เตรียมเปิดทดสอบ ‘ระบบตั๋วร่วม’ บัตรเดียวขึ้น รถเมล์-รถไฟฟ้า-ทางด่วน

ดีเดย์ ส.ค.เตรียมเปิดทดสอบ ‘ระบบตั๋วร่วม’ นำร่อง รถไฟฟ้า-ทางด่วน คาดสิ้นปีระบบสมบูรณ์ 

จากการที่ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้จัดโครงการระบบตั๋วร่วม โดยได้ดำเนินการออกแบบมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2558 และจะพร้อมใช้งานและทดสอบระบบได้ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2559 นี้ ทั้งนี้คาดว่าจะสามารถเชื่อมต่อระบบพร้อมให้บริการอย่างเป็นทางการภายในเดือนสิงหาคม 2559 และ คาดว่าระบบทั้งหมดจะเสร็จสิ้นในวันที่วันที่ 15 สิงหาคม 2560

192

เตรียมทดสอบ ‘ระบบตั๋วร่วม’ บัตรเดียวขึ้น รถไฟฟ้า-ทางด่วน-รถเมล์

สำหรับ ระบบตั๋วร่วมนี้ สามารถออกแบบรองรับได้ 4 ประเภทหลัก คือ 1.ผลิตภัณฑ์มูลค่าร่วม รองรับผู้ใช้บริการทุกราย เพื่อชำระค่าสินค้าและบริการต่างๆ ทั้งในและนอกภาคการขนส่ง 2.ผลิตภัณฑ์เที่ยวการเดินทาง รองรับได้มากถึง 63 ประเภท สามารถกำหนดประเภทขนส่งที่จะใช้งานได้ อาทิ ทุกภาคการขนส่ง เฉพาะรถไฟฟ้า เฉพาะรถเมล์ 3.ผลิตภัณฑ์การเดินทางแบบเจาะจงเส้นทาง เช่น กำหนดวันที่ต้องการ อาทิ 30 วัน 60 วัน โดยค่าส่วนลดจะได้รับเมื่อเดินทางตามเส้นทางที่ระบุไว้เท่านั้น และ 4.ผลิตภัณฑ์ส่งเสริมการขาย มีระบบแต้มสะสมที่สามารถแลกเป็นของรางวัลตามที่กำหนดได้

ทั้งนี้ ระบบสามารถรองรับการเพิ่มมูลค่า การเติมเที่ยวเดินทาง การอัพเกรด หรือการชำระค่าปรับสามารถชำระเป็นเงินสด บัตรเครดิตและบัตรเดบิต สามารถรองรับมูลค่าสูงสุด 1 หมื่นบาท สำหรับผู้ถือบัตรประเภทบุคคลทั่วไป และกำหนดมูลค่าสูงสุดแตกต่างกันได้ตามประเภทผู้ถือบัตร ดังนั้นจึงกำหนดให้มีมาตรฐานบัตรที่รองรับกระเป๋าเงินสำหรับเก็บสำรองเงิน ซึ่งสามารถใช้ในการชำระเงินครอบคลุมทั้งภาคขนส่ง และนอกภาคขนส่ง รองรับการใช้งานผลิตภัณฑ์การเดินทางที่สามารถใช้เดินทางได้กับทุกระบบที่เข้าร่วม อีกทั้งการออกแบบยังสามารถรองรับประเภทของบัตรสำหรับกลุ่มเป้าหมาย เช่น นักเรียน นักศึกษา พนักงานบริษัท ผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย ทหารผ่านศึก บุคคลผู้พิการ ได้อีกด้วย โดยระบบสามารถรองรับได้สูงสุด 64 ประเภทผู้ใช้งาน

ติดตามข่าวเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com/economy

MThai News

เผยแล้ว! ผลสรุปตรวจสอบข้อเท็จจริง ‘จำนำข้าว’

ประธาน คกก.สอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดฯ เผยผลสรุปโครงการ “จำนำข้าว”

นายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดจากโครงการรับจำนำข้าว ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถูกกล่าวหา เปิดเผยถึงกรณีส่งข้อสรุปความเห็นการตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแล้วว่า

การดำเนินการของคณะกรรมการที่ทำงานมาตั้งแต่เมษายน 2558 ซึ่งได้เชิญ 3 กลุ่มมาให้ถ้อยคำ ได้แก่ กลุ่มข้าราชการจำนวน 15 หน่วยงาน กลุ่มผู้กล่าวหา 8 ราย อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ (ปชป.) กลุ่มผู้ถูกกล่าวหา 15 ราย

Thai Prime Minister Yingluck Shinawatra (C) arrives at the National Anti-Corruption Commission (NACC) in Nonthaburi province on March 31, 2014. Yingluck is set to defend herself against negligence charges linked to a controversial rice subsidy scheme that could lead to her removal from office and a ban from politics. AFP PHOTO/PORNCHAI KITTIWONGSAKUL (Photo credit should read PORNCHAI KITTIWONGSAKUL/AFP/Getty Images)

อาทิ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และพยานที่กล่าวอ้าง และส่งมาเพิ่มอีก 20 ราย เมื่อเดือน ธ.ค.58 ซึ่งกรรมการได้ขอให้ส่งถ้อยคำเพิ่มเติมเป็นรายลักษณ์อักษรมาภายในวันที่ 20 มกราคม 2559 แต่ไม่มีใครส่งข้อมูลมาแต่อย่างใด
โดยเรื่องดังกล่าวกรรมการได้พิจารณา 2 ลักษณะ คือ พฤติการณ์ดำเนินการในการกำกับดูแลติดตาม ในฐานะนายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ หรือ กขช. ว่ามีการติดตามรัดกุม กำกับชัดเจนหรือไม่ และเรื่องความเสียหาย ซึ่งถือวันปิดบัญชี 22 พฤษภาคม 2557 เพื่อนำตัวเลขปิดบัญชีมาพิจารณาวิเคราะห์ โดยให้ความเป็นธรรม

อาทิ ตัวเลขที่ประชาชนจะได้รับในส่วนต่าง เช่น ราคาท้องตลาดเกวียนละ 9,000 บาท แต่รับจำนำ 15,000 บาท ส่วนต่างตรงนี้ถือเป็นประโยชน์ประชาชน กรรมการก็ไม่ได้คิดเป็นความเสียหาย การดำเนินการของส่วนราชการถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามนโยบายเป็นข้าราชการดำเนินการก็ไม่ถือว่าเป็นความเสียหาย

ในส่วนเรื่องดอกเบี้ย ที่ทางคณะกรรมการปิดบัญชีคิดดอกเบี้ยด้วยนั้น แต่กรรมการคิดว่าไม่ใช่การค้า แต่เป็นการดำเนินงานราชการแผ่นดินเพื่อประโยชน์สุขประชาชนก็ไม่คิดเป็นความเสียหาย
ส่วนจำนวนตัวเลขที่ประเมินเพื่อฟ้องเรียกความเสียหายนั้น ยังไม่เปิดเผย เนื่องจากเรื่องยังไม่จบยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของ รมว.คลังและนายกรัฐมนตรี และยังต้องให้คณะกรรมการพิจารณาเรียกร้องทางแพ่ง กรมบัญชีกลางดำเนินการพิจารณาต่อ

แต่ยืนยันว่าในนามกรรมการชุดนี้ ไม่มีการถูกกดดันใดๆ ทั้งสิ้น ทำงานด้วยความอิสระ ให้ความเป็นธรรม ให้โอกาสมากที่สุด ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่ได้มอบไว้

ส่วนตัวเลขความเสียหายโครงการรับจำนำข้าวที่เกิดขึ้นนั้นสูงถึงหลักแสนล้านบาท ตามที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลหรือไม่นั้น ต้องขอสงวนไว้ก่อน

ข้อมูล js100.

ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com

MThai News

ต้องอ่าน! เปิดปมขัดแย้ง พนักงานสอบสวน ขอแยกตัวจาก สตช.

ต้องอ่าน! เปิดปมขัดแย้ง พนักงานสอบสวน ขอแยกตัวจาก สตช.

แฟนเพจ ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้โพสต์ข้อความกรณีที่พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ใช้มาตรา 44 ยกเลิกตำแหน่งพนักงานสอบสวนทั่วประเทศ และให้มีผลภายใน 15 วัน ต่อไปนี้ พี่น้องประชาชนไปสถานีตำรวจ จะไม่มีตำแหน่งพนักงานสอบสวนอีกต่อไป สิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้ มีสาเหตุมาจาก

1509721_857373414372309_575506368309167779_n-500x291

1. การเรียกร้องของพนักงานสอบสวน ผ่านสมาคมพนักงานสอบสวน สมาพันธ์พนักงานสอบสวน และชมรมพนักงานสอบสวน เพื่อขอแยกตัวออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปตั้งเป็นหน่วยงานใหม่ โดยแยกออกจากสืบสวน แต่ในขณะเดียวกัน ทั้ง 3 กลุ่มของพนักงานสอบสวน กลับมีความเห็นไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ในเรื่องของการเรียกร้อง (ขัดแย้งกันเอง)

2. หากการเรียกร้องของทั้ง 3 กลุ่มพนักงานสอบสวนมีผลสำเร็จ จะทำให้ผู้บังคับบัญชาในสำนักงานตำรวจแห่งชาติควบคุมได้ยาก และไม่สามารถสั่งได้ ในเรื่องของสำนวนคดี ทำให้เกิดความขัดแย้งกันในองค์กรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างหนัก โดยที่ประชาชนทั่วไปคงไม่ทราบถึงเรื่องความขัดแย้งกันระหว่างหน่วยงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วยกันเอง

3. การเรียกร้องของทั้ง 3 กลุ่มของพนักงานสอบสวน อ้างว่ามีที่มาจากการถูกบังคับ หรือสั่งการจากผู้กำกับโรงพัก โดยไม่มีความเป็นอิสระในการทำสำนวนคดี ทำให้ถูกครอบงำและกดดันหลาย ๆ อย่าง จึงอยากขอแยกตัวเป็นอิสระ ไม่ขึ้นตรงกับผู้กำกับโรงพัก ซึ่งในอดีต ไม่เคยมีเรื่องเรียกร้องแบบนี้มาก่อน จนกระทั่งมีการปฏิรูปตำรวจ จึงได้มีเรื่องของการเรียกร้องจากพนักงานสอบสวนทั้ง 3 กลุ่ม โดยยื่นผ่านฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลในรัฐสภาเพื่อขอให้มีการแก้กฎหมาย ในการแยกตัวออกมาครั้งนี้

สุดท้าย เมื่อมีข้อขัดแย้งเกิดขึ้นในองค์กรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงมีผู้นำเสนอไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 สั่งยุบตำแหน่งพนักงานสอบสวนทั่วประเทศ แล้วให้เรียกใหม่ตามตำแหน่งของเอกสารด้านล่างนี้

สำหรับในเรื่องนี้ ทางชมรมฯ มีความเห็นและข้อเสนอแนะที่มองว่า การยุบตำแหน่งพนักงานสอบสวนในครั้งนี้ จากผู้ที่นำเสนอข้อมูล มีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ยืนยันว่า มีข้อเสียมากกว่า 80% ข้อดี 20% โปรดติดตามตอนต่อไป ในเรื่องของการยุบตำแหน่งพนักงานสอบสวนในวันพรุ่งนี้ เป็นตอนอวสานของตำแหน่งพนักงานสอบสวน ทั้งข้อดี ข้อเสียอย่างละเอียดยิบ

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News