ประวุฒิ แนะซื้อเครื่องไบโอเมตริกซ์

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผย เร่งดำเนินการขออนุมัติจัดซื้อเครื่อง Biometrics (ไบโอเมตริกซ์) เพื่อช่วยตำรวจทำงาน ยัน ไม่มีเคลื่อนไหวรุนแรงข้ามชาติในไทย

พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการทำเรื่องขออนุมัติในการจัดซื้อเครื่อง Biometrics (ไบโอเมตริกซ์) โดยจะใช้งบประมาณ ในส่วนค่าปรับจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

641705-01

ระบุว่า เครื่องดังกล่าวเป็นเครื่องมือที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ในการตรวจหาผู้ต้องสงสัยและผู้กระทำความผิดในคดีต่าง ๆ โดยระบบดังกล่าวจะสามารถตรวจจับใบหน้า 400 คนต่อ 1 วินาที รวมทั้งตรวจสอบวัตถุต้องสงสัย ในกรณีที่ถูกลืมทิ้งไว้โดยไม่มีเจ้าของนานเกินกว่า 1 นาที และจะมีการแจ้งเตือนให้เจ้าหน้าที่รู้ว่ามีการพบบุคคลหรือวัตถุต้องสงสัย ซึ่งจะช่วยให้การทำงานของเจ้าหน้าที่แม่นยำมากขึ้น

พล.ต.ท.ประวุฒิ ระบุ ยังไม่มีรายงานข่าวว่า มีกลุ่มก่อความรุนแรงใด ทั้งกลุ่มเกรย์วูล์ฟ หรือกลุ่มอื่น ๆ เข้ามาเคลื่อนไหวในประเทศไทย และเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดแยกราชประสงค์ โดยขอสื่อมวลชนอย่าเพิ่งให้น้ำหนักกับกลุ่มใด โดยยืนยันว่า ฝ่ายสืบสวนทำงานอย่างเต็มที่

รวมทั้งตรวจสอบฐานข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้ามืองย้อนหลัง 2-3 เดือน กับภาพบุคคลต้องสงสัยก่อเหตุระเบิด แต่ยังไม่พบตรงกับบุคคลต้องสงสัยตามภาพจากกล้องวงจรปิด จึงยังไม่สามารถตัดประเด็นใดทิ้งได้ แต่ยอมรับมีความเป็นไปได้ว่า ผู้ก่อเหตุระเบิดอาจหลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบหลักฐาน ดีเอ็นเอ ภาพจากกล้องวงจรปิด รวมทั้งหาช่วงเวลาและเส้นทางของคนร้ายที่แน่ชัด และยอมรับว่า ปัญหาความไม่ต่อเนื่องของกล้องวงจรปิด เป็นอุปสรรคสำคัญ และยังอยู่ระหว่างการรอภาพคนร้ายที่ส่งไปปรับความคมชัดในต่างประเทศ จึงยังไม่สามารถออกหมายจับบุคคลใดเพิ่มเติมในขณะนี้ได้ ฃ

นอกจากนี้ ตำรวจเตรียมขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดหาแว่นติดตั้งกล้องและลงโปรแกรมตรวจสอบใบหน้า หรือ แว่นโรโบคอป มาใช้ในการตรวจสอบบุคคลต้องสงสัย ตามแหล่งท่องเที่ยว หรือจุดเสี่ยงต่าง ๆ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

คสช.เผย ใกล้แล้วได้ตัว มือบึ้มราชประสงค์

“พ.อ.วินธัย” เผยคืบหน้าเหตุระเบิดราชประสงค์ คาดรู้ตัวคนก่อเหตุเร็วๆ นี้ ขณะที่ นายกรัฐมนตรี สั่งปรับเงินช่วยเหยื่อ

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ในฐานะโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงความคืบหน้าเหตุระเบิด บริเวณแยกราชประสงค์ ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ว่า

ระเบิดแยกราชประสงค์, คสช

ในภาพรวมการติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุ ปัจจุบันมีความคืบหน้าตามลำดับ หลังเกิดเหตุทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แต่งตั้งคณะสืบสวนชุดใหญ่ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของการสืบสวนสอบสวนคดี ซึ่งจากข้อมูลที่รวบรวมได้นั้น คาดว่าจะนำไปสู่การยืนยันตัวของผู้ก่อเหตุได้ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ได้มีความห่วงใยต่อผู้สูญเสียทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จึงได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมหารือในวันนี้ เพื่อพิจารณาปรับการช่วยเหลือทั้งในรูปแบบของเงินและการดูแลในลักษณะอื่นๆ ให้มีความเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน สำหรับการช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บตามกฎหมายนั้น มีความคืบหน้าตามลำดับ

ทั้งนี้ขอขอบคุณผู้ที่ให้ความร่วมมือแจ้งข้อมูลเข้ามา อย่างไรก็ตามข้อมูลที่แจ้งต้องเป็นข้อมูลเฉพาะในการสืบสวนที่ราชประสงค์และสาทรเท่านั้น

กรมศิลป์เร่งบูรณะ ‘พระพรหม’บวงสรวง 4ก.ย.

กรมศิลปากร เริ่มบูรณะซ่อมแซมพระพรหมเอราวัณ คาดใช้เวลา9 วัน ก่อนบวงสรวงใหญ่ 4 ก.ย.นี้

วันที่ 26 ส.ค. นายสหภูมิ ภูมิธฤติรัฐ รองอธิบดีกรมศิลปากร พร้อมเจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากร เข้าสักการะพระพรหมเอราวัณ บริเวณสี่แยกราชประสงค์ พร้อมเดินตรวจจุดที่จะทำการซ่อมแซม

20150821_5826

โดยนายสหภูมิ เปิดเผยว่า เบื้องต้นมีจุดที่ต้องทำการซ่อมแซม 4 จุด บริเวณตัวองค์พระพรหม คือ บริเวณใต้คาง สังวาลย์ หน้าแข้ง และบริเวณนิ้วมือข้างขวา ซึ่งในวันนี้ ช่างเข้ามาดำเนินการใน 2 ส่วน คือ การซ่อมแซมองค์พระพรหม ที่ช่างปฏิมากร จะทำการใช้ปูนปลาสเตอร์ สีเขียวมาปั้นเสริมบริเวณใต้คางที่ชำรุด จากการโดนสะเก็ดระเบิด อีกส่วน คือ การซ่อมแซมซุ้ม ที่ช่างจะมาทำการสกัดกระจกที่แตกเสียหาย

โดยทั้งหมดจะใช้ช่างจำนวน 4 คน ใช้งบประมาณจำนวน 70,000 บาท ในการซ่อมแซม และภายหลังการบูรณะแล้วเสร็จ จะมีการปิดทองคำเปลวจำนวน 2,500 กรัม ทั้งองค์พระพรหมอีกครั้ง ส่วนด้านการซ่อมแซมจะใช้ระยะเวลาประมาณ 9 วัน และตลอดทั้ง 9 วัน จะใช้ผ้าขาวปิดองค์พระพรหมไว้ แต่ยังคงเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าสักการะได้ตามปกติ

อย่างไรก็ตาม ช่างจะเร่งดำเนินการบูรณะซ่อมแซมให้แล้วเสร็จภายใน วันที่ 3 กันยายน นี้ ก่อนจะมีพิธีบวงสรวงใหญ่ในวันที่ 4 ก.ย. 2558

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News