เปิดเรื่องราวสุดซึ้ง! หญิงสาวเคยดื้อ ทำผิดต่อพ่อแม่ กระทั่งป่วยแล้วมีพ่อแม่คอยดูแล เผยควรรู้คุณค่าของครอบครัว ก่อนจะสายเกินไป
กลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวสุดซึ้งที่ถูกแชร์อย่างล้นหลามในโลกออนไลน์ สำหรับความผิดพลาดของหญิงสาวคนหนึ่งที่ไม่สนใจครอบครัว กระทั่งป่วยหนัก ทำให้รู้คุณค่าของคนในบ้านมากขึ้น เรื่องราวดังกล่าวทำเอาชาวโซเชียลต่างน้ำตาซึมไปตามๆ กัน
โดยผู้ใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ Vimwipa Klaviggarn ได้โพสต์ภาพสาวคนหนึ่ง ในสภาพอาการป่วยสาหัส พร้อมบอกเล่าเรื่องราว ระบุว่า “เหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตเราไปตลอดชีวิต ลังเลอยู่นานว่าจะเขียนดีไหม แต่เพื่อนหลายคนสนับสนุน เพราะน่าจะเป็นประโยชน์ให้กับวัยรุ่นสมัยนี้ไม่มากก็น้อย ที่ผ่านมาเราใช้ชีวิตผ่านไปวันๆ เหมือนวัยรุ่นทั่วไป สนุกสนาน เที่ยวนู่น โผล่นี่ โดยให้ตรรกะง่ายๆกับตัวเองแค่ว่า “ถ้าไม่สนุกตอนวัยรุ่น จะให้ไปสนุกตอนไหน”

เปิดเรื่องราวสุดซึ้ง! ควรรู้คุณค่าของครอบครัว ก่อนจะสายเกินไป
อยากไปไหนก็ไป อยากทำอะไรก็ทำ ใช้ชีวิตฉีกกรอบที่ครอบครัววางไว้ให้สุดเหวี่ยง แม้แต่เรื่องเรียน สอบติดทุกคณะทุกมหาวิทยาลัยที่อยากเรียน แต่พอเรียนแล้วไม่ชอบก็ไม่ทน ไม่เคยจบปี 1 สักครั้ง ไม่เคยได้สัมผัสปีสอง (ซึ่งตอนนี้เราโอเคกับเรื่องเรียนแล้ว เพราะหาตัวเองเจอแล้วเรียบร้อย และนี่จะเป็นการซิ่วครั้งสุดท้าย) เป็นคนหัวรั้น ไม่ฟังใคร แม้แต่พ่อแม่ก็เอาไม่อยู่ เราถือแค่ว่าเราหาเงินเรียนเอง ส่งตัวเอง ดูแลตัวเองได้ ไม่เคยเป็นภาระใคร
เพราะฉะนั้นเราขอตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเอง เราโตพอแล้วและเอาตัวรอดได้ มีกินมีใช้ และมีเงินส่งกลับไปให้ที่บ้าน นั่นสตรองพอแล้ว คิดแค่นั้น เราแทบไม่กลับบ้าน จากแต่ก่อนติดบ้านมากๆ เป็นลูกสาวคนเดียว ง่ายๆ เป็นลูกแหง่เลย ติดพ่อแม่มากๆ แต่ช่วงที่ผ่านมาคือเราหายหัว โผล่นู่นแว้บนี่ สองสามเดือนพ่อแม่จะได้เห็นหน้าเราสักที นอนบ้านได้สองสามคืนแล้วกระสับกระส่าย รู้สึกขาดอิสระ
สุดท้ายกลับหอ ไปหอเพื่อนบ้าง ต่างจังหวัดบ้าง แบคแพคคนเดียวก็มี สุดท้ายเป็นคนเสพติดการมีอิสระ และการไม่อยู่นิ่ง จนลืมบ้าน ลืมครอบครัว สำหรับเราตอนนั้นรู้สึกว่ามันเป็นปกติของวัยรุ่น แต่สำหรับพ่อแม่คงเป็นความทุกข์ใจไม่น้อย ซึ่งเราลืมนึกถึง
จนเกิดเหตุการณ์เปลี่ยนชีวิตเรา ตอนนั้นเราไประยอง (ขออนุญาตไม่บอกเหตุผล เพราะไม่อยากพาดพิงใคร) ก่อนหน้านั้นเราเป็นโรคซึมเศร้ามาได้ระยะหนึ่งแล้ว ตอนไปที่นั่นเจอเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง จนเราไม่สามารถควบคุมสติได้ (คนเป็นโรคนี้จะเข้าใจ แค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ส่งผลกระทบมากๆ ซึ่งเรื่องที่เราเจอมันหนักจริงๆ ยิ่งกว่าฝันร้าย) บวกกับตอนนั้นร่างกายแย่มากๆ
