ยิ่งลักษณ์ โต้ บิ๊กตู่ ปัดจำนำข้าวทำรัฐเจ๊ง

ทนายยิ่งลักษณ์ เรียกร้องพล.อ.ประยุทธ์ หยุดชี้นำคดีรับจำนำข้าวทำรัฐบาลเจ๊ง ขอปล่อยไปตามกระบวนการยุติธรรม

วันที่ 10 ก.ย. นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับคดีโครงการรับจำนำข้าวว่า ได้อ่านข่าว เมื่อวันที่ 9 ก.ย. ในหัวข้อข่าวว่า “นายกฯซัด จำนำข้าว-รถคันแรก ทำรัฐเจ๊ง”

COg_7srUcAAK4W8

โดยมีเนื้อข่าวกล่าวอ้างว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้ข่าวบางช่วงบางตอนว่า “ไม่อยากจะพูดว่าคดีไหน คดีที่หนักที่สุดคือโครงการรับจำนำข้าว ถ้าไม่หยุดวันนี้จะเป็นหนี้อีกเท่าไหร่ ทำไป 2 ปีถ้าไม่หยุดทำ จะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ กระทบทีละ 5 แสนๆเกิดความเสียหายมากมาย”

ในฐานะทนายความที่ทำหน้าที่แก้ต่างคดีให้กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่ถูกกล่าวหาในโครงการรับจำนำข้าว เห็นข่าวดังกล่าวแล้วไม่สบายใจ เพราะด้วยสถานะที่ท่านประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 44 ในการใช้อำนาจใน 3 ทาง คือ ในทาง ตุลาการ บริหาร และนิติบัญญัติ ที่ได้ออกมาให้ข่าวโดยสรุปว่า

“โครงการรับจำนำข้าว” ก่อให้เกิดความเสียหายมากมาย ในขณะที่คดีความยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล และบางส่วนก็ยังอยู่ในระหว่างการไต่สวนของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด โดยเฉพาะคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดนั้น ท่านประยุทธ์ เป็นผู้ลงนามร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดเอง ด้วยอำนาจตามมาตรา 44 ของท่าน ในฐานะนายกรัฐมนตรี และในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ซึ่งตามข้อเท็จจริงที่ผ่านมา ท่านก็ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในการย้ายข้าราชการต่างๆ มาแล้วร่วมร้อยคน หรือแม้แต่อัยการสูงสุดท่านก็ใช้อำนาจตามาตรา 44 มาแล้วทั้งสิ้น

ดังนั้นการที่ท่านประยุทธ์ ให้ข่าวดังกล่าวนั้น จึงอาจมีผลกระทบต่อการพิจารณาคดีความของศาล และอาจมีผลกระทบต่อการสรุปข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดได้

ในฐานะทนายความ จึงขอเรียกร้อง ต่อท่านประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี และในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ได้โปรดอย่าชี้นำคดีความ ควรปล่อยให้เป็นตามครรลองของกระบวนการยุติธรรม และการทำงานของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด

ที่มา นรวิชญ์ หล้าแหล่ง ‏@NorrawitSocial

MThai News

‘น้องทาม’ ปลื้มปิติได้รับจักรยานพระราชทานแล้ว

‘น้องทาม’ เด็กไร้แขนร่วมปั่น ‘Bike for Mom’ สุดปลื้ม ผู้แทนพระองค์ฯ นำรถจักรยานพระราชทานมามอบให้

วันนี้ (10 ก.ย.) พล.อ.ท.ภักดี แสงชูโต รองราชเลขานุการในพระองค์ฯ พร้อมคณะช่างได้นำรถจักรยานพระราชทานมามอบให้แก่ ด.ช.วรรธนะ คำอินทร์ หรือ ‘น้องทาม’ หนูน้อยพิการไร้แขนทั้งสองข้าง ที่เข้าร่วมกิจกรรม “Bike for Mom ปั่นเพื่อแม่” เมื่อวันที่ 16 ส.ค. ที่ผ่านมาแล้ว

1441860471-1193348688-o

โดยผู้แทนพระองค์ฯ ได้นำจักรยานพระราชทานไปวางไว้บริเวณด้านหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร โดยนายสินรอง – นางดอกรัก คำอินทร์ บิดา มารดา พร้อมด้วยน้องทาม ได้ถวายความเคารพพระฉายาลักษณ์เพื่อแสดงความจงรักภักดี ก่อนเปิดกรวยกระทงดอกไม้สดและรับจักรยานพระราชทาน

จากนั้นน้องทาม ได้ทดลองปั่นจักรยานพระราชทาน มีคณะช่างให้คำแนะนำในการปั่นที่ถูกต้อง ทั้งในเรื่องของการบังคับแฮนด์เลี้ยวซ้าย-ขวา จังหวะการเปลี่ยนเกียร์ วิธีการเบรคที่ปลอดภัย

1441860425-1122738988-o

MThai News

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก สมาชิกพันทิป เบื่อ บอกเท่าไรก็ไม่ฟัง ,กรุงเทพธุรกิจ

วิษณุ ชี้ ‘กรธ.’ ไม่จำเป็นต้องถูกใจคสช.

วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เผยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ไม่จำเป็นต้องถูกใจ คสช. อาจเห็นต่างได้แต่ไม่ขัดแย้ง

วันนี้ 10 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงการคัดเลือกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ว่า บุคคลที่จะเข้ามานั่งในคณะกรรมการฯ ไม่จำเป็นต้องถูกใจคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. หรือเป็นคนที่เห็นต่างกับคสช.ได้ แต่ต้องไม่ขัดแย้ง

วิษณุ

พร้อมกล่าวถึงส่วนกระแสข่าวที่จะดึงเลขาธิการกฤษฎีกา เข้ามานั่งในตำแหน่งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนั้น เรื่องนี้ไม่สามารถตอบได้ เพราะคนที่จะเข้ามาเป็นคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเก่า หรือ การที่จะมี สนช.และ สปช. สามารถเข้ามานั่งได้ 1 – 2 ตำแหน่งนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่ในการตัดสินใจของหัวหน้า คสช.เป็นผู้พิจารณาคัดเลือก

ขณะที่คุณสมบัติของประธาน กรธ. นั้นไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดไว้ว่าต้องเป็นนักกฏหมาย แต่หากมีความรู้ด้านกฏหมายก็จะมีผลดี เพื่อนำมาควบคุมองค์ประชุมได้ อีกทั้งสมาชิก กรธ. ที่เข้ามาจะต้องทราบถึงเจตนารมณ์ของ คสช. ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว โดยเฉพาะเจตนารมย์ด้านความปรองดองที่ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ

อย่างไรก็ตามหากร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ผ่านการทำประชามติอีก และมีความจำเป็นต้องร่างขึ้นมาใหม่ ก็ต้องปรับแก้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวเพื่อให้สอดรับ แต่ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องปรับแก้ไข และหากมีการร่างรัฐธรรมนูญซ้ำขึ้นมาอีก จะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ เพราะในการร่างแต่ละครั้งนั้นจะใช้งบประมาณถึง 3,000 ล้านบาท และประเทศจะไม่สามารถเดินหน้าได้ด้วยกระดาษเพียงไม่กี่หน้า

ขอบคุณข้อมูล มติชน

ติดตามข่าวสารอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News