เฝ้าระวังหลังโจมตีปารีส-ผบ.ตร.ยันไม่มี IS ในไทย

ประยุทธ์-ประวิตร ประสานเสียงกำชับทางเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังเต็มที่ หลังเหตโจมตีกรุงปารีส ด้าน “พล.ต.อ.จักรทิพย์” ยันไม่มี IS ในไทย 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือ คสช. กล่าวถึงเหตุความรุนแรงที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ว่า ขอแสดงความเสียใจกับผู้ที่สูญเสียในเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งจะต้องเป็นกำลังใจให้กันและกัน

โจมตีฝรั่งเศส, ไอเอส, ประยุทธ์,

โดยสำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัยของไทยนั้น มีมาตรการต่าง ๆ อยู่แล้ว เช่น การป้องกัน เฝ้าระวัง แต่ที่สำคัญคือประชาชนต้องร่วมกันเฝ้าระวัง สอดส่องดูแล ขณะที่ส่วนตัวได้กำชับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ให้เฝ้าระวังอย่างเต็มที่

ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ช่วงหนึ่งถึงการดูแลสถานการณ์ในประเทศ หลังเหตุการณ์รุนแรงในฝรั่งเศส และเลบานอน ว่า ได้สั่งการหน่วยงานด้านความมั่นคง ผ่านทางผู้บัญชาการเหล่าทัพ ให้ช่วยดูแลและเข้มงวด โดยต้องอาศัยความร่วมมือประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา

ซึ่งหากพบเหตุสิ่งผิดปกติ ให้แจ้งตำรวจ ทหาร หรือเจ้าหน้าที่ ซึ่งทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้วางกำลังไว้ในพื้นที่ต่าง ๆ แล้ว รวมถึงได้สั่งเพิ่มความเข้มงวดด่านตรวจคนเข้าเมืองตามแนวชายแดน โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย ซึ่งพบการเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อการร้าย

ทั้งนี้ ในช่วงบ่ายวันนี้จะประชุมหน่วยงานด้านการข่าว ที่กระทรวงกลาโหมอีกครั้ง โดยต้องขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันดูแลสถานการณ์ ซึ่งเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายจะสามารถดูแลความปลอดภัยได้ ส่วนการดูแลสถานที่สำคัญของประเทศที่อาจจะเป็นเป้าหมายของกลุ่มก่อการร้าย เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา นั้น ยืนยันว่า ตำรวจนครบาลได้ดูแลแต่ละพื้นที่ ซึ่งเป็นที่ตั้งสถานทูตประเทศต่าง ๆ อยู่แล้ว

ด้าน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกระแสข่าวว่ากลุ่ม IS แฝงตัวในประเทศไทยด้วยว่า เบื้องต้นยังไม่พบความเคลื่อนไหวของกลุ่ม IS ในประเทศไทย และไทยไม่ใช่ประเทศคู่ขัดแย้ง หรือประเทศเป้าหมายในการโจมตี ซึ่งหลังเกิดเหตุ ตนได้มีคำสั่งให้ทุกกองบัญชาการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพิ่มสายตรวจในพื้นที่สำคัญให้มากขึ้น

ติดตามข่าวสารทางสื่อสังคมออนไลน์ และสั่งการให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองคัดกรองบุคคลที่จะเข้าออกประเทศอย่างเข้มงวด ส่วนตำรวจสันติบาล ให้ดำเนินการหาข่าวเชิงลึก อารักขาสถานทูตในประเทศไทย สถานที่เชิงสัญลักษณ์ บุคคลสำคัญ กลุ่มบุคคลที่มีความขัดแย้ง
พร้อมเน้นย้ำว่า ประชาชนอย่าตื่นตระหนกกับข่าวลือต่าง ๆ และให้ประชาชนใช้ชีวิตตามปกติ แต่ไม่ประมาท เนื่องจากหน่วยงานความมั่นคง มีการเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมหน่วยปฏิบัติการพิเศษระดับผู้บัญชาการทุกหน่วยงานสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยภายหลังการประชุม ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า การประชุมวันนี้ เพื่อทบทวนและเตรียมความพร้อมของชุดปฏิบัติการพิเศษที่ผ่านการฝึกมาแล้ว

เพื่อให้แต่ละกองบัญชาการเตรียมความพร้อม กรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน มีการปิดล้อมตรวจค้น หรือเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงต่าง ๆ ประกอบกับ ใกล้เข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ชาวต่างชาติ ว่า สามารถดูแลความปลอดภัยได้

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

ตร.ออกใบสั่งให้ตัวเอง หลังจอดรถทับที่คนพิการ

เจ้าหน้าที่ตำรวจ ในสหรัฐฯ เขียนใบสั่งลงโทษตัวเองหลังจากที่เขาเผลอไปจอดรถในที่สำหรับคนพิการอย่างไม่ตั้งใจ

