“ลูก” คือ “แก้วตาดวงใจ” ของ “พ่อแม่” เปรียบดั่ง “หัวแก้วหัวแหวน” ของคนในครอบครัว แม้ความไม่สมบูรณ์แบบ-ผิดแผกจากคนอื่น อาจทำให้หดหู่ แต่…ครอบครัวไม่เคยท้อใจ เพราะ “สายใย” ได้ช่วยต่อลมหายใจให้ “หนึ่งชีวิต” ได้ลืมตาดูโลก พร้อมอุ้มชู-เลี้ยงดู ให้เขาเติบใหญ่ ไม่สนใจใครครหาว่า “ใบหน้า-แขนขาผิดปกติ”
เรื่องราวของน้องเจิมขวัญ กระทุ่มนัดอายุ 2 เดือนเศษ อยู่บ้านเลขที่ 51/9 หมู่ 4 ต.ช่องด่าน อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี ถูกกล่าวขานหลังมีคนใจบุญนำเรื่องราวส่งต่อขอความช่วยเหลือในโลกออนไลน์ เมื่อครั้งน้องเจิมขวัญเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลด้วยความพิการเป็น “โรคปากแหว่ง-เพดานโหว่” ไม่สามารถดูดนมเองได้ ต้องให้นมผ่านสายท่อยางเชื่อมต่อเข้าทางจมูก ประกอบกับมีความพิการทางสายตา อีกทั้งยังเป็นผังผืดที่มือนิ้วมือนิ้วเท้าในลักษณะยึดติดกัน รวมไปถึงขาทั้ง 2 ข้าง มีหนังหุ้มติดกันคล้ายท่านั่งขัดสมาธิ
คุณพิมพ์ ใจดีอายุ 60 ปี คุณย่าผู้ดูแลน้องเจิมขวัญ เปิดใจกับ MThai News ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นนั้นมีผลพวงมาจากคุณสุรชัย กระทุ่มนัด อายุ 30 ปี และ คุณอารีย์ นวมพันธ์ อายุ 18 ปี พ่อกับแม่ของน้องเจิมขวัญซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน และมีความพิการทางสติปัญญาและจิตใจ ได้ใช้ยารักษาอาการมาจนถึงช่วงแม่น้องเจิมขวัญตั้งครรภ์ ทางแพทย์ระบุชัดว่า หากเด็กเกิดมาสภาพร่างกายจะมีความผิดปกติสูง แต่ทางครอบครัวได้ปรึกษากันแล้ว เชื่อว่า “ปาฏิหาริย์” อาจเกิดขึ้นได้ จนถึงวันที่น้องเจิมขวัญคลอดออกมา ทุกคนมีอาการตกใจเมื่อได้เห็นสภาพน้อง “ปาฏิหาริย์” ไม่มีจริงเสียแล้ว

แต่…คุณย่า กลับไม่มีอาการเช่นนั้น ตอบกับ MThai News ด้วยน้ำเสียงที่เข้มแข็งและใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มว่า วันที่น้องเจิมขวัญคลอด คุณย่าอยู่ที่บ้านกับคุณปู่สถิต กระทุ่มนัด อายุ 65 ปี มีเพียงคุณยายกุหลาบ ใจดี อายุ 48 ปี ที่ได้เห็นหน้าหลานเป็นคนแรก แต่ก็อยู่ในสภาวะกังวลใจ พร้อมโทรศัพท์มาถามคุณย่าว่าคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ จึงลั่นวาจา ไม่ว่าอะไรจะเกิด จะไม่มีการทอดทิ้งหรือพรากชีวิตของน้อง!
