มิได้จำกัดอาณัติเพียงแค่ในพื้นที่ของ 2 ประเทศเท่านั้น หากแต่กระจายเครือข่ายกลุ่มก่อการร้ายนรกไปยัง 7 แผ่นดินของชาวมุสลิม ด้วยการเคลื่อนไหวที่ทรงพลัง และน่าสะพรึงกลัว
เริ่มจาก 2 ประเทศต้นทางอย่างอิรักและซีเรีย ซึ่งภาคตะวันออกของประเทศซีเรียกว่าครึ่งหนึ่ง ตกอยู่ภายใต้กฏของกลุ่มรัฐอิสลามไอเอส ในพื้นที่ประเทศซีเรีย มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มอัลกออิดะห์ เคลื่อนไหวคู่ขนานกับฝ่ายค้านของรัฐบาลของนายบาชัร อัล-อัสซาด ท่ามกลางความกังวลของโลก ในการขยายอำนาจไปในพื้นที่ต่างๆอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งความเกี่ยวโยงเรื่องผลประโยชน์ทางด้านทรัพยากรน้ำมัน ที่ถูกกลุ่มติดอาวุธ ยึดครอง ส่งขายไปยังตลาดมืด สร้างรายได้ให้กลุ่ม เพื่อเป็นปัจจัยในการบุกยึดเมืองอื่นต่อๆไป

นอกจากการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วภายใน 2 ประเทศแม่แล้ว กลุ่มไอเอสยังได้ขยายอำนาจไปยัง เยเมน ที่มีการจัดตั้งฐานที่มั่น ประสานกับเครื่อข่ายภายในท้องที่ และมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ส่วนโซมาเลียที่มีกลุ่มอัล-ชาบับ เป็น ‘ขาใหญ่’ ประจำพื้นที่ ซึ่งโซมาเลียที่ตกอยู่ในสภาพที่อ่อนแอในฐานะ ‘รัฐที่ล้มเหลว’ มาอย่างยาวนาน กลุ่มรัฐอิสลามไอเอส ได้ส่งทูตสัมพันธไมตรี เข้าไป เชื่อมความสัมพันธ์ กับกลุ่มอัล-ชาบับ ที่มีสายสัมพันธ์กับกลุ่มอัลกออิดะห์แสดงความจงรักภักดี ในประเทศที่มีอุดมการณ์ทางการต่อสู่ เยี่ยงนักรบ ‘ญิฮาด’ เช่นเดียวกัน นึกภาพไม่ออกเลยว่า หาก 3 กลุ่มก่อการร้ายดังกล่าวจับมือกัน จะเกิดเหตุ วิปโยค อะไรขึ้นในพื้นที่บ้าง..?
ทว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์สุดสะเทือนขวัญ จากกรณีเหตุกราดยิงโรงแรมหรูในลิเบีย ไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ผู้ที่ออกมาอ้างความรับผิดชอบเผยว่า ตนเป็นเครือข่ายของกลุ่มไอเอส รายงานจาก ‘อิน ดิเพนเดนธ์’ ระบุว่า กลุ่มไอเอสมีเป้าหมายในการสังหาร กวาดล้างชาวคริสต์จากอิยิปต์และเอธิโอเปีย

ส่วนไนจีเรีย ที่มีกลุ่มติดอาวุธประจำท้องถิ่นคล้ายสินค้าโอทอป คือกลุ่ม ‘โบโก ฮาราม’ ได้ออกมาประกาศสวามิภักต่อกลุ่มไอเอส หลังจากออกอาละวาด ก่อความวุ่นวาย กราดยิง ระเบิดพลีชีพ ในสถานที่สำคัญทางศาสนาไม่เว้นแต่ละวัน การผนึกกำลังของทั้งสองกลุ่ม มีเป้าหมายในการผนึกแผ่นดินอิสลาม ต้านการรุกรานของประเทศในแถบซีกโลกตะวันตก
เดินทางมาถึงประเทศสุดท้ายที่น่ากังวลไม่แพ้ประเทศใดๆ อัฟกานิสถาน ประเทศอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลคาบูล ที่ขาดความเข้มแข็ง กลุ่มไอเอส จัดตั้งเครือข่ายที่เติบโตเร็วที่สุดในบรรดาประเทศมุสลิมทั้งหมด จากปัจจัย โฉบฉวยโอกาส จากความอ่อนแอของทางการ ที่เปิดทางให้ไอเอส สามารถขยายอำนาจเข้ามาภายในได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม ปัญหาส่วนใหญ่ในประเทศอาหรับ แสดงให้เห็นว่า มาจากความอ่อนแอ ทางระบบการปกครอง ที่ไม่สามารถใช้กำลังทางทหารเท่านั้นในการแก้ไข หลังจากที่ นางเฟเดริกา โมเกรินี ผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรปหรืออียูได้กล่าวในงานรับรางวัลประจำปี 2015 จากสถาบันการศึกษาการเมืองระหว่างประเทศ เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา เสนอแนะวิธีการสกัดกั้น ปราบปราม ภัยคุมคามจากการก่อการร้ายในดินแดนชาวมุสลิม ชี้ วิธีการนำพาประเทศสู่ประชาธิปไตย การปรองดองภายในประเทศ เสริมไปกับกำลังทางทหารในการแก้ไข เนื่องจากมูลเหตุความขัดแย้งของสองนิกายไม่ใช่ความขัดแย้งทางศาสนา เพียงอย่างเดียว แต่เป็นความขัดแย้งจากการช่วงชิงอำนาจเพื่อครอบครองความเป็นใหญ่ในภูมิภาคนี้ด้วย
MThai News