สหรัฐฯ,ตำรวจ,ใบสั่ง,จอดรถ,คนพิการ,เขียนใบสั่งให้ตัวเอง

ลูกผู้ชายตัวจริง! ตร.ออกใบสั่งให้ตัวเอง หลังจอดรถทับที่คนพิการ

วานนี้ (15 พ.ย.) สำนักข่าวต่างประเทศเผยแพร่เรื่องราว ของนาย เดวิด ครากค์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ในสหรัฐฯ ทำสิ่งที่น่าชื่นชม ด้วยการเขียนใบสั่งลงโทษตัวเองหลังจากที่เขาเผลอไปจอดรถในที่สำหรับคนพิการอย่างไม่ตั้งใจ

โดยเหตุการณ์เริ่มต้นที่อนุสรณ์สถานมิลวอกี ซี่งมีพิธีการเนื่องในวันทหารผ่านศึก โดยนายตำรวจผู้นี้ได้เข้าร่วมด้วย กระนั้น นายเดวิด เจ้าหน้าที่ตำรวจจากเมืองมิลวอกี รัฐวิสคอนซิน ประเทศสหรัฐฯ เกิดไปจอดรถทับที่คนพิการ จึงออกใบสั่งลงโทษตัวเองด้วยการปรับเงิน

นายตำรวจนายนี้ เผยว่า ขณะลงไปร่วมพิธีดังกล่าว เขาไม่ทันได้สังเกตว่ากำลังจอดรถในที่ของคนพิการ ซึ่งตามกฎหมายแล้ว เจ้าหน้าที่จะได้รับการยกเว้นให้สามารถจอดรถในที่คนพิการได้ในบางกรณี เช่น เกิดเหตุฉุกเฉิน หรือ คำสั่งเร่งด่วนจากทางการ แต่เนื่องด้วยเหตุการณ์ครั้งนี้ ไม่อยู่ในกรณียกเว้น เขาจึงยินดีรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม เดวิดต้องเสียค่าปรับเป็นเงิน 35 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 1,260 บาท รวมถึงเขายังได้มอบเงินอีกเป็นจำนวน 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 7,180 บาท เพื่อมอบให้แก่องค์กรด้านคนพิการด้วย

ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com

MThai News

ที่มา  metro

มุสลิมส่งสารถึง กลุ่ม IS เลิกอ้างชื่อศาสนา

ชาวมุสลิมผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นจำนวนมาก ใช้ #NotInMyName ส่งสารไปยังกลุ่มไอเอส เพื่อต่อต้านการนำศาสนามาบังหน้าในการก่อการร้าย

cats

เป็นที่ทราบกันดีว่า กลุ่มรัฐอิสลามในอิรักและซีเรีย หรือ ‘กลุ่มไอเอส’ มักใช้ช่องทางทางสื่อสังคมออนไลน์ในการเผยแพร่เรื่องราวความเคลื่อนไหว สร้างข่าว รับสมัครสมาชิกกลุ่ม โฆษณาชวนเชื่อต่าง ๆ นา ๆ

หลังจากเกิดเหตุวินาศกรรมโจมตีกรุงปารีสเมื่อวันที่ 13 พ.ย. ที่ผ่านมา ชาวมุสลิมทั่วโลก ได้ออกมาใช้ช่องทางดังกล่าวต่อกลุ่มไอเอส เพื่อไม่ให้นำศาสนา มาใช้ในการก่อเหตุรุนแรง ซึ่งทำให้ภาพลักษณ์ของศาสนาเปลี่ยนแปลงไป รวมถึงเป็นต้นตอของแนวคิดความเกลียดกลัวอิสลาม หรือ Islamophobia ทั้งยังส่งผลกระทบ ถึงชะตากรรมของผู้อพยพชาวซีเรีย ที่กำลังหลั่งไหลไปในยุโรปอีกด้วย

ชาวมุสลิมผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นจำนวนมาก ใช้ #NotInMyName เพื่อส่งสารไปยังกลุ่มไอเอส ว่าพวกเขาไม่ได้เป็นตัวแทนของศาสนาอิสลามอย่างที่มีการกล่าวอ้าง

ทั้งนี้ แคมเปญดังกล่าว เกิดขึ้นนับตั้งแต่วันที่ 10 ก.ย. โดยองค์กรในกรุงลอนดอน นับตั้งแต่การแพร่คลิปนายเดวิด เฮนส์ อาสาสมัครชาวอังกฤษที่ถูก จิฮัด จอห์น เพชรฆาตจากกลุ่มไอเอสสังหารด้วยการฆ่าตัดคอ ที่ต้องการส่งสารว่า การเสียชีวิตของผู้บริสุทธิ์ ไม่ได้มีเหตุผลหรือสาเหตุมาจากศาสนา ผู้ก่อการร้ายเหล่านี้ ไม่ได้เป็นชาวมุสลิมอย่างแท้จริง รวมถึงยังอ้าง บิดเบือนหลักคำสอน ทั้งที่ในความเป็นจริง การกระทำของพวกเขา ขัดแย้งกับคำสอนที่แท้จริงอย่างมาก

ขอบคุณคลิปจากผู้ใช้ Active Change Foundation

ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com

MThai News

ที่มา mashable