เนื่องจากโดนทำร้ายร่างกาย จนกระดูกซี่โครงขวาร้าว หัวฟาดพื้นจนต้องเข้าเครื่องสแกนสมอง ตอนนั้นร่างกายเราไร้เรี่ยวแรง และไม่รู้จักใครแถวนั้นเลย โทรศัพท์พัง เหลือไอแพด ตัดสินใจไลน์หาเพื่อนที่มหาวิทยาลัย ในความโชคร้ายยังมีความโชคดี เพื่อนเรามีคนรู้จักอยู่แถวนั้น เขามารับเรา และไปส่งที่คิวรถให้กลับมหาวิทยาลัย พร้อมให้เงินค่ารถ แต่ยังไม่ทันจะได้ไปไหน เราลงจากรถเขาและร่วงทันที หัวฟาดพื้น หมดสติ หลังจากนั้นก็ไม่รับรู้อะไรอีก
ทางโรงพยาบาลพยายามติดต่อหาญาติเรา แต่ไม่มีข้อมูลอะไรทั้งสิ้น จนคนที่ช่วยเหลือกลับบ้านไป เราตื่นมาหลังจากสลบไปหลายชั่วโมงด้วยความทรมาน มีเครื่องช่วยหายใจ สายยางเจาะกระเพาะ ไขสันหลัง เราพูดไม่ได้ เห็นภาพลางๆ หูได้ยินไม่ค่อยชัด ตอนนั้นมันทรมานมาก เหมือนมีคนมาบีบคอตลอดเวลา มันหายใจไม่ออก เหมือนจะขาดใจ
เรากรีดร้องตลอดเวลา เพราะตอนนั้นมันทรมานมากจริงๆ อยากตายให้รู้แล้วรู้รอดเพราะทนความทรมานไม่ไหว กว่าจะผ่านไปแต่ละวินาที มันเจ็บปวดมากๆ เกิดมาไม่เคยทรมานขนาดนี้ เราร้องจนหมดสติไปอีกรอบ คราวนี้เราไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว มันเหมือนความเจ็บปวดวิ่งขึ้นไปจุดสูงสุดจนระเบิดออกมา แล้วทุกอย่างดับ
เรามารู้ตัวอีกทีตอนเราได้ยินเสียงๆ หนึ่ง เสียงที่เราคุ้นเคย เสียงผู้หญิงคนหนึ่งร้องไห้ เรียกชื่อเราไม่หยุด “ตอง ตอง หนูเป็นอะไรลูก” พูดวนอยู่แต่แบบนั้น เราได้ยินแล้วร้องไห้โฮเลย ลืมตามาเห็นแม่ร้องไห้ ความคิดเราตอนนั้นเหมือนเจอนางฟ้ามาโปรด ความอบอุ่นมันกลับเข้ามา ดีใจและโล่งใจมากที่เจอแม่อยู่ตรงนี้ เราหายกลัว หายผวา ตอนนั้นเราพูดไม่ได้ เราค่อยๆ
ยกมือขึ้นแล้วอ้าปากพะงาบๆ ขอโทษแม่ แม่บอกเราว่า ไม่เป็นไรลูก ไม่ต้องขอโทษแม่ไม่เคยโกรธหนู นอนเถอะนะ น้ำตาเรายิ่งไหลหนักเข้าไปอีก แม่ไม่โกรธเราเลยที่เราโกหก ที่เรามาอยู่ตรงนี้ แม่เอาแต่พะว้าพะวงถามหมอว่าลูกเป็นอะไรมากไหม ทำไมต้องใส่เครื่องเยอะขนาดนี้ หมอบอกว่าเมื่อหลายชั่วโมงที่แล้วหัวใจเราหยุดเต้นไปชั่วขณะหนึ่ง จนต้องใช้เครื่องปั๊มหัวใจ
แม่เราได้ยินถึงกับล้มลงกับพื้น “น้องร่างกายอ่อนแอมากจากอาการช้ำใน ซี่โครงขวาร้าว แล้วก็ตับวาย” แม่เรามือสั่นไปหมด เรียกพ่อเข้ามา พ่อไม่ยอมมาฟังอะไรทั้งนั้นเพราะรับไม่ได้ พ่อมองเราแล้วหันหลังให้เพราะทนดูสภาพลูกสาวคนเดียวของเขาไม่ไหว เราเห็นภาพพ่อกับแม่ทรมาน แต่พูดอะไรไม่ได้ทำอะไรไม่ได้เลย ได้แต่นอนน้ำตาไหล
