DSIเรียก ‘พานทองแท้-พ่อศิธา’ สอบคดีฟอกเงินกรุงไทย

ดีเอสไอ ส่งหนังสือเรียก พานทองแท้ – กาญจนาภา – พ่อศิธา สอบคดีฟอกเงินกรุงไทยพรุ่งนี้ 

วันที่ 21 ม.ค.59 พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ ) กล่าวว่า ได้ส่งหนังสือเรียกผู้เกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงินกรุงไทย 3 ราย เข้าให้ปากคำในวันพรุ่งนี้(22 ม.ค.) ประกอบด้วย นายพานทองแท้ ชินวัตร นางกาญจนาภา หงส์เหิน และนายมานพ ทิวารี บิดาของ น.ต.ศิธา ทิวารี เพื่อชี้แจงประเด็นที่มีชื่อเป็นผู้รับเช็คที่มาจากการอนุมัติเงินกู้ธนาคารกรุงไทยให้กับกลุ่มกฤษดามหานครว่าเป็นการจ่ายเช็คเพื่อชำระมูลหนี้นเรื่องใดโดยขอให้ชี้แจงถึงมูลหนี้รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับหนี้

Oak Panthongtae Shinawatra

ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้รับติดต่อจากบุคคลทั้ง 3 ว่าจะเข้าพบพนักงานสอบสวนตามหนังสือเรียก หรือเลื่อนการเข้าให้ปากคำออกไปก่อน ส่วนพยานรายอื่นที่มีความชัดเจนว่ามีการรับเงินไปชำระค่าที่ดิน และจ่ายคืนให้กับลูกค้าที่ซื้อบ้านในโครงการกฤษดามหานครแล้วการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ จึงมีการคืนบ้าน

ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ยืนยันว่า นายวิชัย กฤษดาธานนท์ เจ้าของโครงการหมู่บ้านกฤษดามหานคร นำเงินกู้จากธนาคารกรุงไทยไม่ตรงวัตถุประสงค์ที่มีการอนุมัติ ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายองค์ประกอบความผิดคดีฟอกเงิน

ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com

MThai News

ประมงพื้นบ้านแถลงเรียกร้องนายกฯเลิกม.๓๔

สมาพันธ์ประมงพื้นบ้าน ออกแถลงการณ์ฉบับที่  เรียกร้องนายกรัฐมนตรี ยกเลิก มาตรา ๓๔ ในพรก. การประมง พ.ศ.๒๕๕๘
สมาพันธ์ประมงพื้นบ้านออกแถลงการณ์ ฉบับที่ ๓ ลงวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๕๙ เรียกร้องให้ นายกรัฐมนตรี ยกเลิก มาตรา๓๔ ในพระราชกำหนดการประมง พ.ศ ๒๕๕๙  รวมไปจนถึงการแก้ไขปรับปรุงในประเด็นอื่นๆ พร้อมขอเข้าไปมีส่วนร่วมในการนำเสนอข้อคิดเห็น  เพื่อรัฐบาลจะได้มีข้อมูลที่เพียงพอในการดำเนินการ
Thailand Fishing mthai

และในแถลงการณ์ดังกล่าวได้แสดงความขอบคุณข้าราชการและส่วนงานที่เกี่ยวข้องของทุกจังหวัด ที่อำนวยความสะดวกให้ชาวประมงพื้นบ้านเข้ายื่นหนังสือแสดงความคิดเห็นค้านการใช้มาตรา ๓๔ ในพรก.ประมง ๒๕๕๘ พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตที่แต่ละจังหวัดเร่งรีบดำเนินการจัดประชุมคณะกรรมการพหุภาคี ทั้งที่ไม่มีบทบาทกลไกใดๆ ต่อการแก้ไขปัญหาประมง

นอกจากนั้นในแถลงการณ์ฉบับดังกล่าวยังขอให้รัฐบาลมีความชัดเจนต่อบทบาทหน้าที่ และสัดส่วนของคณะกรรมการประมงจังหวัด และคณะกรรมการนโยบายประมงระดับชาติ เพื่อนำไปสู่การแก้ไข้ปัญหาประมงอย่างยั่งยืน ตามที่รัฐบาลต้องการ
—————————

แถลงการณ์ฉบับเต็ม

แถลงการณ์ ฉบับที่ ๓

กรณี“พระราชกำหนดการประมง พ.ศ.๒๕๕๘ กระทบประมงพื้นบ้าน”

ตามที่เครือข่ายชาวประมงพื้นบ้าน ๑๗ จังหวัด ชายฝั่งทะเลไทย ได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ผ่านจังหวัดต่างๆ ขอให้ยกเลิก มาตรา 34 ของ พระราชกำหนด การประมง พ.ศ.๒๕๕๘ ซึ่งมีหลักการจำกัด สิทธิชาวประมงพื้นบ้านขนาดเล็กโดยไม่มีเหตุจำเป็นอันควร ทั้งที่ในพระราชบัญญัติการประมงเดิมที่เคย ผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบของฝ่ายต่างๆ ไม่มีการจำกัดสิทธิของชุมชนประมงพื้นบ้านดังกล่าว (มาตรา43 ของพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.๒๕๕๘) ในโอกาสนี้ เราขอแถลง ดังต่อไปนี้

๑. เราขอขอบคุณผู้เกี่ยวข้องทุกจังหวัด ที่ให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกชาวประมงพื้น บ้านตามสมควร และขอเรียนผ่านแถลงฉบับนี้ ว่า หนังสือดังกล่าวทุกพื้นที่ “กราบเรียนถึงนายกรัฐมนตรี” เพื่อพิจารณา หวังว่าผู้เกี่ยวข้องแต่ละจังหวัดจะได้นำส่งถึง นายกรัฐมนตรีประเทศไทยโดยเร็ว ในการนี้ เพื่อให้รัฐบาลได้มีเวลา ในการไตร่ตรองข้อเท็จจริง เราจึงประกาศให้ทราบว่า เราขอเวลาในการติดตาม ความคืบหน้าภายในหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้า และพร้อมแลกเปลี่ยนประเด็นปัญหากับผู้เกี่ยวข้องโดยเปิดเผย

