กยศ.จี้ ชำระหนี้ด่วน ก่อน 5 ก.ค.

กยศ.จี้ ชำระหนี้ด่วน ก่อน 5 ก.ค. เพิ่มช่องทาง เคาน์เตอร์เซอร์วิส

กองทุนกู้ยืมทางการศึกษาได้ประกาศให้ผู้กู้ที่สำเร็จการศึกษาหรือเลิกศึกษามาแล้ว2 ปีและผู้กู้ที่ยังติดหนี้กยศ.อยู่่ให้มาชำระเงินภายในวันที่ 5 กรกฎาคม เพื่อนำเงินมาหมุนเวียนให้กับรุ่นน้อง

222

โดยเผยว่า ปัจจุบัน กองทุนมีผู้กู้ยืมทั่วประเทศจำนวนกว่า 4.5 ล้านราย และมีผู้อยู่ระหว่างการชำระหนี้ ประมาณ 2.9 ล้านราย ซึ่งมีหน้าที่ในการชำระเงินคืนหลังจาก ที่สำเร็จการศึกษาหรือเลิกการศึกษาแล้ว 2 ปีขึ้นไป ภายในวันที่ 5 กรกฎาคมของทุกปี ซึ่งถือเป็นวันครบกำหนดชำระเงินคืนกองทุน

กองทุนจึงขอเชิญชวนผู้กู้ยืมรุ่นพี่มาชำระคืนเงินกู้ยืม เพื่อเป็นการส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่รุ่นน้อง อีกทั้งไม่เสียเบี้ยปรับและไม่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี เนื่องจากเงินกองทุนมาจากงบประมาณแผ่นดินและเป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อนำไปสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษา รุ่นต่อไป ทั้งนี้ ผู้กู้ยืมสามารถจ่ายชำระเงินคืนได้หลายช่องทาง ได้แก่ บมจ.ธนาคารกรุงไทย ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ไปรษณีย์ไทยทุกสาขา และเคาน์เตอร์เซอร์วิสทั่วประเทศ สอบถามเพิ่มเติมโทร. 02-6104888”

MThai News

เขาใหญ่ ตีเส้นจราจรใหม่ รณรงค์ 4ม.(ขอไม่มาก)

ตีเส้นจราจรบนเขาใหญ่ใหม่ ติดเครื่องหมายระวังช้าง ป้องกันอุบัติเหตุ

แฟนเพจ สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม Greennews ได้แชร์ภาพและข้อความของสมาชิกเฟซบุ๊คชื่อคุณ หมู สาริกา เผยถึงโครงการตีเส้นเครื่องหมายจราจรใหม่บนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับสัตว์และนักท่องเที่ยว รวมถึงรักษาธรรมชาติสิ่งแวดล้อม

42

เจ้าของโพสต์เผยว่า บนเส้นทางเขาใหญ่จากด่านเก็บค่าธรรมเนียมเนินหอมถึงด่านฝั่งปากช่อง ขณะนี้กำลังทำการตีเส้นเครื่องหมายจราจรลงบนผิวทางเนื่องจากชมรมฅนรักษ์สัตว์-ป่า และกลุ่มเพื่อนโฮป ซึ่งได้รับอนุญาตจาก อช.เขาใหญ่ จึงได้ว่าจ้างบริษัทให้สร้างเครื่องหมายแจ้งเตือนสำหรับการจราจร โดยการติดเครื่องหมายจราจรสืบเนื่องจากโครงการ 4 ม.(ขอ ไม่ มาก) ปลูกจิตสำนึกให้กับนักท่องเที่ยวช่วยกันดูแลธรรมชาติ

โดยมีข้อเรียกร้องดังนี้คือ 1.ไม่ขับรถเร็ว 2.ไม่ให้อาหารสัตว์ 3.ไม่ส่งเสียงดัง 4.ไม่ทิ้งขยะ ทั้งนี้จึงขอแจ้งให้นักท่องเที่ยวทุกท่านโปรดทราบ และเข้าใจเหตุผลของโครงการที่จัดขึ้นก็เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้ต่อสัตว์ป่าและนักท่องเที่ยวที่มาเยือน

โดยโครงการนี้มีชมรมฅนรักษ์สัตว์-ป่า,กลุ่มเพื่อนโฮปเพื่อสัตว์ป่า,กลุ่มต้นกล้านครนายก,รักษ์เขาใหญ่,กลุ่มใบไม้ ที่ร่วมมือกันจัดทำโครงการ

