สำหรับบัณทิต หรือนักเรียน นักศึกษา ที่กำลังคิดอยากจะไปเรียนต่อต่างประเทศ เพื่อเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น และกำลังมองหาประเทศที่จะไปศึกษาต่อ หลายคนคงนึกถึงประเทศที่สวยงาม เป็นเมืองท่องเที่ยว และโด่งดังทางฝั่งยุโรป หรือ แถบตะวันตกเป็นอันดับแรก แต่แท้จริงแล้ว ยังมีหลายประเทศในแถบเอเชียที่น่าสนใจ และได้ประสบการณ์อันน่าตื่นใจไม่แพ้กัน
วันนี้ MThai News จะพูดถึงการเดินทางไปเรียนต่อที่ประเทศ ‘อินเดีย’ ซึ่งเป็นประเทศในเอเชียใต้ เพราะนอกจากจะฝึกใช้ภาษาอังกฤษสำเนียงใหม่ ๆ แล้ว ยังอาจจะได้เรียนรู้ภาษาใหม่ ๆ อย่างภาษาฮินดี รวมถึงภาษาอื่น ๆ ที่ใช้กันถึงหลักร้อยภาษา

อินเดียถือเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุด เป็นอันดับ 2 ของโลก ราว 1 พันล้านคน หากตัดสินใจจะเดินทางไปเรียนต่อที่นั่น อาจจะได้เห็นวิถีชีวิตที่มีความเอกลักษณ์ อย่างเช่น ระบบวรรณะ เนื่องจากอินเดียเป็นถิ่นกำเนิดของศาสนาและศาสดาหลายศาสนาสำคัญๆ ในอินเดีย คือ ฮินดู อิสลาม พุทธ คริสต์ แต่ศาสนาที่มีอิทธิพลในอินเดียมากที่สุดคือ ‘ศาสนาฮินดู’
ส่วนภาษาหลักที่ใช้กันทั่วไป คือ ภาษาอังกฤษและภาษาฮินดี ส่วนสาเหตุที่ชาวอินเดียสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีนั้น เนื่องจากเคยยึดครองอินเดียเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ทำให้ชาวอินเดียในยุคนั้น ต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษทุกคน
หนุ่ย คุณากร เกษมภัคดี
ทางทีมงาน MThai News ได้มีโอกาส พูดคุยกับคุณหนุ่ย คุณากร เกษมภักดี บัณฑิตจากรั้วมหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ ที่ปัจจุบันกำลังศึกษาระดับปริญญาโท คณะ ความสัมพันธ์และการเมืองระหว่างประเทศ ( School of International Studies-International Politics) ชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยจาวาฮาร์ลาล เนห์รู (Jawaharlal Nehru University) ซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ที่ประเทศอินเดียเข้าปีที่ 2 แล้ว
ทำไมถึงเลือกมาเรียนที่อินเดีย ?
คุณหนุ่ยเล่าว่า เริ่มต้นจากที่บ้าน เพราะ พ่อเป็นคนหนึ่งที่เคยมาเรียนที่อินเดีย และมีการพูดถึงอินเดียในหลาย ๆ แง่ทั้งดีทั้งร้าย หลังจากนั้นพอจบปริญญาตรี ได้เริ่มทำงานในด้านภาษาอยู่ราว 1 ปีครึ่งทำให้ได้พบปะชาวต่างชาติมากขึ้น เจอผู้คนมากขึ้น ทำให้อยากเพิ่มพูนความรู้ความสามารถตัวเอง แต่ไม่อยากไปยุโรปหรืออเมริกา เนื่องจากระหว่างที่จบปริญญาตรีจบในสาขาความสัมพันธ์ประเทศ ทำให้เราเห็นว่าโลกความรู้ส่วนใหญ่กำลังถูกครอบไว้ด้วยชุดฐานความรู้จากตะวันตก ทำให้เราเริ่มมองหาวิถีคิดที่แตกต่างออกไป
ด้วยความที่เคยคุ้นชินกับการพูดถึงอินเดียจากครอบครัวทำให้เราไม่กลัวที่จะคิดมาลองสัมผัสอินเดียที่ถูกจัดว่าเป็น โลกที่สาม แต่กลับมีฐานะในประเทศที่มีศักยภาพในการก้าวขึ้นสู่มหาอำนาจต่อไปในอนาคต รวมถึง การมีCEO มากมายในบริษัทชั้นนำของโลก หลังจากเลือกประเทศได้ ก็ได้ลองไปปรึกษา อาจารย์ ดร.มาโนช อารี อดีตอาจารย์ที่เคารพในสมัยเรียนป.ตรี เพราะ ท่านเป็นคนหนึ่งที่ได้จบการศึกษาชั้นป.เอกในมหาวิทยาลัยชั้นนำของอินเดีย จึงได้รู้ว่าอินเดียเหมาะแก่การมาศึกษาต่ออย่างยิ่ง

ทัศนะ ที่มีต่อระบบการศึกษาของอินเดีย… ?
