ฟังอีกมุม! ปมทหารต่อยตร.ไม่พอใจถูกเรียกตรวจ

ฟังอีกมุม! ปมทหารต่อยตำรวจเลือดโชกไม่พอใจถูกเรียกตรวจ

จากกรณีที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ Thailand Police Story รายงานว่า เกิดเหตุนายทหารยศพันจ่าอากาศโท ทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลัง แค้นที่ถูกเรียกตรวจ จนเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขณะนี้นั้น

ล่าสุด (10 พ.ย. 58) เฟซบุ๊กชื่อ Boy Kampanat Chantaradechakol ซึ่งอ้างว่าเป็น พ.อ.ท. กัมปนาท จันทรเดชาคล ได้ออกมาโพสต์ชี้แจ้งถึงกรณีดังกล่าวว่า ไม่ได้เป้นไปตามอย่างที่สื่อต่าง ๆ มีการนำเสนอ ไม่มีการชกต่อยแต่อย่างใด แต่เป็นแผลจากการกระแทกกับเพดานขอบรถด้านใน

58

โดยมีรายละเอียดดังนี้

สวัสดีครับ กระผม พ.อ.ท. กัมปนาท จันทรเดชาคล ซึ่งเป็นบุคคลที่ตามข่าวที่ถูกกล่าวหา https://facebook.com/permalink.php?story_fbid=850672078364377&id=453355231429399&substory_index=0&__mref=message โดยการที่ข่าวได้ถูกออกไปตามสื่อต่าง ๆ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงไปมาก ทำให้กระผมต้องตกเป็นจำเลยของสังคม และทำให้กองทัพต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงเป็นอันมาก ดังนั้นกระผมจึงขอออกมาชี้แจงความจริงและปกป้องชื่อเสียงในฝั่งของกระผมบ้าง ดังนี้ครับ

ในวันดังกล่าวกระผมได้ขับรถเพื่อที่จะกลับบ้านย่านดอนเมือง โดยก่อนหน้านั้นกระผมได้ไปทานข้าวกับแฟนสาวย่านรามอินทรา โดยกระผมได้ดื่มเบียร์ไป 1 ขวด และได้เลิกดื่มไปสักพักก่อนที่จะขับรถออกมา (ผลแอลกฮอลล์ 48 มิลลิกรัม กฏหมายไม่ให้เกิน 50) โดยที่กระผมได้มีอาการอ่อนเพลียเนื่องจากตื่นเช้าเพื่อไปทำงานในทุก ๆ วัน จึงได้คุยกับแฟนสาวว่าจะไปนอนพักในโรงแรมที่ ม.ราชภัฏพระนคร

ซึ่งกระผมได้ขับรถมาเกือบถึง ม.ราชภัฏฯ และได้เห็นด่านตรวจที่ตั้งอยู่หน้า ม. โดยได้ตั้งอยู่บริเวณประตูทางออก (ประตูทางออกในขณะนั้นปิด) ซึ่งประตูทางเข้านั้นจะถึงก่อน จากนั้นกระผมได้ขับรถเข้าไปทางประตูทางเข้าซึ่งได้เห็น จนท.ตร. 2 นายยืนอยู่และได้ทำการขอตรวจค้น ซึ่งกระผมก็ยินยอมให้ตรวจค้นแต่โดยดี พร้อมทั้งแสดงบัตรข้าราชการให้ทราบ โดยกริยาและคำพูดของกระผมสุภาพและไม่ได้เบ่งแต่อย่า่งใด

จนท.ตร. ก็ได้ปล่อยให้กระผมขับรถเข้ามาภายใน ม. จากนั้นกระผมจึงได้ทำการเช็คราคาที่พักของโรงแรมใน ม. ดังกล่าว ปรากฏว่ามีราคาที่ค่อนข้างสูง ซึ่งกระผมได้ไตร่ตรองดูว่าไม่คุ้มกับที่จะพักแค่ไม่กี่ ชม. กระผมจึงได้คุยกับแฟนสาวว่าจะขับรถกลับไปนอนที่บ้านย่านดอนเมืองโดยจะขอจอดพักในบริเวณ ม. เพื่อดื่มน้ำและสูบบุหรี่ให้หายอ่อนเพลียก่อน ซึ่งใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที

