ญาติมอบอวัยวะ หนุ่มดับจากพลุระเบิด แก่สภากาชาดไทย

ญาติหนุ่มชาวอำเภอน้ำโสม ที่เสียชีวิตจากพลุระเบิด ตัดสินใจมอบอวัยวะ แก่สภากาชาดไทย

วานนี้ (30ต.ค.) นายอนุทิน ชาญวีรกุล พร้อมด้วย นพ.พัชร อ่องเจริญ นายแพทย์เชี่ยวชาญผ่าตัดหัวใจ จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้เดินทางด้วยเครื่องบินเล็กมาที่ จ.อุดรธานี

เพื่อรับชิ้นส่วนอวัยวะ คือ ดวงตา หัวใจ และไต ของผู้ป่วย นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 20 ปี ชาว อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี ที่เสียชีวิตจากพลุระเบิดใส่ศีรษะจนเสียชีวิต โดยทางญาติได้มีมติพร้อมใจกัน มอบอวัยวะที่ยังพอใช้ได้ให้กับสภากาชาดไทย เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ต่อไป

655816-01

ญาติมอบอวัยวะ หนุ่มดับจากพลุระเบิด แก่สภากาชาดไทย

นายแพทย์ณรงค์ ธาดาเดช รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุดรธานี เปิดเผยว่า หลังจากที่ นายเอ (นามสมมุติ) ได้เสียชีวิตจากการเล่นพลุระเบิดใส่ศีรษะ ทางญาติ ๆ ได้มีมติมอบอวัยวะที่ยังทำงานได้คือ ไต หัวใจ และดวงตา ให้แก่สภากาชาดไทยเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ต่อไป ชึ่งเป็นการทำบุญให้กับเพื่อนมนุษย์อีก 5 ชีวิต ที่ยังมีชีวิตอยู่ ถือเป็นการทำบุญการบริจาคที่ยิ่งใหญ่มาก ทางโรงพยาบาลอุดรธานี ต้องขอขอบคุณครอบครัวผู้เสียชีวิต ที่บริจาคอวัยวะในครั้งนี้

ศาลเยาวชน รับคำร้องคดี ‘น้องคาร์เมน’ นัดสืบพยาน มี.ค.ปีหน้า

ศาลรับคำร้องคดีอุ้มบุญ“น้องคาร์เมน” นัดสืบพยานมี.ค. ปีหน้า สั่งให้คู่ความ ตรวจหาความเกี่ยวพันทางพันธุกรรมหรือ ดีเอ็นเอ 

11214171_1221372617889588_2784416741221979380_n

ภาพจาก : Bringcarmenhome

หลังจากเกิดข้อขัดแย้ง ของนายกอร์ดอน เลค และนายมานูเอล ซานโตส สองคู่รักเพศทางเลือกชาวอเมริกัน ที่ได้จ้างหญิงไทยซึ่งมีนามสมมุติว่า นางออย อุ้มบุญจนคลอดเด็กหญิง เชื้อชาติอเมริกันชื่อ ‘น้องคาร์เมน’ ขอรับตัวเด็กออกนอกประเทศเพื่อใช้ชีวิตร่วมกันในประเทศสหรัฐฯ โดยนัดส่งมอบเด็กที่สถานทูตสหรัฐฯ เมื่อเดือน มี.ค.2558

ทว่า นางออยได้ร้องต่อหน่วยราชการไทยเพื่อคัดค้านไม่ให้นำตัวเด็กออกนอกประเทศ ขนกลายเป็นเรื่องราวยืดเยื้อมาจนปัจจุบัน

ล่าสุด วันนี้ (30 ต.ค.) นายกอร์ดอน เลค กับ นายมานูเอล และคาร์เมน เดินทางมาศาลเยาวชน และ ครอบครัวกลาง เพื่อยื่นเอกสารเพิ่มเติมประกอบคำร้องขอรับเด็กเป็นบุตร และขอให้ศาลสั่งให้ผู้ร้องมีอำนาจปกครอง

ขณะที่นางออยได้ยื่นคำร้องคัดค้าน ปฏิเสธสิทธิ์ของฝ่ายผู้ว่าจ้าง ทำให้ศาลได้รับคำร้องพิจารณาคำร้องนานสองชั่วโมง แล้วมีคำสั่งสืบพยานในเดือน มี.ค.2559 และสั่งให้คู่ความที่เกี่ยวข้องไปตรวจหาความเกี่ยวพันทางพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ เพื่อยืนยันความเป็นบิดา มารดา กับบุตร

