“ผมอาศัยอยู่บ้านเขา ที่ดินเขา เขาให้อยู่มาหลายสิบปี แม้จะดูเก่าร้างทรุดโทรม ก็โชคดียังมีที่ให้มุดหัวนอน แม้วันนี้เขาจะไม่ให้อยู่แล้ว คิดว่าจะไปอยู่วัด หรือไม่ก็บ้านเช่าราคาถูก หรือ ถ้ามันสุดแล้วหนทาง ก็จะไปอยู่บ้านพักคนชรา”
คำกล่าวทั้งน้ำตาปนเสียงสะอื้นของชายชราวัย 77 ปี คุณบุญส่ง งามมีศรีชาวบางกรวย จ.นนทบุรี ได้เปิดใจกับ MThai News ถึงชีวิตที่ตกระกำลำบากอยู่-สู้อย่างโดดเดี่ยวมาหลายสิบปี หลังปลดระวางออกจากลูกจ้างประจำของกระทรวงพาณิชย์ และ ปี 2536 ได้มาอาศัยอยู่ในบ้านเก่าบนที่ดินของเจ้านายเก่าที่ให้คอยช่วยสอดส่องและดูแลพื้นที่ตรงนี้
แต่ความโชคร้ายกลับเล่นตลก ให้ลุงบุญส่งต้องถูกรถชนระหว่างเดินทางออกไปหางานทำ จนร่างกายเป็นอัมพฤกษ์ครึ่งซีกเดินเหินกระเผลก กลายเป็นคนพิการด้านการเคลื่อนไหว ประกอบกับมีโรคประจำตัวหลายโรครุมเร้า อาทิ โรคความดันโลหิตสูง และพาร์กินสัน

แม้สภาพร่างกายไม่อำนวย แต่ยังมีใจสู้ อยากมีรายได้เลี้ยงชีพตัวเอง จึงตระเวนไปสมัครงานอยู่หลายที่ แต่ก็ไม่มีใครรับคนชราและพิการเข้าทำงาน
เมื่อไม่มีรายได้ จึงประทังชีวิตด้วยเงินผู้สูงอายุและคนพิการ รวมแล้วประมาณเดือนละพันกว่าบาท ส่วนข้าวปลาอาหาร ต้องเด็ดผักหญ้ารอบบ้านมาทำอาหารเลี้ยงชีพในแต่ละวัน โชคยังดีที่มีชาวบ้านรอบข้าง เกิดความสงสารหุงหาอาหารมาให้ พร้อมกับมาคอยดูแลชีวิตความเป็นอยู่
ทุกครั้งที่ถามถึงลูกหลานญาติพี่น้อง ลุงบุญส่งถึงกับร้องไห้ตลอดเวลาพร้อมกัดฟันกลั้นน้ำตา เล่าให้ฟังว่า มีลูกทั้งหมด 4 คน โดยเป็นลูกจากภรรยาเก่า 2 คน และลูกจากภรรยาใหม่ 2 คน ทั้งหมดล้วนแต่ บรรลุนิติภาวะแล้ว เมื่อเลิกกับภรรยาไป 2 คน ก็ไม่เคยติดต่อกัน รวมถึงลูกๆ เพราะแต่ละคนอยู่ต่างจังหวัด มีลูกสาวคนสุดท้องที่อยู่ในกรุงเทพฯ และเคยมาอาศัยอยู่กับลุงในบ้านหลังนี้ เมื่อครั้งเขายังเล็ก แต่เมื่อเรียนจบทำงานทำการ ก็ไม่ค่อยมาหาอีกเลย
“ไม่มีใครอยากอยู่กับพ่อที่จนและไม่ได้เรื่อง เขารู้หรือเปล่าว่าผมยังอยู่ อยู่อย่างลำบาก ตอนนี้ยิ่งลำบากกว่า เพราะจะไม่มีที่อยู่ ไม่รู้จะไปนอนไหนแล้ว เขาคิดถึงผมไหม ผมคิดถึงพวกเขานะ”