“วันที่เขายังอยู่ในท้อง หมอก็บอกว่าเขาจะผิดปกติสูง แต่ฉันกับปู่และยาย หวังให้มีปาฏิหาริย์ วันที่เขาเกิด ทุกคนโทรมาหาอย่างตกใจ ถามฉันเอาไงต่อดี ฉันบอกคำเดียว เอาเขาไว้ ให้เขาได้มีชีวิต แม้สภาพเขาจะเป็นไง ไม่เป็นไร เราต้องเลี้ยงเขาให้เติบใหญ่ให้ได้ ให้กำลังใจเขา ให้เขาเข้มแข็ง เราจะไม่มีวันทอดทิ้งเขา”
หลังจากน้องเจิมขวัญคลอดออกมาก็ต้องอยู่ในภาวะเฝ้าระวังของแพทย์ของโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา และต้องอยู่ในตู้อบเกือบ 1 เดือน หลังจากนั้นน้องก็มาอาศัยอยู่ที่บ้าน แรกๆอาการหรือผลข้างเคียงภายในร่างกายไม่มีปฏิกิริยาใด เพราะน้องดูแข็งแรง มีสติ สื่อสารได้ ร้องไห้ได้ เสมือนเด็กทั่วไป
แต่ด้วยภาวะแทรกซ้อน น้องมีอาการเท้าข้างขวาบวมและมีรอยแผลถลอก เป็นไข้-ไอ เวลาให้นมมีการสำรอก ครอบครัวจึงพาน้องไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลบ่อพลอยเพราะอยู่ใกล้บ้าน และแพทย์จึงทำการให้นมทางสายยาง และนอนพักทำการรักษา 2วัน จากนั้นมีผู้พบเห็นความผิดปกติทางใบหน้าและร่างกายของน้อง จึงถ่ายรูปและส่งเรื่องช่วยเหลือในโลกออนไลน์
จากฟ้าที่มืดมิดกลับเปลี่ยนสี เพียงไม่กี่เพลา ความช่วยเหลือก็ประโคมเข้ามา ทั้งสื่อมวลชนและหน่วยงานราชการ ต่างมาเยี่ยมและช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ เช่นเงินบริจาคและสิ่งของ โดยมีท้องถิ่นและหน่วยงานราชการจังหวัดกาญจนบุรี เป็นตัวกลางคอยประสานเรื่องให้

“ฉันก็ตกใจผสมความดีใจนะ ที่มีคนเข้ามาช่วย ตอนแรกก็มืดแปดด้าน ไม่รู้จะทำไงดี แม้ภายในเขาจะดูแลแข็งแรง แต่สภาพภายนอกแย่มาก เริ่มมีอาการเรื่อยๆ เราก็คนบ้านๆ แถมยังยากจน กลัวช่วยเขาไม่ได้ หากเขาเป็นไรขึ้นมา โชคดีจริงๆที่มีคนมาถ่ายรูปไปหาคนช่วย แปบเดียวก็มาช่วย กำลังใจฉันดีขึ้นมากทีเดียว”
หลังจากนั้น น้องเจิมขวัญก็กลับมาพักฟื้นที่บ้าน ซึ่งคุณย่าบอกว่า น้องเป็นคนเลี้ยงไม่ยาก ส่งเสียงอ้อแอ้ สื่อสารกันได้ ร้องไห้ได้ แต่คุณย่าก็ร้องไห้ตามด้วยในบางครั้ง เพราะไม่รู้ว่า การร้องทุกครั้งของน้อง คือการร้องเช่นเด็กปกติทั่วไป หรือ ร้องเพราะเจ็บปวดกับความผิดปกติทางร่างกายของตัวเอง ซึ่งน้องยังเด็กนัก ไม่สามารถบอกกับคุณย่าหรือใครได้ ว่าแท้จริงแล้ว น้องอาจต่อสู้และทรมานกับสิ่งที่เป็นอยู่ก็เป็นได้
“เขาร้องฉันก็ร้องนะ ร้องเพราะไม่รู้เขาเจ็บทรมานหรือเปล่า แต่ฉันก็พยายามปลอบตัวเองเสมอว่าน้องไม่เป็นไร น้องแข็งแรงดี แต่เขาบอกเราไม่ได้ หากเขาบอกได้ ฉันคงยิ่งเจ็บ หากรู้ว่าแท้จริงแล้ว เขาอาจทรมานเหลือเกิน”
