แฉรพ.ดัง! จัดทริปพัฒนาบุคลากร แต่พบเป็นทัวร์เมืองกาญจน์

วอนตรวจสอบ หลังเพจปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน แฉโรงพยาบาลดัง จัดทริปพัฒนาบุคลากร แต่กิจกรรมเป็นแพคเกจทัวร์ของรีสอร์ท 

วันนี้ (20 ม.ค.) เป็นเรื่องราวที่ผู้คนบนโลกออนไลน์กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ หลังแฟนเพจ ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน ได้มีการโพสต์ภาพและข้อความถึง กรณีโรงพยาบาลหนองแสง อุดรธานี จัดทริปพัฒนาบุคลากรช่วงต้นปีที่กาญจนบุรี

12508815_1081374188561316_2706729512694212612_n

โรงพยาบาลหนองแสง อุดรธานี

ทางแฟนเพจระบุว่า พบกิจกรรมเป็นแพคเกจทัวร์ของรีสอร์ท ไหว้วัดถ้ำเสือ เที่ยวถ้ำกระแซ ทางรถไฟ แหล่งถ่ายหนัง ปางช้าง ล่องแพลอยคอ และเมื่อทำการตรวจสอบ พบข้อมูลการจัดโครงการฝึกอบรมสัมมนาของส่วนราชการ ที่อาจเข้าข่ายมีวัตถุประสงค์เพื่อการท่องเที่ยว โดยพบว่าโรงพยาบาลหนองแสง อ.หนองแสง จ.อุดรธานี ได้จัด OD ซึ่งเป็นกิจกรรมการพัฒนาองค์กรและบุคคลลากรตามยุทธศาสตร์ ระหว่างวันที่ 7-10 มกราคม 2559 ที่จังหวัดกาญจนบุรี

จากการตรวจสอบข้อมูลกิจกรรมการพัฒนาบุคลากรดังกล่าว พบว่าส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมท่องเที่ยว โดยวันแรกสักการะและเที่ยวชมวัดถ้ำเสือ วัดชื่อดังของจังหวัดกาญจนบุรีเป็นที่แรก จากนั้นทำกิจกรรมล่องแพ ลอยคอ ที่รีสอร์ทแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานที่พักสำหรับทริป OD ครั้งนี้ ช่วงเย็นและค่ำมีการจัดงานปาร์ตี้บนแพ

โปรแกรมวันที่ 9 มกราคม มีการเยี่ยมชมปางช้างไทรโยค จ.กาญจนบุรี จากนั้นไปเที่ยวชมถ้ำกระแซ เส้นทางรถไฟสายมรณะ ต่อด้วยช่วงเย็นจัดปาร์ตี้บนฝั่ง มีเทคแสงสีเสียงและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่วนวันสุดท้ายไปเยี่ยมกองถ่ายตำนานสมเด็จพระนเรศวร ค่ายสุรสีห์ จ.กาญจนบุรี หลังจากนั้นเดินทางไปยังสะพานข้ามแม่น้ำแควและเดินทางกลับในเย็นวันนั้น

ทางแฟนเพจได้ระบุเพิ่มเติมว่า กิจกรรมตามโปรแกรมดังกล่าวสอดคล้องกับ แพคเกจทัวร์ที่รีสอร์ทชื่อดังแห่งดังกล่าวจัดไว้สำหรับผู้เข้าพักและคณะทัวร์

อย่างไรก็ตามเมื่อทางแฟนเพจนำเรื่องดังกล่าวมาเผยแพร่ ผู้คนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนัก พร้อมกันนี้ยังเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย

MThai News

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก แฟนเพจ ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน

กองสลากฯ สั่งเพิ่มหวย 20 ล้านฉบับ เริ่ม 16 ก.พ.นี้

กองสลากฯ เพิ่มหวยอีก 20 ล้านฉบับ หวังเพิ่มโอกาสให้ผู้ค้ารายย่อย โดยจะเริ่มขายงวด 16 ก.พ.นี้

พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า กองสลากฯ จะพิมพ์สลากกินแบ่งรัฐบาลเพิ่มอีก 20 ล้านฉบับ หรือ 10 ล้านฉบับคู่ ในงวดวันที่ 16 ก.พ. 2559 โดยจะเปิดให้ผู้ลงทะเบียนในระบบซื้อเท่านั้น และสามารถซื้อสลากไปจำหน่ายได้ในวันที่ 3 ก.พ.2559 ทั้งนี้ จากการลงพื้นในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา พบว่าผู้ลงทะเบียนจองซื้อสลากมีการขายใบจองและทำเป็นอาชีพ ไม่ได้ขายสลากจริง จึงต้องการจัดสรรให้สลากถึงมือผู้ขายตัวจริงมากกว่า และในงวดต่อไป จะทยอยปรับลดจำนวนสลากจองมาเป็นสลากซื้อทั้งหมด

450x300

สำหรับการพิมพ์สลากเพิ่มอีก 10 ล้านฉบับคู่ ส่งผลให้จำนวนสลากในระบบทั้งหมดอยู่ที่ 60 ล้านฉบับคู่ หรือ 120 ล้านฉบับ จากเดิมที่พิมพ์จำหน่ายอยู่ที่ 50 ล้านฉบับคู่ หรือ 100 ล้านฉบับ แบ่งเป็นสลากในระบบโควตาที่กระจายไปให้มูลนิธิ 25 ล้านฉบับคู่ และระบบซื้อ-จอง 35 ล้านฉบับคู่ ในจำนวนนี้เป็นระบบซื้อ 13 ล้านฉบับคู่ และระบบจอง 22 ล้านฉบับคู่ โดยเชื่อว่าสลากที่พิมพ์เพิ่มขึ้นจะเพียงพอต่อผู้ค้าที่ลงทะเบียนในระบบจากซื้อรอบแรกกว่า 7 หมื่นคนได้ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม การเปิดให้ประชาชนซื้อ-จองลอตเตอรี่ล่วงหน้า ผ่านธนาคารกรุงไทย ยังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณตู้เอทีเอ็มธนาคารกรุงไทยทั่วประเทศ มีประชาชนมารอต่อคิวจำนวนมาก โดยผู้ค้าบางคนต้องมารอข้ามวันข้ามคืน เพื่อทำการสั่งซื้อ-จองลอตเตอรี่ โดยรอบล่าสุดการสั่งซื้อใช้เวลาเพียง 1.49 นาที ซึ่งทุบสถิติจากครั้งที่ผ่านมา ที่ทำเวลา 2.13 นาที ตั้งแต่เวลา 08.00-08.01 น.

ขอบคุณข้อมูล  ประชาชาติ

MThai News

สั่งจำคุก ‘ปิยะ’ 6 ปี คดีหมิ่นเบื้องสูง ม.112

ศาลพิพากษาจำคุก ‘ปิยะ จุลกิตติพันธ์’ ฐานหมิ่นเบื้องสูง ม.112 และ พ.ร.บ.คอมฯ จำคุก 9 ปี แต่คำให้การเป็นประโยชน์ จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกเป็นเวลา 6 ปี รอยื่นอุทธรณ์

ศาลอาญา รัชดา อ่านคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายปิยะ จุลกิตติพันธ์ หรือนายพงศธร บันทอน ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์

672946-01

พิพากษาจำคุก ‘ปิยะ จุลกิตติพันธ์’

จากกรณีเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ถึงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2556 จำเลยได้โพสต์ข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จำนวน 2 ข้อความ อยู่บนพระบรมฉายาลักษณ์ จำนวน 2 ภาพ ในบัญชีเฟซบุ๊กของจำเลยที่ใช้ชื่อว่า นายพงศธร บันทอน (SIAMAID)

โดยเจตนาทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพสักการะ โดยวันนี้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ เบิกตัว นายปิยะ จำเลย มาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ซึ่งตลอดการพิจารณาคดีจำเลยไม่ได้รับการประกันตัว ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์มีพนักงานสอบสวน และผู้ที่ตรวจสอบระบบคอมพิวเตอร์

ซึ่งได้รวบรวมพยานหลักฐานแจ้งความดำเนินคดี ฟังได้ว่าการกระทำดังกล่าว เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ให้จำคุก 9 ปี แต่คำให้การให้ชั้นสอบสวนและพิจารณาเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีอยู่บ้างจึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกเป็นเวลา 6 ปี

ภายหลัง นายปิยะ จำเลย กล่าวว่า จะปรึกษาทนายความที่จะพิจารณาเรื่องการยื่นอุทธรณ์ต่อไป