หากวันใดลูกๆ ติดต่อมาหรืออาจมารับไปอยู่ด้วย ลุงบุญส่งบอกว่า ไม่เคยหวังผลขนาดนั้น เพียงแต่อยากให้ถามไถ่ หรือ มาหากันบ้าง เพราะระลึกเสมอว่าตนเองยังมีลูก แต่ไม่เคยคิดจะไปลำบากลูก ที่ต้องอยู่อย่างทุกข์ทนในบ้านหลังนี้ เพราะอยากต่อสู้ปัญหาด้วยตนเอง และ อยากให้ลูกรู้บ้างว่าพ่อสามารถอยู่ และต่อสู้เผชิญความยากเข็ญนี้ได้
“แค่อยากให้เขาถามไถ่บ้าง มาหาบ้าง ไม่รู้หรอกว่าพวกเขาชีวิตลำบากหรือไม่ แค่รู้ว่าเราไม่ไปลำบาก ลูกๆก็พอแล้ว”
ส่วนญาติพี่น้อง ลุงบุญส่งบอกว่ายังติดต่อกันบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ต่างจังหวัดและไม่เคยนิ่งนอนใจ ออกปากให้ไปอยู่ด้วยตลอด แต่ที่ไม่ไป เพราะเห็นว่าครอบครัวแต่ละคนก็ยากลำบาก ไม่อยากเป็นภาระใคร และไม่ต้องการให้ใครต้องเดือดร้อน
“พวกญาติออกปากประจำ ถ้าลำบาก ก็มาหาสิ มาอยู่ด้วยกัน แต่สงสารพวกเขา เขาก็ลำบาก บางคนลำบากกว่าผมอีก ผมจะไปเบียดเบียนพวกเขาทำไม”
ลักษณะบ้านที่ลุงบุญส่งอาศัยอยู่ เป็นบ้านไม้หลังใหญ่ในสภาพเก่าชำรุดทรุดโทรมมาก และรายล้อมรอบบ้านด้วยหญ้าและต้นไม้ปกคลุมหนาแน่น หากเดินเข้ามาบริเวณบ้าน ต้องใช้ความระมัดระวัง
เพราะรอบด้านเต็มไปด้วยหลุมบ่อ และยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ เมื่อต้องเดินขึ้นไปบนบ้าน ซึ่งสามารถขึ้นได้ไม่เกิน 1 คน และต้องเป็นคนที่มีน้ำหนักเบา มิเช่นนั้นอาจเสี่ยงต่อการเหยียบพื้นไม้ที่ชำรุดและรับน้ำหนักไม่ไหว จนอาจพลัดตกไปข้างล่างได้

ขณะที่ลุงบุญส่งจะเดินเหินในบ้านแต่ละครั้ง ก็ต้องใช้ความระมัดระวังเช่นกัน แม้จะมีความชำนาญและรู้ว่าจุดไหนบ้างที่เกิดความเสี่ยง แต่ก็ยังไม่ไว้วางใจ เพราะที่ผ่านมาเคยพลาดพลั้งอยู่หลายครั้ง แต่เคราะห์ดีที่ไม่เป็นอะไรมาก
ส่วนเรื่องที่จะไม่มีที่อาศัยแล้วนั้น เหตุเพราะลูกของเจ้านายเก่า ซึ่งเป็นเจ้าของที่ได้ขายให้กับบุคคลอื่นไปแล้ว โดยมีลุงบุญส่งเป็นนายหน้าหาให้ และที่สำคัญเดือนตุลาคมนี้ ลุงบุญส่งต้องย้ายออกไปทันที
“เขาก็ถามว่า หากขายได้แล้ว แล้วจะไปอยู่ไหน ผมก็บอกไม่ต้องห่วง ผมเข้าใจ ผมหาหนทางเอง เขาก็บอกให้ไปอยู่กับลูกสิ ผมก็บอกจะไปอยู่ได้ไง เขายังไม่รู้เลยว่าผมแย่แค่ไหนตอนนี้ หากเขารู้และยินดี ผมก็ไม่ไปอยู่ ขอหาทางเอง วัดหรือบ้านพักคนชรา คงเหมาะกับผมที่สุดแล้วตอนนี้”
ฟากเพื่อนบ้านที่คอยดูแลลุงบุญส่งมาตลอด คุณวันทนาวดี ทัพเสือ อายุ 79ปี รู้สึกใจหายเมื่อทราบว่า ไม่เกินเดือนกว่าลุงจะต้องย้ายออกไปแล้ว จึงรู้สึกสารสารและยิ่งหดหู่เมื่อรู้ว่าลุงทำเรื่องขอไปอยู่บ้านพักคนชรา และยิ่งเวทนาที่บั้นปลายชีวิตของลุงต้องเป็นคน “ไร้ครอบครัว-ไร้บ้าน”

