บทความดี ๆ เป็นกำลังใจแด่ผู้ป่วยมะเร็ง โรคที่ปัจจุบันสามารถรักษาได้หากรู้ตัวก่อน พร้อมเผยทุกขั้นตอนการรักษา ค่าใช้จ่าย ตั้งแต่ต้นจนจบ
ใกล้เข้าสู่ช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์แล้ว เว็บไซต์ MThai ได้ร่วมกับนิตยสารชื่อดัง ดิฉัน จัดกิจกรรมส่งภาพเข้าประกวดในคอนเซ็ป 9 LOVED DESTINATION เพื่อสื่อให้เห็นถึงความรักในมุมมองที่แตกต่างกันออกไป ได้มีสมาชิกเว็บไซต์ชื่อว่า มนทยา พะหูชนม์ หรือ คุณเมย์ ส่งภาพมาร่วมกิจกรรม พร้อมทั้งบรรยายข้อความว่า
‘2 ปีที่แล้วชีวิตสะดุดเพราะมะเร็งเข้ามาทักทาย โชคดีที่พบเร็ว รักษาได้แต่ต้องผจญกับคีโมหลายรอบ ปรับเปลี่ยนชีวิตครั้งใหญ่เพื่อให้ไม่กลับไปเป็นอีก บอกกับตัวเองว่าทำงานหนัก เครียด แบกรับหลายๆ อย่างไปเพื่ออะไร โลกนี้กว้างรอให้เราออกไปค้นหา ใช้ชีวิตให้เป็นแล้วรักตัวเองให้มากกว่าเดิม’
เรื่องราวของเธอได้รับความสนใจและมีการติดต่อไปยัง คุณเมย์ เจ้าของภาพ โดยเธอยินดีที่จะถ่ายทอดเรื่องราว การก้าวข้าม ‘โรคมะเร็งมดลูกและรังไข่’ เพื่อเป็นประโยชน์แก่สาธารณะชน รวมถึงเป็นกำลังใจให้ผู้ป่วย และผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง สามารถป้องกัน ไม่ให้โรคเกิดการบานปลายได้
คุณเมย์ ผู้ที่เคยป่วยเป็นโรคมะเร็ง และปัจจุบันเธอได้เข้าสู่ ‘ภาวะโรคสงบ’ มุ่งหวังให้เกิดความเข้าใจ และนำไปปรับใช้ในการดูแลตัวเอง เธอเล่าว่า การตรวจคัดกรอง เป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เพราะหากเรารู้ตัวตั้งแต่ต้น สามารถทำการรักษาได้ และมีทิศทางในการพยากรณ์โรคที่ดี
รู้ก่อนดีกว่า เริ่มรักษาที่ Stage 1 สิ่งสำคัญคือการ ‘ตรวจคัดกรอง’
เรื่องราวเริ่มต้นขณะที่คุณเมย์เป็นผู้ที่ใส่ใจ และตรวจสุขภาพประจำปีทุกปี จนปลายปี 2555 ผลจากตรวจ thin pep พบเซลผิดปกติแต่ไม่ใช่มะเร็ง แต่มี polyp ที่เยื่อบุโพรงมดลูกซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ปวดประจำเดือนมาก อาจารย์หมอเลยแนะให้ตรวจติดตามผลทุก 6 เดือน จนเวลาผ่านไปประมาณเดือนเมษาปี 2557 การมาตามนัดปกติ พบเนื้องอกขนาด 7 ซ.ม. ที่รังไข่ขวา จากการประเมินร่วมกับหมอที่รักษาเลยตัดสินจึงทำการผ่าออกทั้งมดลูกและรังไข่ขวา หลังจากตรวจเจอในสัปดาห์นั้น นับเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องเพราะผลแล็บพบว่าเป็นมะเร็งรังไข่และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก เป็น 2 อวัยวะพร้อมกัน ซึ่งไม่พบได้
อาจารย์หมอบอกว่า โชคดีมากที่มาตรวจทุก 6 เดือน น่าตกใจที่ก้อนมะเร็งโตเร็วในเวลาสั้น และการพบเร็วโดยยังไม่มีอาการผิดปกติทางร่างกาย ทำให้เป็นขั้นต้นๆ การพยากรณ์โรคนับว่าดี เพราะมะเร็งรังไข่ส่วนใหญ่จะพบตอนที่ผู้ป่วยมีอาการผิดปกติทางร่างกาย นั่นหมายถึงเป็นระยะลุกลาม
นอกจากนี้ อาจารย์หมอเคยฝากมาถึงผู้หญิืงหลายคน ที่ยังคงอายไม่กล้าไปตรวจภายใน ไม่ส่องกล้อง ไม่อัลตร้าซาวด์ ทำให้บางครั้งมาเจอโรคร้าย ตอนที่กระจายลุกลามมากรักษายาก ซึ่งน่าเสียดาย คุณเมย์กล่าวต่อไปว่า ‘อยากให้ผู้หญิงไม่กลัวไม่อายที่จะตรวจ’
พยากรณ์โรคดี มีชัยไปกว่าครึ่ง ?
