หากพูดถึงคำว่า ‘นางบำเรอ’ เป็นคำที่มักจะได้ยินกันในละคร วรรณกรรม หรือตำนาน แต่ในปัจจุบัน เป็นคำที่สะท้อนถึงการดูถูก เหยียดหยาม และไม่ได้รับการยอมรับในสังคมไทย
นางบำเรอตามความเข้าใจโดยทั่ว ๆ ไป คือเป็นหญิงที่ปรนเปรอเฉพาะชายคนใดคนหนึ่งทางเพศ โดยมิได้อยู่ในฐานะภรรยา บ้างก็ว่า ฐานะนางบำเรอ เกิดจากการที่หญิงชาย ไม่สามารถแต่งงานกันได้อย่างถูกต้อง ด้วยความแตกต่างทางสังคม ข้อห้ามทางศาสนา บ้างอยู่ในฐานะทาสทางเพศ ที่ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ของบรรดาขุนนาง และชนชั้นเจ้านาย ในอดีต ทว่านางบำเรอแตกต่างจากโสเภณีเนื่องจาก จะถูกใช้เพื่อประโยชน์ทางเพศในระยะยาว และต้องเกิดจากความสมัครใจ หาใช่ การบรรเทาความกำหนัดเพียงแค่ชั่วข้ามคือ
บางครั้งนางบำเรออาจจะนำมาใช้กับครอบครัวที่ผู้ชายต้องการมีลูก ในขณะที่ภรรยาของตัวเองไม่สามารถมีลูกได้ หรือเป็นหมัน ในบางประเทศ การเป็นเมียน้อย หรือ นางในฮาเรม ถือว่าเป็นนางบำเรอด้วยเช่นกัน หรือในบางประเทศ หมายรวมถึงคู่รัก ที่มีสัมพันธ์สวาท โดยปราศจากการแต่งงาน

นางในฮาเรม
แท้จริงวแล้ว นางบำเรอไม่เพียงแต่ปรากฏในสังคมไทย หากแต่มีปรากฏอยู่ทั่วโลก และมีมาอย่างช้านาน เริ่มที่มีการพูดถึงประวัติศาสตร์ในยุคกรีกโบราณ ในพื้นที่กรุงเอเธนส์ ตำแหน่งนางบำเรอ จะถือเป็นฐานะที่ต้อยต่ำมาก เพราะกฏหมายระบุว่า หากชายคนใดมีความสัมพันธ์ทางเพศกับสนมทาสและมีลูก ลูกที่เกิดจากสนมทาส หรือ นางบำเรอเหล่านี้ จะเป็นผู้ไร้สัญชาติในทันที ซึ่งพวกเธอจะต้องอาศัยอยู่ชายคาเดียวกับ ภรรยาหลวง และถูกใช้ประโยชน์ทางเพศ
ส่วนในยุคโรมัน กรุงโรมโบราณ นางบำเรอจะมีสถานะที่ค่อนข้างต่ำในสังคมเช่นเดียวกัน แต่กลับมีสถาบันฝึกฝนการเป็นนางบำเรออย่างมืออาชีพ แต่สถานะดังกล่าว จะติดตัวพวกเธอไปจนตาย ไม่มีสิทธิ์ใช้ชีวิตครอบครัวได้อย่างผู้หญิงทั่ว ๆ ไป
ส่วนในประวัติศาสตร์ของประเทศจีน ภายหลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์เข้าสู่ยุคเรืองอำนาจ นางบำเรอในจีน เรียกว่า ภรรยาน้อย แม้การมีภรรยามากกว่า 1 คนจะเป็นเรื่องผิดกฏหมาย แต่การมีภรรยาน้อยที่อยู่นอกกฏหมาย ไม่ถือเป็นเรื่องผิด และสามารถมีจำนวนมากเท่าไรก็ได้ เพียงแต่ต้องสามารถเลี้ยงดูให้ได้ตามกำลังของตัวเอง ส่วนลูกที่เกิดจากภรรยาน้อยในจีน จะถือว่ากำเนิดขึ้นอย่างถูกต้องตามกฏหมาย แต่จะต้องให้ความเคารพต่อทั้งแม่ของตัวเอง และฝ่ายภรรยาหลวง และถือเมียคนแรกของพ่อ คือแม่อีกคนหนึ่งของตนเอง

หลายครั้ง ที่ผู้หญิง เปลี่ยนแปลงสภาพกลายเป็นนางบำเรอ จากพิษสงคราม และบ่อยครั้งที่สตรีเป็นเหยื่อทางเพศของความขัดแย้ง ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มีการจัดตั้งสำนัก ‘นางบำเรอ’ โดย รัฐบาลหรือทหารในสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่น ซึ่งมีนางบำเรออยู่ในประเทศต่าง ๆ ที่ตกอยู่ภายใต้การรุนราน อาทิ จีน ฟิลิปปินส์ อินโดนิเซีย พม่า นิวกินี ฮ่องกง มาเก๊า หรือแม้กระทั่งไทยก็ตกเป็นเป้าหมาย ในเรื่องนี้เช่นกัน
สตรีที่ถูกนำมาเป็นทาสทางกามารมณ์ให้เหล่าทหารญี่ปุ่น ส่วนใหญ่ได้มาจากการใช้กำลังลักพาตัว หลอกลวงว่าจะพามาทำงาน บางส่วนยินยอมมาเข้าร่วมสำนักด้วยความเต็มใจ ซึ่งนักวิชาการชาวญี่ปุ่น คำนวณว่ามีสตรีจำนวนราว 20,000 คนเป็นอย่างน้อย ที่ตกเป็นทาสกามารมณ์ในยุคนี้ ในขณะที่นักวิชาการชาวจีน ระบุว่า มีนางบำเรอถูกเกณฑ์มายังสำนักดังกล่าวมากกว่านั้นถึงราว ๆ 400,000 ราย
นางบำเรอในอิสราเอล ได้รับสิทธิ์ทุกอย่างเท่าเทียมกับภรรยาในสมรส แม้จะดูขัดกับหลักความเชื่อของชาวยิว ที่ระบุถึงการยึดหลัก ผัวเดียวเมียเดียว และห้ามเปลี่ยนแปลงคู่สมรสตลอดชีวิตเป็นสิ่งสำคัญ จากความตั้งใจเดิมของพระเจ้าสูงสุด แต่กระนั้น กลับอนุญาตให้สามารถหย่าร้าง และมีภรรยาได้มากกว่า 1 คน ด้วยเหตุผลจากธรรมชาติของผู้ชาย ส่วนผู้หญิงที่เป็นม่าย ผ่านการหย่าร้าง ไม่มีญาติมิตรที่ไหน และขาดที่พึ่ง พวกเธอไม่มีทางเลือก และหากพวกเธอไม่ต้องการเป็นคนเร่ร่อน หรือโสเภณี จึงต้องเลือกมาใช้ชีวิตอย่างเช่นนางบำเรอแทน
นับได้ว่า ผู้ที่ตกอยู่ในฐานะนางบำเรอ มักจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้า คายไม่ออก และไม่มีทางเลือก รวมถึงส่วนใหญ่ไม่เต็มใจที่จะเป็น แต่กระนั้น การตกอยู่ในฐานะทาสทางกามารมณ์เช่นนี้ ก์ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเธอสูญเสียความเป็นคนไป หากแต่ทำเพื่อความอยู่รอบ และทางเลือกที่ดีกว่าเพื่อการดำเนินชีวิต
ตอกตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com
MThai News