“อยากให้ลูกๆ เขา มาหาเขาบ้างตอนนี้ เขาแย่มาก ถึงขนาดร้องขอไปอยู่บ้านพักคนชรา หากไม่มา ก็ขอให้ไปเยี่ยมลุงแกบ้าง ไม่ว่าอย่างไร เขาก็เป็นพ่อ พ่อที่ป่วย พิการ ชราภาพ ที่ผ่านมาให้แล้วไป ป้ารับรู้ปัญหามาตลอด หากช่วยกันลดอคติในใจ เท่ากับช่วยชีวิตคนเป็นพ่อ ให้ไม่ต้องตกอยู่ในสภาพนี้”
MThai News จึงได้มีโอกาสพูดคุยปัญหา “ลุงบุญส่ง” กับทางเทศบาลเมืองบางกรวย โดยนายสุรศักดิ์ วิชินโรจน์จรัล นายกเทศมนตรีเมืองบางกรวยชี้แจงว่า ที่ผ่านมารับรู้ปัญหาของลุงบุญส่งมาโดยตลอด จึงส่งเจ้าหน้าที่คอยติดตามและดูแลเป็นประจำ พร้อมทำเรื่องช่วยเหลือเงินเบี้ยยังชีพให้เดือนละ 1,500 บาท เงินเบี้ยผู้สูงอายุ 700 บาท เงินเบี้ยความพิการ 800 บาท
พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ไปทำการซ่อมแซมบ้านหลังนั้น เพราะหวั่นจะได้รับอันตราย แต่ไม่เป็นผล เพราะบ้านและที่ดินเป็นของส่วนบุคคลและเจ้าของไม่อนุญาติให้ทำการซ่อมแซมใด จนมาเมื่อต้นเดือนลุงบุญส่งได้มาเล่าปัญหาว่าจะไม่มีที่อยู่ และร้องขอเข้าสู่ศูนย์พัฒนาจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ จ.ปทุมธานี ทางเทศบาลฯ จึงเร่งดำเนินการให้เรียบร้อบแล้ว รวมถึงประสานโรงพยาบาลให้ออกหนังสือรับรองว่าลุงไม่เป็นโรคติดต่อใดๆ

“ต้องชื่นชมลุง ลุงใจสู้จริงๆ ไม่ย่อท้อว่าตนเองแก่แล้ว แถมยังป่วยและพิการ ยังมาคอยสอบถามหางานทำเสมอ และล่าสุดเมื่อแน่ชัดว่าตนเองไร้ครอบครัว-ไร้บ้าน ก็มาร้องขอไปอยู่สถานสงเคราะห์ โดยเดินเรื่องเองตลอด ลุงบุญส่งถือเป็นบุคคลตัวอย่าง ที่ตกยากลำบากแค่ไหน ก็ไม่เคยรอความช่วยเหลือ แต่จะขอพึ่งพาตัวเองก่อน”
อย่างไรก็ตาม MThai News ขอเป็นกำลังใจให้คุณบุญส่ง งามมีศรี และหากผู้ใจบุญท่านใดอยากให้ความช่วยเหลือสามารถมอบเงินช่วยเหลือผ่านบัญชี บุญส่ง งามมีศรี ธนาคารออมสิน สาขาบางกรวยเลขที่บัญชี 020-01986987-2
ชัยพัฒน์ แกล้วทนงค์ รายงาน / ถ่ายภาพ
แจ้งเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ ช่วยเหลือสังคม ได้ที่ news.mthai.com@gmail.com
ติดตามสกู๊ปข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com
MThai News