เรื่องราวเริ่มต้นขณะที่คุณเมย์เป็นผู้ที่ใส่ใจ และตรวจร่างกายทุกครึ่งปี แรกเริ่มจากตรวจ thin pep ที่ รพ. เอกชนแห่งหนึ่ง พบเซลผิดปกติแต่ไม่ใช่มะเร็ง คุรเมย์เล่าว่า เมื่อเดือนเมษายนปี 2557 ตรวจเจอก้อนขนาด 7 cm ที่รังไข่ เลยตัดสินใจตัดรังไข่ข้างขวา พร้อมมดลูกทิ้ง จริงๆ mri เจอแต่รังไข่ แต่เนื่องจากมีอาการปวดท้องประจำเดือนมามาก ประเมินกับคุณหมอ ไหนๆ ต้องผ่าเปิดช่องท้อง เลยตัดมดลูกด้วยเลย ซึ่งพอผลแล๊บออกจึงพบว่าเป็นมะเร็งทั้ง 2 อวัยวะ คือมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกและมะเร็งรังไข่ ซึ่งโดยปกติจะพบได้น้อย พอทราบว่าเป็นมะเร็งเลยขอย้ายไปรับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลที่มีโรงเรียนแพทย์ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย จากการตรวจผลแล็บซ้ำ ยืนยันประเภทของมะเร็ง อาจารย์หมอแจ้งว่าควรรักษาด้วยคีโม 4-6 cycle
เข้าขั้นตอนการรักษา
จากนั้นได้เริ่มรักษาที่ รพ. รัฐแห่งหนึ่ง ซึ่ง อ.หมอ แนะนำให้ผ่าตัดรังไข่อีกข้างทิ้ง และต้องรับคีโม 4-6 cycle ส่วนขั้นตอนการรักษา คุณเมย์ก็มีการแย้งการรักษาในขั้นตอนการฉายแสง เนื่องจากอาการยังไม่ร้ายแรง และอยู่ในขึ้นที่ 1 จึงอาจจะเกินความจำเป็นที่จะต้องให้คีโมคู่กับการฉายแสง ซึ่งแพทย์ได้ทิ้งท้ายให้คนไข้ตัดสินใจเอง เธอจึงเลือกฉายแสงหลังการทำคีโม ได้ข้อสรุปคือให้ทำ CT scan และหลังจากนั้น 2 เดือน ค่อยสรุปผล ระหว่าง 2 เดือนนั้น คนไข้ต้องปรับตัวกับการทำคีโม และรับฤทธิ์ยาผลคือ ผลปกติ ไม่ต้องฉายแสง แต่หากผลไม่ปกติ ต้องฉายแสง คือแต่ละครั้งใช้เวลาราว 5-10 นาที แต่ต้องมาทุกวันติดๆ กัน 25 ครั้ง และต้องมีญาติมาด้วยทุกครั้ง
อาการของคุณเมย์ ในขั้นแรกถูกประเมินให้รับคีโม 4-6 cycle (ขึ้นอยู่กับ stage ของอาการที่พบ) ซึ่งมีหน้าตาเหมือนการให้น้ำเกลือ มีกระบวนการทำให้ยา เข้าไปทำลายเซลล์ในร่างกาย ซึ่งหมายถึงเซลล์ดีและร้ายโดนหมด ในกรณีของคุณเมย์มีการตอบสนองการรักษาดี อาจารย์หมอเลยสรุปว่าให้คีโมเพียง 4 cycle เท่านั้น ซึ่งคุณเมย์ จำเป็นต้องค้างคืนที่โรงพยาบาลในครั้งแรก เพื่อสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ส่วนครั้งต่อ ๆ ไปสามารถกลับบ้านได้เลย
โดยในวันแรก ๆ ผลกระทบจะยังไม่ชัดเจนนัก แต่อาการจะเริ่มแปลกไปในวันที่ 3 ผู้ป่วยจะรู้สึก ‘เหมือนถูกบอมบ์ภายใน’ มีอะไรทิ่มแทงในช่องท้อง ไม่สบายตัว จากนั้นหลังจาก 3-5 วัน ผู้ป่วยจะเริ่มคุ้นชินกับอาการ ส่วนอาการที่ชัดเจนที่สุด สำหรับผู้ป่วยบางคนคือ อาการชาตามมือและเท้า หลังจากนั้น คนไข้ต้องทานวิตะมินบี กับเหล็กเพื่อบำรุงเลือดทุกวัน ในขั้นแรกอาจมีอาการปวดตัว ต้องอาศัยเวลาในการฟื้นตัวระยะหนึ่ง