พ่อเลี้ยงโหด! ทำร้ายลูก1ขวบดับ อุ้มศพทิ้งป่า

ตำรวจมวกเหล็ก รวบพ่อเลี้ยงโหด ทำร้ายลูกเลี้ยงวัย 1 ขวบเสียชีวิตคามือ อ้างโมโหเด็กร้องไห้ไม่หยุด บังคับภรรยาอุ้มศพโยนทิ้งที่ป่าริมเขา

วันที่ 1 ก.ค. พนักงานสอบสวน สภ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ได้รับแจ้งจาก นางเอ็มไพร ทองเสนา อายุ 47 ปีว่า นางสุดารัตน์ อายุ 19 ปี ผู้เป็นลูกสาวได้บอกว่า น้องแอม (นามสมมุติ) หลานสาววัย 1 ขวบ เป็นบุตรของนางสุดารัตน์เอง ถูก นายเอกพันธ์ อายุ 19 ปี พ่อเลี้ยงทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิต และบังคับให้นำศพไปทิ้งป่า นางเอ็มไพร จึงมาแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้ตามจับกุมนายเอกพันธ์มาดำเนินคดี

พ่อเลี้ยงโหด

พ่อเลี้ยงโหด ตีลูกเลี้ยงเสียชีวิต ศพดยนทิ้งป่า

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตามไปควบคุมตัวนายเอกพันธ์มาสอบสวน โดยนายเอกพันธ์ ให้การรับสารภาพว่า ทำร้ายน้องแอมจริง ช่วงเกิดเหตุ(23 มิ.ย.) อยู่กับลูกเลี้ยงเพียงลำพัง แต่ปรากฏว่าเด็กส่งเสียงร้องไห้งอแงไม่หยุด พยายามสั่งให้หยุดร้องไห้แต่ก็ไม่เป็นผล จึงได้คว้าไม้ขนไก่มาฟาดตีใส่ที่ใบหน้าเด็กอย่างแรง กระทั่งเด็กล้มนอนแน่นิ่งไป และมา ทราบภายหลังว่าเด็กเสียชีวิต จึงพานางสุดารัตน์แม่ของเด็ก นำศพมาทิ้งในป่าเชิงเขาแคบ บ้านโชคชัย หมู่ที่ 8 ต.มวกเหล็ก อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเดินทางไปค้นหาร่างของน้องแอมในป่า ตามคำให้การของนายเอกพันธ์ ซึ่งอยู่ในป่าเชิงเขา ห่างจากอุโมงค์ต้นไม้ ประมาณ 100 เมตร และเดินป่าเข้าไปอีกประมาณ 200 เมตร พบเสื้อผ้าเด็กสีขาวเปื้อนเลือด เดินขึ้นไป 10 เมตร พบร่างน้องแอม อยู่ในสภาพเหลือเพียงท่อนขาและช่วงเอว เนื่องจากถูกสัตว์อื่นแทะกิน จนเหลือเพียงแต่ซาก

ขณะที่นางสุดารัตน์ แม่ของเด็กเปิดเผยว่า น้องแอมเป็นลูกของสามีเก่า ซึ่งได้เลิกรากันไปนานแล้ว ต่อมาเล่นเฟซบุ๊ก และรู้จักกับนายเอกพันธ์ จนมาอยู่ด้วยกันเป็นสามีภรรยา ที่ผ่านมามักเห็นนายเอกพันธ์ ทำร้ายลูกบ่อยครั้ง แต่ก็ไม่กล้าห้าม เพราะกลัวจะถูกทำร้ายไปด้วย ในวันเกิดเหตุ ตนออกไปซื้อนมให้ลูก แต่เมื่อกลับมาก็พบว่าลูกเสียชีวิตแล้ว ด้วยความกลัวจึงโทรศัพท์กลับไปบอกแม่ ก่อนจะถูกยึดโทรศัพท์ไว้ และถูกบังคับให้เอาศพลูกไปโยนทิ้งที่ป่าริมเขาดังกล่าว

ภายหลังสอบสวนเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้คุมตัวทั้งสองไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ที่มา เนชั่น ,ภาพจากเฟซบุ๊ก มวกเหล็ก หนึ่งศูนย์

MThai News