การเลี้ยงดูน้องเจิมขวัญ คุณย่าจะเป็นแกนนำหลักของบ้าน เพราะคุณปู่ต้องออกไปทำงานรับจ้างข้างนอก ได้ค่าแรงวันละ100-200บาท บางวันไม่มีงาน ก็ไม่มีรายได้ ซึ่งแต่ก่อนคุณย่าเคยออกไปช่วยรับจ้าง แต่ขณะนี้ต้องเลี้ยงน้อง จึงทำให้รายได้หายไปอีกหนึ่งส่วน ขณะที่ลูกชาย(พ่อน้องเจิมขวัญ) แม้จะพิการทางสมองและจิตใจ แต่ไม่เคยงอมืองอเท้า ออกไปช่วยทำงานหารายได้เข้ามาวันละ100กว่าบาท
ส่วนลูกสะใภ้พิการทางสมอง เพราะสื่อสารกับใครไม่ได้ จึงต้องช่วยงานในบ้าน รวมรายได้ทั้งหมดแล้ว 5 ชีวิตในครอบครัว มีเงินจุนเจือไม่เกิน300บาทต่อวัน แต่ยังโชคดีคุณปู่รับเบี้ยคนชรา และลูกชาย-ลูกสะใภ้-น้องเจิมขวัญได้รับเบี้ยคนพิการรายเดือน จึงช่วยประคองครอบครัวได้ระดับหนึ่ง
ขณะที่ค่าน้ำค่าไฟ คงจะต้องเริ่มจ่ายในเดือนกันยายนนี้ เพราะที่ผ่านมาอาศัยน้ำ-ไฟเพื่อนบ้านมาตลอด ส่วนบ้านที่อาศัยอยู่ก็เป็นที่ดินของคนอื่น ซึ่งมีความอนุเคราะห์ให้อยู่โดยไม่คิดค่าเช่า หากถามถึงความลำบากของครอบครัว คุณย่าบอกว่า ลำบากมาก เพราะในบ้านหลังนี้มีแต่คนชรากับคนพิการอาศัยอยู่รวมกันบนความยากเข็ญ วันข้างหน้ายังไม่รู้ชะตากรรมว่าคนทั้งหมดจะเป็นอย่างไร

โดยเฉพาะน้องเจิมขวัญ ที่จะเป็นอย่างไรต่อไป แม้ทางภาครัฐ-ท้องถิ่นจะเข้ามารับรองการรักษา-ค่าใช้จ่าย แต่ต้องใช้เวลา และเเพทย์เฉพาะทาง ซึ่งยังไม่ได้รับการยืนยันว่า จะรักษาน้องให้พ้นทุกข์นี้ได้ในระดับไหน เพราะแพทย์ ระบุว่า การป่วยลักษณะนี้ของน้อง “เพิ่งเคยพบเห็น”
“ถามว่าเคยร้องไห้ไหมที่เห็นเขาอยู่ในสภาพนี้ เคยร้อง เพราะสงสาร เวทนาเขา คิดว่าเป็นเวรกรรม แต่ไม่เคยท้อ ใจสู้เสมอ เขาเป็นยังไง ก็ต้องเลี้ยงเขา รักเขา ให้กำลังใจเขา แม้วันหน้ารักษาเท่าไร แล้วเขาอาจไม่หาย ต้องหน้าตาแบบนี้ แขนขาแบบนี้ อาจโดนล้อ เป็นปมด้อย เชื่อ ต้องมีคนรักเขาแบบที่ฉันรัก เพราะเขาน่าสงสาร คนไทยใจดี วันนี้วันหน้าไม่มีฉันหรือใครอื่น เขาก็ต้องอยู่ได้และเข็มแข็งได้ ฉันยังหวังปาฏิหาริย์ แม่จะผิดหวังซ้ำซาก ก็ขอให้รักษาเขาให้หาย เท่านี้แหละ ขอเพียงเท่านี้จริงๆ”
ส่วนเรื่องของการช่วยเหลือ คุณย่าฝากขอบคุณทุกคนที่ในบุญและหน่วยงานที่ดูแล แม้ขณะนี้มีผู้บริจาคเงินเข้าบัญชีมาบ้างแล้ว แต่คุณย่าก็ยังหวังให้มีการบริจาคเข้ามาเรื่อยๆ เพราะเงินส่วนนี้ จะเป็นสิ่งรับประกันว่า หากเกิดปัญหาการรักษาหรือปัญหาอื่นๆ น้องเจิมขวัญยังมีสิ่งพึ่งพิงไปถึงภายหน้า เพราะคาดว่า การรักษาน้องคงใช้เวลายาวนานและไม่รู้ว่าจะจบสิ้นเมื่อใด
นอกจากนี้ ยังฝากข้อคิดให้กับคนทั้งหลายว่า อย่าได้ทำร้าย-คิดปลิดชีพดวงจิตน้อย เพียงเพราะความไม่พร้อม มีปัญหาครอบครัว อับอาย หรือหาหนทางออกไม่ได้ หากเมื่อใดสิ้นหวัง เรื่องราวของน้องเจิมขวัญ อาจช่วยสะท้อนสังคม ให้เรารักกัน รักเลือดเนื้อเชื้อไข และที่สำคัญให้เรารักชีวิตตัวเองให้มากที่สุด ดุจดั่งว่า “พวกเราโชคดีแค่ไหน ที่เกิดมา ไม่ต้องตกอยู่ในสภาพเฉกเช่น “น้องเจิมขวัญ”