จากนั้นกระผมจึงได้ขับรถออกไปทางหน้า ม. โดยเป็นทางเดียวกับทางเข้า ซึ่งกระผมได้ขับรถช้ามากเพราะในบริเวณ ม. ค่อนข้างมืดและใกล้ถึงทางออก ในระหว่างนั้นกระผมได้เห็น จ.ส.ต. นิยม สุขเกตุ ทำการโบกรถให้กระผมจอด โดยกระผมได้เห็นและกำลังจะจอดรถ จากนั้นกระผมได้ยินเสียงทุบรถของกระผมอย่างแรงและหลายครั้งมากพร้อมกับตะโกนบอกให้หยุดรถ กระผมจึงได้ทำการหยุดรถกระทันหันเนื่องจากตกใจคิดว่าจะขับรถชนอะไร

ภายหลังทราบชื่อคือ ร.ต.ท. สมคิด พิมพ์เงิน ซึ่งเป็นคู่กรณีของกระผม โดยหลังจากที่จอดรถ ร.ต.ท. สมคิดฯ ได้เปิดประตูรถและได้ให้แฟนสาวของกระผมลงจากรถ โดยใช้น้ำเสียงและกริยาที่ไม่สุภาพตั้งแต่แรก ซึ่งแฟนสาวของกระผมก็ได้ลงจากรถและ ร.ต.ท. สมคิดฯ ได้เข้ามานั่งทางฝั่งผู้โดยสารแทน ซึ่งกระผมได้สอบถามว่าทำไมต้องทุบรถแรงขนาดนั้น พร้อมทั้งได้แสดงตัวว่าเป็นทหาร แต่ ร.ต.ท. สมคิดฯ ได้ใช้น้ำเสียงและประพฤติกริยาที่ไม่สุภาพกับกระผม

โดยได้กล่าวหาว่ากระผมมีพิรุธและจะขับรถหลบหนีเพื่อไม่ให้ตรวจค้น ซึ่งกระผมได้อธิบายเรื่องราวแต่ต้นให้ฟัง และได้บอกให้ตรวจค้นรถได้ตามสบาย แต่ทาง ร.ต.ท. สมคิดฯ ไม่ฟังเหตุผลใด ๆ และได้นั่งอยู่ในรถของกระผมตลอดเวลา โดยที่ไม่ได้ทำการตรวจค้นแต่อย่างใด ซึ่งหลังจากนั้นกระผมและ ร.ต.ท. สมคิดฯ จึงได้เกิดการโต้เถียงกันอย่างรุนแรงถึงขั้นใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสมกันทั้งสองฝ่าย (เนื่องจากกระผมไม่เข้าใจในพฤติกรรมของ ร.ต.ท. สมคิดฯ ว่าทำไมไม่วิทยุให้ด่านที่อยู่บริเวณหน้า ม. ตรวจ แต่ทำไมต้องมาให้หยุดและลงจากรถในที่ที่เป็นที่มืด)

ซึ่งทาง จ.ส.ต. นิยมฯ เห็นท่าไม่ดีจึงได้กันตัวกระผมออกไปให้ห่างจากรถและ ร.ต.ท. สมคิดฯ โดยที่กระผมได้ดึงกุญแจรถมาเก็บไว้ที่ตัวกระผมเพื่อแสดงว่าบริสุทธิ์ใจว่าไม่ได้คิดจะหลบหนีแต่อย่างใด โดยตลอดเวลาผมได้พูดย้ำกับ ร.ต.ท. สมคิดฯ ว่าให้ตรวจค้นได้ตามสบาย ถ้าตรวจค้นเสร็จแล้วหรือไม่ได้ทำการตรวจค้นให้ลุกออกมาจากรถของกระผมด้วย โดยที่กระผมได้ขอร้องทาง ร.ต.ท. สมคิดฯ ในเรื่องดังกล่าวไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง

เนื่องจากกระผมต้องการที่จะปกป้องในทรัพย์สินของกระผมจากข้อหาที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ (ยัดยาเสพติด) ซึ่งจากเหตุการณ์และอารมณ์ของทั้งสองฝ่ายในตอนนั้น กระผมจำต้องกระทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะปกป้องฝ่ายกระผมจากเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุด โดยที่กระผมในขณะนั้นได้พูดคุยอยู่กับ จ.ส.ต. นิยมฯ ที่ดึงกระผมออกมาจากเหตุการณ์นั้น โดยไม่ได้โต้เถียงกันตามที่ข่าวเสนอไป และกระผมได้อยู่ห่างจากตัวรถประมาณ 10-20 เมตร โดยที่ จ.ส.ต. นิยมฯ ได้เข้าไปพูดคุยกับทาง ร.ต.ท. สมคิดฯ ว่าให้สงบสติอารมณ์เช่นกัน

ซึ่งในขณะนั้นแฟนสาวของกระผมได้เข้ามานั่งอยู่ในฝั่งคนขับของรถ และได้ยิน ร.ต.ท. สมคิดฯ กล่าวว่า “กราบตีนกูถึงจะจบ” โดยที่กระผมก็ได้ยินเช่นกันแต่ไม่ชัดเนื่องจากอยู่ห่างจากรถพอสมควร ซึ่งกระผมไม่ได้ถือสาอะไรเนื่องจากเข้าใจว่าเป็นอารมณ์โกรธของทั้งสองฝ่าย หลังจากนั้นแฟนสาวของผมก็ได้พูดคุยกับทาง ร.ต.ท. สมคิดฯ ว่าให้ใจเย็น ๆ และคุยกันด้วยเหตุผล ด้วยวาจาและกริยาที่สุภาพ แต่ทาง ร.ต.ท. สมคิดฯ ได้กล่าวตอบกลับไปด้วยวาจาและกริยาที่ไม่สุภาพ (ขึ้น กู มึง)

กระผมได้ยินดังนั้นเลยได้เข้าไปตักเตือนและต่อว่าว่าทำไมถึงใช้วาจากับผู้หญิงและเป็นประชาชนด้วยวาจาที่ไม่สุภาพ โดยหลังจากนั้นกระผมได้ถอยห่างออกไปจากรถเพื่อสังเกตการณ์ แต่ทาง ร.ต.ท. สมคิดฯ กลับไม่สนใจและได้โต้เถียงกับแฟนสาวของกระผมต่อด้วยวาจาที่ไม่สุภาพเช่นเดิม กระผมได้ยินอีกครั้งจึงได้เข้ามาตักเตือน ร.ต.ท. สมคิดฯ อีกครั้ง และได้ถอยออกมาจากรถเพื่อสังเกตการณ์เช่นเดิม

ซึ่งหลังจากนั้นทาง ร.ต.ท. สมคิดฯ ก็ยังใช้วาจาและกริยาที่ไม่สุภาพเช่นเดิม และมีท่าทีที่จะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ กระผมได้ยินดังนั้นจึงบันดาลโทสะและได้ตรงเข้าไปกระชากคอเสื้อ ร.ต.ท. สมคิดฯ โดยเจตนาคือให้ออกมาจากรถของกระผมและให้เลิกโต้เถียงกับแฟนสาวของกระผม ซึ่ง ร.ต.ท. สมคิดฯ ก็ไม่ได้ยินยอมที่จะออกมาจากรถโดยง่าย จึงเกิดการฉุดกระชากกันขึ้น โดยระหว่างฉุดกระชากกัน ศรีษะของ ร.ต.ท. สมคิดฯ ได้ไปกระแทกกับเพดานขอบรถด้านในหรือมือจับบนเพดานของฝั่งผู้โดยสารตอนหน้า เป็นเหตุทำให้ศรีษะของ ร.ต.ท. สมคิดฯ แตก (ซึ่งหลังจากนั้นกระผมได้ทราบว่าเป็นแผลแตกเนื่องจากกระแทกของแข็ง ไม่ถึงกับขั้นเย็บแผลแต่อย่างใด)

กระผมและ ร.ต.ท. สมคิดฯ เมื่อได้เห็นเลือดไหล ทาง ร.ต.ท. สมคิดฯ ก็ได้ลุกออกมาจากรถและกระผมก็ได้ปล่อยมือออกจากคอเสื้อ โดยที่ไม่ได้ทำการชกต่อยไปที่ใบหน้าหรือศรีษะเป็นจำนวน 2-3 ครั้งตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด หลังจากนั้นทาง ร.ต.ท. สมคิดฯ จึงได้วิทยุไปตาม จนท.ตร. คนอื่นในด่านให้มาช่วยดู ซึ่งกระผมก็ได้ยืนอยู่ในบริเวณนั้นและไม่ได้คิดที่จะหลบหนีหรือทำการต่อสู้แต่อย่างใด ซึ่งเมื่อทาง จนท.ตร. คนอื่น ๆ มาถึง กระผมก็ได้แสดงตัวว่าเป็นทหาร และไม่ได้ทำการขัดขืนหรือต่อสู้