คุณหนุ่ยให้ความเห็นว่า ในระบบการศึกษาของอินเดีย ลักษณะของมหาลัยส่วนใหญ่ ระบบการศึกษาของอินเดีย นักเรียนจะอยู่ในลักษณะเป็นศูนย์กลางของห้องเรียน นักศึกษาจะสามารถถามตอบข้อสงสัยได้ตลอดเวลา ส่วนห้องสมุดมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะอาจารย์จะไม่ได้ให้เอกสารทั้งหมด แต่จะกระตุ้นให้นักเรียนพยายามค้นหาเพิ่มเติมตลอดเวลา จะมีการอัพเดตข้อมูลเนื้อหาใหม่ๆตลอดทุกๆปี ยิ่งในระดับการเรียนที่สูงขึ้น
นักเรียนต้องกระตือรือร้นในการค้นหาข้อมูลและอ่านตลอด เพราะอาจารย์จะมีบทความ หนังสือใหม่มาอัพเดตเนื้อหาตลอด และอย่างที่กล่าว นักเรียนในห้องเรียนก็พร้อมจะถามในข้อสงสัยต่ออาจารย์ผู้สอนรวมถึงมีการจัดสัมมนา เสวนา วิชาการ และ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบโลกตลอด
การศึกษา ยกระดับฐานะทางสังคมในประเทศอินเดีย … ?
ความกระตือรือร้นดังกล่าวทั้งผู้เรียนและผู้สอน เท่าที่ทราบจากเพื่อนๆอินเดีย มันคือเหตุผลง่ายแต่ลึกซึ้ง (ถ้าผิดพลาดประการใดขอโทษไว้ที่นี้ด้วย เพราะเป็น ประสบการณ์จากการคุยกับเพื่อนๆของผู้เขียน) ในสังคมอินเดียยังมีระบบชั้นชนวรรณะที่ได้รับสืบทอดมาจากศาสนาฮินดูอย่างเข้มแข็ง แต่เนื่องด้วยลักษณะการเดินทางของโลกเริ่มเปลี่ยนไป ความสำเร็จของมนุษย์มิใช่เพียงมีจากสถานะที่ได้รับมาจากอดีตเท่านั้น แต่รวมถึงความสามารถและความรู้อีกด้วย ดังนั้นชาวอินเดียหลายๆคนจึงมีความพยายามในการเรียน และ ต้องการเรียนสูงๆเพื่อ หลังจากเรียนจบไปจะได้ทำงานดีๆหรือลบเหลื่อมความแตกต่างทางชนชั้นลงได้
ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ ดร. เอ็มเบ็ดการ์ หนึ่งในบิดาและผู้ร่วมร่างรัฐธรรมนูญ ที่ถูกเรียกว่าเป็น หนึ่งในรัฐธรรมนูญที่รองรับประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก ท่านมีวรรณะเป็นชนชั้นต่ำสุดในระบบวรรณะของอินเดีย แต่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้ร่วมสร้างประเทศหลังประกาศเอกราชของอินเดียได้เพราะการศึกษา และกลายเป็นที่เคารพของผู้คนทุกชนชั้น ดังนั้นผู้ที่มีการศึกษาในอินเดียมักจะได้รับการยอมรับพอ ๆ กับผู้มีฐานะดีในบ้านเรา ด้วยเหตุผลเหล่านี้เราจะเห็น อาจารย์ระดับ ศาสตราจารย์มากมาย
ทั้งนี้ทั้งนั้นอินเดียก็ยังได้รับมรดกในระบบการศึกษาจากอังกฤษมาอย่างสูง เช่น อินเดียใช้ระบบคิดคะแนนแบบ 9 เกรด ไล่จาก A,A-,B+,B B- C+ C C- D แบ่ง ป.ตรี 3 ปี ป.โท(M.A) 2ปี M.phil(อนุปริญญาเอก) 2ปี ปเอก(Ph.D) 3ปี
“อินเดียเป็นประเทศที่มีมนต์ขลัง…เมื่ออยู่อาจจะต้องทรหด…เมื่อกลับอาจจะโหยหาเพื่อจะกลับมาอีก”
‘คุณากร เกษมภักดี’
ไปเรียนอินเดีย ควรปรับตัวอย่างไร … ?
