เสียงสะท้อนของครู-นักเรียน หลังมีนโยบายจาก สทศ ให้ปรับเพิ่มข้อเขียนวิชาภาษาไทยในข้อสอบโอเน็ต วิตกขั้นตอนการตรวจมากกว่าการออก และทำข้อสอบ
วันนี้(9 ก.ย. 58) หลังจากมีนโยบายจากสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติหรือ สทศ ให้ปรับแนวข้อสอบ O-NET ให้มีสัดส่วนของข้อสอบอัตนัยเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 และลดข้อสอบปรนัยให้เหลือร้อยละ 80 ซึ่งจะเริ่มใช้นำร่องในข้อสอบวิชาภาษาไทย ของระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2559 นั้น

วันนี้ (9 ก.ย. 58) ผู้สื่อข่าว MONO29 ได้ติดต่อไปยังโรงเรียนวัดพลับพลาชัย โรงเรียนประถมในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. ซึ่งมีผลคะแนนรวมโอเน็ตเป็นอันดับที่ 3 ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา กรุงเทพมหานคร เพื่อสอบถามถึงเรื่องดังกล่าว
โดยผู้อำนวยการโรงเรียน เปิดเผยว่า ทางโรงเรียนได้มีการจัดการเรียนการสอนตามแบบโรงเรียนมาตรฐานสากล เป็นโรงเรียนที่เน้นวิชาการ จึงฝึกให้นักเรียนมีการคิดวิเคราะห์ตั้งแต่ระดับชั้นป.1 จึงไม่กังวลว่าผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาจะลดลง หากมีการเพิ่มข้อสอบอัตนัย
นอกจากนี้ ผู้อำนวยการโรงเรียนยังเผยอีกว่า เห็นด้วยกับการที่จะมีข้อสอบข้อเขียนเพราะจะเป็นการฝึกให้เด็กไทยได้รู้จักวิเคราะห์ มากกว่าการคาดเดาคำตอบจากการกากบาท แต่ที่น่าเป็นห่วงคือขั้นตอนการตรวจคำตอบ ที่จะมีความเที่ยงตรงมากน้อยแค่ไหน เพราะคะแนนนี้จะใช้ในการจัดอันดับคุณภาพทั้งระดับเขตพื้นที่ และระดับประเทศ
ขณะที่ครูผู้สอนในโรงเรียน มองว่าการจัดการเรียนการสอนที่ใช้อยู่ไม่น่าจะมีปัญหาแต่อย่างใด เพราะทุกวันนี้ก็จะออกข้อสอบทั้งปรนัยและอัตนัยรวมๆ กัน แต่ในส่วนของการตรวจคำตอบ อาจต้องมีเกณฑ์การวัดที่ชัดเจน ในขณะที่เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่จะต้องใช้ข้อสอบ O-NET รูปแบบใหม่ในปีการศึกษาหน้า ก็ไม่ได้รู้สึกกังวลใจกับข้อสอบเขียนเช่นกัน ถึงแม้จะชอบข้อสอบแบบมีตัวเลือกก็ตาม
จากความเห็นข้างต้นเป็นเสียงสะท้อนจากคน 3 กลุ่ม ที่เห็นตรงกันว่าข้อสอบอัตนัยเป็นผลดีที่จะสะท้อนความรู้ความเข้าใจจากการเรียน แต่ปัจจัยที่ทุกฝ่ายให้ความสำคัญคือการตรวจข้อสอบ นอกจากนี้ยังมีในเรื่องของการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงคำถามที่ใช้ต้องมีความชัดเจน เพื่อให้ภาพรวมของการสอบO-NET รูปแบบใหม่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ติดตามข่าวสารอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com
MThai News