แต่ทาง จนท.ตร. ไม่ฟังและได้ทำการกดกระผมลงไปบนพื้นและทำการใส่กุญแจมือประหนึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีอุกฉกรรจ์ และหลังจากนั้นกระผมได้พยายามที่จะขอโทษและไกล่เกลี่ยกับทาง ร.ต.ท. สมคิดฯ แล้ว แต่ทาง ร.ต.ท. สมคิดฯ ปฏิเสธที่จะไกล่เกลี่ยด้วย หลังจากนั้นจึงได้มีข่าวปรากฎในสื่อช่องทางต่าง ๆ

ซึ่งกระผมได้ตกเป็นจำเลยของสังคมซึ่งกระผมทนได้ และสิ่งที่ยอมไม่ได้คือกองทัพต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงเพราะกระผม ดังนั้นกระผมจึงขอออกมาชี้แจงความจริงของทางฝั่งกระผมว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร

http://www.js100.com/en/site/news/view/18866 อันนี้เป็นข่าวจาก จส.100 ซึ่งเขียนเหมือนกับเพจด้านบนที่กระผมได้โพสต์ไว้แต่ได้มีคำเปิดเผยจาก ร.ต.ท. สมคิดฯ ว่ากระผมขับรถเร็วมาก ซึ่งความจริงกระผมได้ขับช้ามากเนื่องจากมืดและอยู่ใกล้กับประตูทางออกของ ม.ราชภัฏพระนคร แล้ว และได้กล่าวว่าได้พยายามให้ผู้ที่ถูกเรียกใจเย็นและค่อยๆ พูดจากัน ซึ่งในขณะนั้น ร.ต.ท. สมคิดฯ ไม่ได้มีพฤติกรรมและวาจาที่ใจเย็นและค่อยๆพูดจากันเลย

ขอแสดงความนับถือครับ

พ.อ.ท. กัมปนาท จันทรเดชาคล

ขอบคุณข้อมูล/ภาพ  Boy Kampanat Chantaradechakol

MThai News

‘สิริกร’ ถาม ‘บิ๊กตู่’ ปิด ‘TK Park’ คือปิดประเทศทางปัญญา?

‘สิริกร’  ตั้งคำถาม นายกฯ  ปิด ‘TK Park’ คือ สัญญาณการ ‘ปิดประเทศ’ ทางปัญญาใช่หรือไม่?

จากกรณีกระแสข่าวสร้างความฮือฮา หลังนักออกแบบและสถาปนิกชื่อดัง นายดวงฤทธิ์ บุนนาค ได้โพสต์เฟสบุ๊กเปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเตรียมจะหารือ เพื่อยุบหน่วยงานศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) และ OKMD องค์การมหาชนที่ดูแล TCDC นั้น

วันที่ 10 พ.ย.58 นางสิริกร มณีรินทร์ ผู้ก่อตั้งทีเคปาร์ค และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก Sirikorn Maneerin แสดงความเห็นกรณีกระแสข่าวนี้เช่นกัน โดยระบุว่า

ลือ! ครม.ส่อปิด TK Park

หากข่าวนี้เป็นจริง ขอเรียนถามท่านนายกฯและรัฐบาลว่า นี่คือสัญญาณว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการปิดประเทศทางปัญญาใช่หรือไม่คะ

ในฐานะผู้ก่อตั้งและอดีตกรรมการบริหาร TkPark มาสองครั้งขอเรียนยืนยันว่าตลอดมา ตั้งใจจะทำในสิ่งที่เป็นเสมือนโครงสร้างทางปัญญาให้แก่เด็กและเยาวชน TkPark ไม่ได้เป็นเพียงห้องสมุดที่ให้บริการในห้างหรูเท่านั้น ห้องสมุดนี้เป็นที่พึ่งแก่ครอบครัวและเด็กที่ไม่มีสตางค์ซื้อหนังสือ ไม่มีที่ไปหลังเลิกเรียนมามากกว่าสิบปี TkPark ทำภารกิจมากกว่านั้น