พอเข้าสัปดาห์ที่ 2 จะเป็นช่วงที่ต้องระวัง เพราะเม็ดเลือดขาวจะต่ำลง หมายถึงภูมิคุ้มกันจะน้อยลง เสี่ยงกับการติดเชื้อได้ง่าย โดยทั่วไปคนไข้ที่ให้คีโมจะได้รับคำแนะนำ ให้ลดความเสี่ยงกับการเป็นหวัด หรือท้องเสีย เพราะหากติดเชื้ออาการจะรุนแรงกว่าคนปกติ จะต้องไปพบแพทย์ นั่นหมายถึง งดไปอยู่ในที่สาธารณะที่มีคนเยอะๆ ควรกินอาหารปรุงสุก ผักสด ผลไม้ที่เปลือกบาง ควรจะงด เหตุผลคืออาจจะมียาฆ่าแมลงตกค้าง ล้างไม่สะอาด
จะต้องเช็คเม็ดเลือดเมื่อครบ 2 สัปดาห์ ใน cycle แรก พอครบ 4 สัปดาห์ จะให้ยารอบถัดไป ซึ่งต้องดูแลตัวเองให้สุขภาพแข็งแรง ทานไข่ขาวเยอะๆ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างโปรตีนกลับมาเร็วๆ สำหรับคนไข้มีเม็ดเลือดขาวต่ำกว่าเกณฑ์ หรือระดับเกลือแร่ต่ำ
หลังจากให้คีโมครบ ทุก 3 เดือน ต้องติดตามอาการเป็นระยะ ซึ่งการตรวจล่าสุดของคุณเมย์ คือ ค่าเลือดปกติ อยู่ในภาวะโรคสงบ ผล CT scan ปกติดี แต่โรคนี้ไม่มีคำว่า ‘หายขาด’ ฉะนั้นคุณหมอจะไม่ตอบว่าหายหรือยัง แต่ให้ติดตามอาการ ไปเรื่อยๆ อย่างน้อย 5 ปี แต่หมอสั่งไว้ว่าเราจะเจอกันไปอีก 10 ปี เลยต้องรักษาสัญญา ดูแลตัวเองตามที่อาจารย์หมอสั่งอย่างเคร่งครัด
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยระหว่างการรับการรักษา
คุณเมย์แนะนำว่า เราควรเก็บรายละเอียด เอกสารเกี่ยวกับการรักษาไว้ทั้งหมด เพราะให้ง่ายต่อการรักษาอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญคือการปฏิบัติตามแพทย์อย่างเคร่งครัด รวมถึงการหาข้อมูลเพิ่มเติมจากต่างประเทศ เพราะหากเราทราบข้อมูลทางการแพทย์ ก็จะทำให้สามารถคุยกับหมอรู้เรื่อง หากมีศัพท์ที่ยากจะเข้าใจ โดยการพบหมอแต่ละครั้ง ควรนำญาติ เช่นลูกหรือหลาน ที่สามารถทำหน้าที่ดูแลได้ เข้าพบด้วย
นอกจากนี้ คุณเมย์แนะนำว่า สำหรับโรงพยาบาลรัฐ มีค่าใช้จ่ายที่ถูกมาก ทั้งค่าหมอ ค่ายา และมีมาตรฐานเดียวกันไม่ว่าคุณจะใช้สิทธิ30 บาท ประกันสังคม จ่ายเอง เบิกราชการ ไม่มีเก็บค่าพยาบาล ค่าจิปาถะ แต่ในขั้นตอนการรักษากับโรงพยาบาลรัฐ จะต้องใช้ความใจเย็น เพราะจำนวนผู้ป่วยมีจำนวนมาก การเข้ารับรักษาแต่ละครั้ง จึงต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งวัน ในขั้นตอนต่าง ๆ ถ่ายภาพเก็บไว้ดูได้จะดีมาก เพราะทำให้เราสามารถสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกายได้ดี
ค่ารักษาพยาบาล ระหว่าง โรงพยาบาลรัฐ และเอกชน ?