ผู้ที่ตัดสินใจจะมาเรียนที่นี่ต้องเจอ คือ ภาษา เพราะในการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยของอินเดียส่วนใหญ่เป็นการเรียนด้วยภาษาอังกฤษ

‘เด็กอินเดียส่วนใหญ่มีพื้นฐานและศึกษาภาษาอังกฤษได้ในระดับที่ดีมาก ดังนั้นเด็กไทยเราที่ส่วนใหญ่ทั้งที่มีพื้นฐานและไม่มีพื้นฐาน แต่ขาดการใช้งาน ทำให้เมื่อมาถึงสิ่งแรกที่ต้องทำคือการปรับตัวทางด้านภาษาอังกฤษในทุกด้าน โดยเฉพาะการฟังในเริ่มต้นอาจจะไม่ชินหู จากสำเนียงการพูดที่เป็นเอกลักษณ์
ดังนั้นการเขียนและอ่านจึงเป็นทักษะที่เด็กไทยที่มาเรียนจะถูกพัฒนาขึ้นอย่างชัดเจนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน
ถ้าเปรียบเทียบการศึกษาของเด็กไทยและอินเดีย ในส่วนตัวคิดว่า เด็กไทยจะติดการรอคอยการให้จากผู้รู้มากกว่าการขวนขวายด้วยตนเอง แต่อินเดีย เวลานอกห้องเรียนเป็นช่วงเวลาสำคัญในการค้นหาเพิ่มเติมที่สำคัญของเขา
นักศึกษาในอินเดียจะมีปฏิสัมพันธ์กับอาจารย์ตลอดทั้งในและนอกห้อง ไม่ใช่เพียงเรียนอย่างเดียว ในด้านกิจกรรม นักศึกษาอินเดียก็ทุ่มเทเช่นกัน ทำให้พลังของนักศึกษามีความเข้มแข็งทั้งในมหาลัยและนอกมหาลัยเช่นกัน’ โดยคุณหนุ่ยเล่าว่า นักเรียน-นักศึกษา มักจะมีส่วนร่วมกับกิจกรรมนอกห้องเรียน ไปจนถึงกิจกรรมทางการเมืองเช่นกัน
ด้วยวัฒนธรรมที่แตกต่างกับบ้านเรา เพราะ การกินของที่นี้จะเน้นแกงและผัก คนอินเดียที่เป็นฮินดูโดยมากเป็นมังสวิรัต แต่ก็มีเนื้อสัตว์ให้กินเช่นกัน ยกเว้น เนื้อวัว เพราะ วัวเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ตามความเชื่อของศาสนาฮินดู
อยากฝากอะไรถึงน้อง ๆ ที่อยากมาเรียนที่อินเดียเหมือนกัน … ?
