MThai ข่าวภาคซ่าส์ ได้หยิบยกเอาเรื่องราวที่ผู้คนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มานำเสนอให้ท่านได้ชมกันอีกครั้ง กรณีหนุ่มพนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทย พูดแซวแอร์โฮสเตสสาวบนเครื่องบิน สายการบิน Lion Air เที่ยวบิน SL8536 กรุงเทพ –หาดใหญ่ ขณะยกกระเป๋าว่า ให้วางกระเป๋าของตนเองดี ๆ เดี๋ยวจะระเบิด จากนั้นแอร์สาวจึงรีบแจ้งเรื่องดังกล่าวไปที่กัปตัน ทำให้เที่ยวบินดังกล่าวต้องล่าช้านานกว่า 6 ชั่วโมง เพราะต้องนำกระเป๋าเดินทางของผู้โดยสารทั้งหมดลงมาตรวจใหม่
จากนั้นจึงมีการควบคุมตัวชายหนุ่มคนดังกล่าว ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวไปดำเนินคดี และเมื่อทำการสอบสวน เขาได้ให้การว่า เขาแค่พูดจาหยอกล้อแอร์โฮสเตสเท่านั้น แต่เรื่องไม่จบเพียงเท่านั้น เนื่องจากทางสายการบิน Lion Air เตรียมดำเนินคดีฟ้องร้องเพื่อเรียกค่าเสียหายจากเหตุดังกล่าว เนื่องจากการกระทำนี้ได้สร้างความเสียหายแก่สายการบินมูลค่าหลายแสนบาท ทั้งค่าที่จอดเครื่องบิน การบริการพนักงานต้องรับ เที่ยวบินล่าช้า
และนี่ถือเป็นคดีแรกหลังมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ.2558 ซึ่งเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหา แจ้งข้อความหรือส่งข่าวสารซึ่งรู้อยู่แล้วว่าเป็นเท็จ ให้ผู้อื่นที่อยู่ในท่าอากาศยานหรืออยู่ระหว่างการบินตกใจ ตามมาตรา 22 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ.2558 โดยมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แอร์สาวถูกหนุ่มแซวระวังมีระเบิด
สำหรับ พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2558 นั้น มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ (14 ก.พ.58) มีเนื้อหาที่น่าสนใจคือได้กำหนดการกระทำใดที่เป็นความผิดในอากาศยานและบทกำหนดโทษหลายประการ มีทั้งโทษปรับ จำคุก
รายละเอียดดังนี้
มาตรา 7 ผู้อยู่ในอากาศยานในระหว่างการบินผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของ ผู้ควบคุมอากาศยานหรือเจ้าหน้าที่ประจําอากาศยานซึ่งสั่งในนามผู้ควบคุมอากาศยาน ที่เป็นคําสั่งเพื่อ รักษากฎ ระเบียบ และความเรียบร้อยในอากาศยาน ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
ถ้าการกระทําตามวรรคหนึ่ง เป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคําสั่ง ที่สั่งเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่อากาศยานหรือแก่บุคคลหรือทรัพย์สินในอากาศยาน ผู้กระทําต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
มาตรา 8 ผู้อยู่ในอากาศยานในระหว่างการบิน ผู้ใดกระทําการหรือมีสิ่งอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท
(1) สูบบุหรี่ในห้องน้ำหรือที่อื่นใดที่มิใช่สถานที่ที่จัดไว้ให้สูบบุหรี่เป็นการเฉพาะ
(2) ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในเวลาที่ห้ามใช้
(3) มีสิ่งที่มีประกาศห้ามมิให้นําขึ้นไปในอากาศยานไว้ในการครอบครอง
ถ้าการกระทําตามวรรคหนึ่ง เป็นการกระทําเพื่อให้เกิดการขัดข้องแก่อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของอากาศยาน ผู้กระทําต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
ความผิดตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ควบคุมอากาศยานมีอํานาจรับชําระค่าปรับในอัตราขั้นสูงจากผู้กระทําความผิดได้ และเมื่อผู้กระทําความผิดได้ชําระค่าปรับแล้ว ให้คดีเลิกกัน

‘ไลอ้อนแอร์’ เตรียมฟ้องหนุ่มปากพล่อย แซวแอร์สาวระวังมีระเบิด
มาตรา 13 ผู้อยู่ในอากาศยานในระหว่างการบินผู้ใดกระทําการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ ถ้าการกระทํานั้นเป็นการรบกวนการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ควบคุมอากาศยานหรือเจ้าหน้าที่ประจําอากาศยาน หรือทําให้ประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ควบคุมอากาศยานหรือเจ้าหน้าที่ประจําอากาศยานลดลง ผู้กระทําต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 280,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
(1) ใช้กําลังทําร้ายผู้ควบคุมอากาศยานหรือเจ้าหน้าที่ประจําอากาศยาน
(2) ทําให้ผู้ควบคุมอากาศยานหรือเจ้าหน้าที่ประจําอากาศยานเกิดความกลัวหรือความตกใจ โดยการขู่เข็ญ ไม่ว่าจะทําด้วยใช้แรงกายภาพหรือด้วยวิธีอื่นใด
มาตรา 22 ผู้ใดแจ้งข้อความหรือส่งข่าวสารซึ่งรู้อยู่แล้วว่าเป็นเท็จ และการนั้นเป็นเหตุหรือ น่าจะเป็นเหตุให้ผู้ที่อยู่ในท่าอากาศยานหรือผู้ที่อยู่ในอากาศยานในระหว่างการบินตื่นตกใจ ผู้กระทํา ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
ถ้าการกระทํานั้นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อความปลอดภัยของอากาศยานในระหว่างการบิน ผู้กระทําต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 5-15 ปี หรือปรับตั้งแต่ 200,000-600,000 บาท หรือทั้งจํา ทั้งปรับ
อย่างไรก็ตามล่าสุด นายอัศวิน ยังกีรติวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยไลอ้อนแอร์ เปิดเผยว่า ตอนนี้กำลังรอเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบปากคำเพิ่มเติม กรณีมีชายแซวแอร์โฮสเตสว่ามีระเบิด จนทำให้เครื่องเดินทางล่าช้า ในวันที่ 6 พฤศจิกายนนี้ แล้วถ้าสรุปผลทางคดีอาญาได้แล้ว ก็จะฟ้องเรียกค่าเสียหายของเที่ยวบินชั่วโมงละ 250,000 บาท รวม 6 ชั่วโมง และเมื่อรวมค่าเสียหายอื่น ๆ รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท
MThai News