ทั้งนี้ทั้งนั้น นายกอร์ดอน เผยว่า ตนต้องอยู่เมืองไทยไม่น้อยกว่า 5 เดือน หลังจากยื่นคำร้องและต่อสู้เรื่องนี้มานานกว่า 10 เดือน พร้อมทั้งคิดจะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากหญิงไทยที่อุ้มบุญด้วย เราได้รับความร่วมมือจากคนไทยที่รู้เห็นเหตุการณ์นี้ ผู้ใกล้ชิดกับแม่อุ้มบุญและผู้ใกล้ชิดกับที่ปรึกษาด้านกฎหมายของแม่อุ้มบุญที่ให้ข้อมูลเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีเพื่อได้ข้อมูลเพิ่มเติมนำไปสู้คดี

อย่างไรก็ตาม สองคู่รักร่วมเพศชาวอเมริกัน ได้โพสต์ข้อความผ่านหน้าเพจ Bringcarmenhome แสดงความโศกเศร้า แต่มั่นใจว่าฝ่ายตนเองจะชนะ เพราะไม่ได้ทำผิดอะไร พร้อมทั้งยืนยันว่ามีหลักฐานข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ผู้สนับสนุนทั้งหลายได้ส่งมา แต่ไม่ทราบว่าครอบครัวจะดำเนินชีวิตไปอย่างไร ทั้งยังขอบคุณไปยังผู้ให้ให้การสนับสนุน คุณชัยวัฒน์ สามีของนางออย หญิงอุ้มบุญ และลูกชายของท่านทั้งสองคนครับ ที่เดินทางมาที่ศาลวันนี้เพื่อสนับสนุนฝ่ายคู่รักร่วมเพสดังกล่าว และเรียกร้องให้เคารพกับกระบวนการขั้นตอนของศาล

ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com

MThai News 

ที่มา Bringcarmenhome 

เสี่ยอู๊ด สิทธิกร ฆ่าตัวตาย-ทิ้งจม.ตัดพ้อ

‘เสี่ยอู๊ด สิทธิกร’ นักสร้างพระเครื่องชื่อดัง ฆ่าตัวตายคาโรงแรมพิษณุโลก ทิ้งจดหมายตัดพ้อ “ทำดีไม่มีใครเห็น”

วันที่ 30ต.ค. 58 เวลา 11.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมกองพิสูจน์หลักฐาน 6 และเจ้าหน้าที่กู้ภัยสมาคมกู้ภัย เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ ห้องพักหมายเลข 209 โรงแรมแห่งหนึ่ง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก หลังได้รับแจ้งว่า มีบุคคลเสียชีวิตไม่ทราบสาเหตุ

2

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบผู้เสียชีวิตนอนตายอยู่บนเตียง สภาพศพนอนคว่ำหน้า ในห้องยังเปิดไฟแสงสว่างอยู่ ไม่มีร่องรอยการรื้อค้น หรือ ร่องรอยการถูกทำร้าย เบื้องต้นคาดว่าน่าจะเป็นการฆ่าตัวตาย จากการตรวจหาหลักฐานเอกสาร พบบัตรประชาชน ระบุชื่อ นายสิทธิกร บุญฉิม หรือ เสี่ยอู๊ด อายุ 44 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ ยังพบเอกสารเขียนด้วยลายมือ เป็นบันทึกที่มีข้อความระบุถึง ความภูมิใจ และความเสียใจเชิงตัดพ้อว่า เคยช่วยผู้อื่น แต่ไม่เคยช่วยญาติพี่น้อง สุดท้ายได้รับผลตอบแทนที่ทำให้เสื่อมเสีย ไม่มีความดี และความจริงจากผู้ที่เคยช่วยเหลือไป นอกจากนี้ ยังสั่งเสียว่า หากเสียชีวิตที่พิษณุโลก ให้น้องชายขึ้นมาจัดการงานศพ โดยไม่ต้องทำพิธีใด ๆ

อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมด้วยแพทย์เวรจะได้หาสาเหตุของการเสียชีวิตที่แท้จริงอีกครั้ง