หน่วยงานนี้จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านการเรียนรู้หลากหลายระดับชาติมาตลอด 10 ปี เพิ่งเปิดห้องสมุดประชาชน Tk Online Library ให้คนอยู่ไกลแสนไกลเข้าถึงหนังสือได้ และได้ตั้งมั่นในภารกิจที่ช่วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(มากกว่า 30 แห่ง) และโรงเรียนทั่วประเทศที่ต้องการพัฒนาพื้นที่ทางปัญญามาโดยคลอด เพื่อเพิ่มโอกาสทางการเรียนรู้แก่เด็กทั่งประเทศ รวมทั้งที่ยะลา ( เปิดมามากกว่า 7 ปีแล้ว) ปัตตานีและนราธิวาส (ดำเนินการร่วมกับศอบต.และเทศบาลของจว. คาดว่าจะเปิดเป็นของขวัญแก่คนปัตตานีได้ภายในปี 2559 และนราธิวาส ราวปี 2560)…

ดิฉันได้พยายามทำมาทั้งเมื่ออยู่ในตำแหน่งและไม่มีตำแหน่งใดๆเพราะเห็นแก่บ้านเมือง… ด้วยความหวังว่าจะช่วย”ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ได้ไปช่วยคิดขับเคลื่อนเรื่องการปฏิรูปการศึกษากับคณะกรรมการของอดีตรมว.ศธ.พลเรือเอกณรงค์ คณะกรรมาธิการการศึกษาของสปช. และสนช. ตลอดปีที่ผ่านมา โดยไม่ได้คิดแบ่งสีแบ่งฝ่ายใดๆ

มาวันนี้ ในฐานะประชาชน ขอน้อมตั้งคำถามที่อยากได้คำตอบว่า ท่านจะพาประเทศไทยของเราไปไหน มีประเทศใดในโลกบ้างที่ทุบห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ทิ้ง ขอฝากให้คณะทำงานของรัฐบาลดูตัวอย่างของประเทศเช่นสิงคโปร์ เกาหลี ญี่ปุ่นว่ารัฐบาลทุบหรือสร้างห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์คู่ขนานกับการปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้างขีดความสามารถให้ประชาชน…

ดิฉันเห็นด้วยว่าควรปรับปรุงองค์การมหาชนทั้งมวล รวมถึงองค์กรแห่งนี้โดยทบทวนภารกิจที่ซ้ำซ้อน ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ แต่การทุบทิ้งนั้นเป็นไปเพื่อสนองประโยชน์ส่วนบุคคลหรือส่วนรวมกันแน่???

ข่าวที่เกี่ยวข้อง >>> ลือสะพัด! ครม.เล็งยุบ TCDC องค์กรเรียนรู้กำเนิดยุคทักษิณ

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

บิ๊กตู่ ยินดีพม่าจัดเลือกตั้งยุติธรรม ย้ำหนุนปรองดอง

นายกรัฐมนตรี ส่งสารแสดงความยินดีต่อการจัดการเลือกตั้งเมียนมา ชื่นชม ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ส่งเสริม – พยายามจัดการด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีสารแสดงความยินดีต่อการจัดการเลือกตั้งของเมียนมา เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 พ.ย. ที่ผ่านมา

ประยุทธ์ จันทร์โอชา, เลือกตั้งพม่า, เมียนมาร์เลือกตั้ง2015

โดยกล่าวชื่นชม นายเต็ง เส่ง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน ที่ได้ส่งเสริมและพยายามดำเนินการจัดการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม

และแสดงความยินดีที่มีชาวเมียนมาได้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งเป็นจำนวนมาก ตลอดจนได้ย้ำเจตนารมณ์ของรัฐบาลไทยในการสนับสนุนพัฒนาการทางการเมืองและกระบวนการปรองดองแห่งชาติในเมียนมา อันจะนำพาประเทศไปสู่สันติภาพ ความมีเสถียรภาพ และความเจริญก้าวหน้า ซึ่งจะยังประโยชน์แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศต่อไป

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News