๒. เราทราบว่ากรมประมงและ ศป.มผ. ได้เร่งรัดให้จังหวัดต่างๆจัดประชุม “คณะกรรมการพหุภาคี แก้ไขปัญหาการประมงจังหวัด” ให้พิจารณาแบ่งเขตตามมาตรา ๓๔ โดย ”ไม่รอผลการพิจารณาของ นายกรัฐมนตรี”  ว่าจะพิจารณาข้อเสนอของชาวประมงพื้นบ้านอย่างไร และเราเห็นว่า “คณะกรรมการ พหุภาคีฯ” ดังกล่าว มิได้เป็นกลไกใดๆ ตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.๒๕๕๘ จึงล้วนเป็นการกระทำ ขัดแย้งกับการใช้กฎหมายฉบับใหม่ที่หน่วยงานรัฐกระทำละเมิดขั้นตอนกฎหมายเองทั้งสิ้น

๓. ทะเลไทยในปัจจุบัน ยังมีปัญหาการทำการประมงแบบทำลายล้างจำนวนมาก ที่ส่งผลให้ ชาวประมงพื้นบ้านที่มีจำนวนมากกว่า 85%ของชาวประมงทั้งหมดตกอยู่ในสภาพลำบากในการดำรงชีพ  มีเครื่องมือประมงที่ทำลายแหล่งอาหารโปรตีนธรรมชาติของสังคมไทย โดยที่พระราชกำหนดการประมง ยังไม่สามารถสร้างหลักประกันใดๆ เราเห็นว่าการประมงไทยควรมุ่งเน้นปัญหานี้มากกว่าการออกกฎหมาย มาเพื่อจำกัดสิทธิของผู้ด้อยโอกาสให้ได้รับความลำบากมากกว่าเดิม

๔. นอกจากปัญหาตามมาตรา 34 แล้ว เรายังพบประเด็นปัญหาของข้อกำหนดในพระราชกำหนด การประมง พ.ศ.๒๕๕๘ ในประเด็นอื่นๆอีกมาก เช่น ในส่วนที่ว่าด้วยคณะกรรมการประมงประจำจังหวัด หรือคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ ในแง่สัดส่วน/บทบาทหน้าที่/ความเป็นไปได้จริงในการทำ หน้าที่เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูทะเลไทยอย่างยั่งยืน, ในส่วนมาตรา ๑๐ ที่มีผลให้ผู้ที่ใช้เรือทำการประมง แบบ “หาอยู่หากินหรือทำการประมงเพื่อบริโภคในครัวเรือน” ไม่สามารถทำประมงได้อีกต่อไป เป็นต้น

ในโอกาสนี้ เราขอเรียกร้องถึงนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาล เร่งพิจารณายกเลิก มาตรา ๓๔ และปรับปรุงประเด็นอื่นๆ ของพระราชกำหนด การประมง พ.ศ.๒๕๕๙ โดยเปิดโอกาสให้เราได้ร่วมเสนอ ข้อเท็จจริงอย่างเต็มที่  เพื่อแก้ไขปัญหาการประมงทะเลไทยให้ยั่งยืนต่อไป

๒๐ มกราคม ๒๕๕๙
สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย

ศาลรับ หญิงวีนแตกเพราะโดนใบสั่ง เป็นผู้พิพากษา

โฆษกศาลยุติธรรม แถลงยอมรับหญิงอาละวาดกรมการขนส่งเป็นผู้พิพากษาจริง เผยมีอาการป่วยทางจิตมานาน คาดไม่ได้รับยา

นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกสำนักงานศาลยุติธรรม ยอมรับว่าผู้หญิงที่ปรากฏ ในคลิปวิดีโออ้างตัวเป็นผู้พิพากษา เข้าไปติดต่อราชการ ที่กรมการขนส่งทางบก และด่าทอเจ้าหน้าที่ หลังพบว่า รถยนต์ของตัวเองที่จอดไว้หน้าอาคารถูกใบสั่ง ซึ่งคลิปดังกล่าวถูกส่งต่ออย่างแพร่หลายและมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมนั้นคือ

Untitled-3

นางสาวชิดชนก แผ่นสุวรรณ ผู้พิพากษาประจำสำนักงานศาลยุติธรรม ช่วยทำงานในตำแหน่งผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ซึ่งมีประวัติป่วยทางจิต ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ และต้องทานยารักษาตลอดเวลา โดยมีอาการดังกล่าวมาประมาณ 2 ปี แล้ว และทราบว่าก่อนเกิดเหตุ นางสาวชิดชนก ไม่ได้ทานยา อาการป่วยจึงกำเริบ ไม่สามารถควบคุมสติอารมณ์ได้

ซึ่งประธานศาลฎีกา ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง พร้อมมีคำสั่งให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ ที่สำนักงานศาลยุติธรรม ระหว่างรอผลการสอบสวน หากพบว่าบกพร่องต่อหน้าที่ จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ หรือ หย่อนความสามารถในการทำงาน มีโทษสูงสุด คือให้ออกจากราชการ แต่มีสิทธิ์ได้รับบำเหน็จบำนาญ

ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่า ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2556 หญิงคนดังกล่าวน่าจะเป็นบุคคลเดียวกันที่เคย นำเอาข้าวไข่เจียวกับน้ำปลาพริก โยนใส่รถประจำตำแหน่งของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง จนเป็นเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในขณะนั้น