หมอบอกให้พ่อกับแม่เราทำใจ เพราะค่าตับเราสูงมาก เกือบ 6,000 ซึ่งค่าตับคนปกติไม่ถึง100 แม่เราไม่ยอม แม่บอกถ้าหมอรักษาไม่ได้ก็จะย้ายไปที่อื่น ไม่ทำใจอะไรทั้งนั้น พ่อจูบที่ฝ่าเท้าเราเลย พ่อพูดแค่ว่า “อยู่กับป๊านะลูกดวงใจของป๊า” พ่อหันไปพูดกับแม่ว่าทำไมเขาบุญน้อยจัง ได้ลูกมาอยู่ด้วยแค่นี้จริงๆ เหรอ เราฟังแล้วใจจะขาดเลยสงสารพ่อกับแม่มาก ที่ผ่านมาเรามัวคิดถึงอะไร ไปอยู่ที่ไหนมา
ตอนนั้นสัญญากับตัวเองเลย “จะตายไม่ได้ ห้ามตาย ยังไม่ได้ทำให้พ่อแม่ภูมิใจเลย ถ้าเราตาย ตอนแก่ใครจะเลี้ยงพ่อแม่” รู้สึกว่าตอนนั้นตัวเองพลาดมาก ปล่อยใหัตัวเองมาถึงจุดนี้ได้ยังไง เราย้ายมารักษาตัวที่โรงพยาบาลชลบุรี ประมาณ 1 เดือนกว่าๆ เราช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย พ่อแม่คอยป้อนข้าวป้อนน้ำ เช็ดตัวให้ ใส่แพมเพิร์สพ่อแม่ก็เปลี่ยนให้ เช็ดให้ พ่อแม่ใส่ใจเราทุกอย่าง พ่อกินกาแฟดำทุกคืน ไม่ยอมหลับยอมนอนเพื่อเฝ้าเรา 24 ชม.
บางทีเราแกล้งหลับก็ได้ยินเสียงพ่อแม่แอบร้องไห้ แค่ร้องโอยคำเดียวพ่อแม่ก็ลุกมาดูแลเป็นห่วงเราทุกอย่าง หมดค่ารักษาเป็นแสนๆ พ่อกับแม่ก็หามาให้ ทำให้เราโดยไม่ตำหนิเราสักคำทั้งๆ ที่เราทำผิด ทุกครั้งที่พ่อเช็ดตัวให้เห็นรอยช้ำตามตัวเราพ่อก็ร้องไห้ เราสงสารพ่อกับแม่มากจริงๆ
จนปัจจุบันเราอาการดีขึ้นมาก ฟื้นตัวไวมาก มากกว่าการรักษาที่ดีคือความรักจากครอบครัว เราได้กำลังใจจากครอบครัวมหาศาล โดยเฉพาะพ่อกับแม่ ความเจ็บปวดที่เราผ่านมาทั้งหมด เราว่ามันหนักหนาสาหัสแล้ว แต่เชื่อเถอะ พ่อแม่มากกว่าหลายเท่า วันที่เราทำผิดจนไม่น่าให้อภัย พ่อแม่ยังให้อภัยเรา วันที่เราเจ็บปวดปางตาย พ่อแม่เจ็บปวดกว่าหลายเท่า
วันที่เราสุขสบาย มีคนมากมายเข้ามาในชีวิตเรา วันที่เราทุกข์ทรมานไม่เหลือใคร มีแต่พ่อแม่อ้าแขนรับเรา
อย่าปล่อยให้ใครหรืออะไรเข้ามาทำร้ายเรา เพราะนั่นเท่ากับปล่อยให้เขามาทำร้ายพ่อแม่เราด้วย กระดูกของเรามาจากพ่อ เลือดเนื้อของเรามาจากแม่ อย่าไว้ใจใคร อย่าคาดหวังใคร แม้แต่คนใกล้ตัว คนเรามันเปลี่ยนกันได้ทุกวินาที อย่าเรียกร้องหรือต้องการอะไรจากใคร
จงเป็นผู้ให้และผู้เติมเต็มให้กับชีวิตตัวเอง และรู้จักแบ่งปันและสร้างประโยชน์ให้แก่คนอื่น และที่สำคัญอย่าลืมตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ แล้วชีวิตคุณจะมีความสุข ต่อไปนี้ขออุทิศตัวเองในการช่วยเหลือและทำการกุศลทุกด้าน ชีวิตมันสั้น มีโอกาสหายใจก็ใช้มันไปให้ตัวเองและผู้อื่นมีความสุขเถอะ”
หลังจากที่เรื่องราวดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ออกไป บรรดาชาวโซเชียลเข้าไปแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่ต่างบอกว่าขอให้หายไวๆ พร้อมให้กำลังใจ และชื่นชมในความเข้มแข็งที่ผ่านอาการป่วยไปได้
ขอบคุณภาพ Vimwipa Klaviggarn
ติดตามข่าวสารอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com
MThai News