*ในครั้งแรกที่คุณเมย์เข้ารับการผ่าตัด มีค่าใช้จ่ายในโรงพยาบาลเอกชน (เฉพาะค่าผ่าตัด) อยู่ที่ 400, 000 บาท ซึ่งข้อดีคือผ่าตัดรพ.เอกชนจะเร็วไม่ต้องรอคิว
*ส่วน โรงพยาบาลรัฐ ที่คุณเมย์ย้ายมาทำคีโม ค่าใช้จ่ายรวมแล้วเกือบ ๆ 100,000 บาท ซึ่งการให้คีโมที่ รพ.ที่มีโรงเรียนแพทย์จะมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าเอกชนมาก
บันทึกเบ็ดเตล็ด ตอน คนเป็นมะเร็งไปเที่ยวได้??
แต่กระนั้น ผู้ป่วยมะเร็ง ไม่จำเป็นจะต้องเก็บตัว หรือจมอยู่กับความเศร้า สิ้นหวัง คุณเมย์ เป็นตัวอย่างของการรับการรักษา ควบคู่กับการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เธอเล่าว่า แม้เธอจะป่วยเป็นโรคมะเร็ง แต่เธอสามารถออกท่องเที่ยวไปในที่ต่าง ๆ ได้ เพียงแต่ต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ
ที่สำคัญคือระหว่างนั้น ผู้ป่วยควรประเมินตนเอง พักเป็นระยะ ดื่มน้ำเยอะ ๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ แม้ว่าคุณเมย์ ที่ผ่านการทำคีโม ทำให้ผมร่วง เธอกลับไม่หวั่นไหว เธอแก้ไขด้วยการหาหมวกคลุม และวิกผม มาใส่ รวมถึงขนคิ้วที่ร่วงไป เธอแก้ไขด้วยการเขียนคิ้วทุกวัน พร้อมทั้งกล่าวติดตลกทิ้งท้ายด้วยว่า
‘จะว่าไปแล้วทำให้เที่ยวสนุกกว่าเดิมอีก ไม่ต้องมาสระ มาเซตให้เสียเวลา’
คุณเมย์เผยถึงมุมดี ๆ หลายข้อที่ได้จากการป่วยเป็นมะเร็ง
‘การฝึกตัวเองมาตลอดให้คิดบวก มันทำให้ลดความทุกข์ได้เยอะ การฝึกบ่อยๆ มันกลายเป็นธรรมชาติ คิดได้อัตโนมัติ ชีวิตหรรษาขึ้นเยอะ’
‘อย่าทำตัวป่วยๆ เพราะถ้านอนเบื่อๆ ป่วย ไม่ฝืน ไม่บังคับตัวเองไปทำงานไปมีกิจกรรมปกติเหมือนที่เคยทำ มันจะกลายเป็นป่วยมากกว่าที่เป็นจริงๆ ซะอีก’
‘ ถ้าก้าวข้ามผ่านความกังวลเรื่องรูปลักษณ์ เช่น ผมร่วงหมดหัว ไม่ต้องหลอกตัวเองโดยการใส่วิก การหาที่คลุมผมสวยๆ มันเบา สบายหัวกว่าเยอะ แล้วก็ไม่มีใครเค้าสนใจเราหรอก ท่ีกังวลๆ น่ะ คิดไปเองทั้งนั้น ถ้าจะสวมวิกก็เพราะอยากใส่ อย่าสวมเพราะหลอกตัวเอง’
‘ เมื่อหมอห้ามออกไปอยู่ที่สาธารณะ เพราะเสี่ยงติดเชื้อ แปลความหมายดีๆ เค้าไม่ได้ห้ามไป อยากไปเดินเล่น ช้อปปิ้ง ก็ไปตอนเปิดห้างเซนทรัลดิ คนยังน้อย เดินดมๆ ชมเพลินๆ พอหายเซ็งก็กลับบ้าน 1 ชั่วโมงคนยังไม่เยอะหรอก ‘
ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งสำคัญในการรักษา นอกจากทางการแพทย์คือทางจิตใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณเมย์ ได้รับจากคนรอบข้าง ทั้งคุณแม่ ครอบครัว และเพื่อน รวบถึงหัวหน้าในที่ทำงาน เธอกล่าวว่า ช่วงไม่สบายหลายคนต่างพากันให้กำลังใจ ตอนไม่แข็งแรง แล้วมีคนเอาของขวัญมาให้ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ มันมีมูลค่ามหาศาลเมื่อนึกถึงน้ำใจกับกำลังใจที่เค้ามอบให้เรา คุณเมย์กล่าว
ขอบคุณกิจกรรม LOVE IS ALL AROUND 9 LOVED DESTINATION
MThai News
ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com