“อาจมีบางความคิดว่า ฉันคิดผิดที่เอาเขาไว้ เขาจึงต้องตกอยู่ชะตากรรมนี้ และเขาจะรอดต่อไปในสังคมอย่างไร ฉันว่า ฉันคิดถูก ทุกชีวิตมีค่า และยิ่งเป็นสายเลือดควรรักษาไว้และเลี้ยงดูเขาให้ดี อย่าคิดทอดทิ้งเขา หรือทำร้ายเขา เพียงเพราะเหตุผลของตัวเอง หากใครท้อใจใด ให้มองหน้าน้องไว้ มองสภาพร่างไว้ เชื่อว่า จะเกิดกำลังใจ เพราะพวกคุณเกิดมาโชคดี”
ด้านการดูแลรักษาน้องเจิมขวัญนั้น MThai News ได้พูดคุยกับคุณสุลักขณา ชิ้นศุภร หัวหน้าสํานักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดกาญจนบุรี ชี้แจงว่า ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าช่วยเหลือเมื่อวันที่น้องเจิมขวัญรักษาตัวที่โรงพยาบาลบ่อพลอย โดยหลายหน่วยงานได้มอบเงินและสิ่งของบริจาค พร้อมกับได้ประสานเรื่องเงินคนพิการ-เงินสงเคราะห์-เบี้ยยังชีพ-ค่ารักษาพยาบาล รวมถึงจะนำเรื่องราวน้องเจิมขวัญเข้าที่ประชุมกองทุนคุ้มครองเด็ก เพื่อช่วยดูแลน้องได้ในระยะยาว

ขณะที่เรื่องของการรักษา จากคำชี้แจงของแพทย์ ยอมรับยังไม่เคยเจอเด็กป่วยในลักษณะนี้ ซึ่งการรักษาด้วยการผ่าตัดความผิดปกติปากแหว่งเพดานโหว่ ต้องรอให้น้องมีอายุ 9 เดือนขึ้นไป ส่วนการผ่าตัดผังผืดที่นิ้วมือนิ้วเท้าทั้ง 4 ข้างที่ยึดติดกัน รวมถึงบริเวณขาท่อนล่างมีผิวหนังยึดติดกับต้นขาทั้งสองข้างลักษณะคล้ายกับนั่งขัดสมาธินั้น ต้องรอให้น้องมีอายุมากกว่านี้จึงกระทำได้ นอกจากนี้ญาติต้องหมั่นพาน้องไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง เพื่อเฝ้าระวังและติดตามอาการป่วยของน้อง
ส่วนเรื่องยอดเงินบริจาคในบัญชีของน้อง ทางอำเภอบ่อพลอย ได้ตั้งคณกรรมการดูแลการใช้จ่ายเงิน เพื่อป้องกันการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ และได้เปิดบัญชีร่วมกันระหว่างคุณปู่-ยาย ของน้องเจิมขวัญ เพื่อให้รับรู้ร่วมกันหากมีการเบิก-ถอนเงินออกจากบัญชี หากผู้ใจบุญต้องการช่วยเหลือน้อง สามารถบริจาคผ่านได้ที่บัญชีนายสถิต กระทุ่มนัด- นางกุหลาบ ใจดี 020-14827883-8 ธ.ออมสิน สาขาบ่อพลอย หรือ สอบถามได้ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดกาญจนบุรี ที่หมายเลข (034-511775 ต่อ 3) หรือ คุณย่าพิมพ์ ใจดี 098-905-5661
ชัยพัฒน์ แกล้วทนงค์ รายงาน / ภาพ
ติดตามสกู๊ปข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com
แจ้งเรื่องร้องเรียน ร้องทุกข์ ช่วยเหลือสังคม ได้ที่ news.mthai.com@gmail.com
MThai News