อย่างไรก็ตาม คุณหนุ่ย กล่าวทิ้งท้าย ฝากถึงนักเรียนไทยที่กำลังมองหาที่เรียนต่ออยู่ โดยแนะนำอย่างยิ่งต่อการมาศึกษาต่อในอินเดีย เพราะ ที่อินเดียเป็นแหล่งการศึกษาที่จ่ายในราคาถูก จ่ายต่อเทอมที่ราว 20,000บาท ในระดับป.โท ค่าหอ ซึ่งเป็นหอในอยู่ที่ราว 600-800 บาท ต่อเทอมแต่คุณภาพที่ได้รับเกินคุ้มกับที่จ่ายแน่นอน มากไปกว่านั้น สำหรับนักศึกษาที่จะมาเรียนและต้องการท่องเที่ยวด้วยนั้นอินเดียคือหนึ่งในสวรรค์ของนักท่องเที่ยว เนื่องด้วยความหลากหลายในภูมิประเทศ ความหลากหลายในศิลปะและวัฒนธรรม กล่าวได้ว่าอินเดียนับเป็นอู่อารยธรรมอันสำคัญของโลกตั้งแต่โบราณจนถึงยุคปัจจุบันก็ว่าได้
——————————————————————————————————-
แต่ถ้าใคร สนใจเกี่ยวกับทุนการศึกษาแบบให้เปล่าที่ประเทศอินเดียแล้ว วันนี้ ทางทีมข่าว MThai News ได้รับเกียรติจากคนเก่งอีกหนึ่งคน นั่นก็คือ คุณหนุ่ม ปิยณัฐ สร้อยคำ อดีตนักเรียนทุนให้เปล่าของรัฐบาลอินเดีย ปัจจุบันเป็นผู้พิชิตทุนรัฐบาลไทย เป็นนักศึกษาปริญญาเอก สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูวส์
หนุ่ม ปิยณัฐ สร้อยคำ
เส้นทางการศึกษา จาก มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศไทย สู่นักศึกษาปริญญาเอกที่อินเดีย ?
คุณหนุ่มเล่าว่า ได้สำเร็จการศึกษาระดับ ปริญญาตรีจากภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่สาเหตุที่ตัดสินใจไปท่องแดนภารตะนั้น เพราะเพื่อน ๆ และคนรอบข้างส่วนใหญ่ เลือกที่จะไปเรียน ในประเทศแถบยุโรป ไม่ก็ อเมริกา จีน ญี่ปุ่น เป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมีใครนึกถึงประเทศในแถบเอเชียใต้ หรือ อินเดียเลย ทั้งที่เป็นประเทศที่มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรมกับเรา
จากนั้น คุณหนุ่มเลยตัดสินใจลงเรียนวิชานโยบายต่างประเทศอินเดีย จากการสนับสนุนจาก ผศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้คำแนะนำ ไปสอบทุนรัฐบาลอินเดียเพื่อไปศึกษาในเชิงลึกและสัมผัสกับประสบการณ์จริง จนกระทั่ง ได้รับทุนรัฐบาลอินเดีย หรือ ICCR ไปเรียนต่อในระดับปริญญาโท ด้านรัฐศาสตร์และการต่างประเทศ ที่มหาวิทยาลัยออสมาเนีย เมืองไฮเดอราบาด ครับ

คุณหนุ่มเล่าว่า ในช่วงเดือน พ.ย.- ธ.ค. ของทุกปี จะมีการประชาสัมพันธ์การรับสมัครทุน ซี่งทุนนี้ให้ตั้งแต่ไปเรียน ปริญญาตรี ถึงปริญญาเอก ดังนั้นน้องๆที่กำลังจะจบม. 6 ก็สมัครได้เช่นกัน โดยไม่จำกัดสาขาวิชา (ยกเว้นแพทยศาสตร์)
ผู้ที่สนใจ ทุนรัฐบาลอินเดีย หรือ ICCR จะต้องเตรียมหลักฐานทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งจะประกอบไปด้วย
1.หลักฐานการสำเร็จการศึกษา ทรานสคริปต์ รายละเอียดหลักสูตรที่เราสำเร็จการศึกษา
2.ใบสมัครทุน
3.รูปถ่ายสองนิ้ว
4.ใบรับรองการตรวจสุขภาพ
5.พาสปอร์ต CV
6.จดหมาย Recommendation
ด่านการพิชิตทุน รัฐบาลอินเดีย หรือ ICCR
ขั้นตอนแรก ส่งใบสมัครได้ที่สถานทูตอินเดีย ซี่งตั้งอยู่ซอสุขุมวิท 23 หรือประสานทางอีเมล์ โดยจะมีการคัดกรองชั้นที่ 1 จากหลักฐานที่ส่งไป
ขั้นตอนที่ 2 หากผ่านก็จะมีการประกาศให้เข้าสอบความรู้ความสามารถส่วนในตอนสมัคร เราอาจจะต้องเตรียมข้อมูลด้วยสักนิดว่าเราอยากไปเรียนวิชาอะไร สาขาไหน ที่มหาวิทยาลัยอะไร ทางรัฐบาลอินเดียจะให้เราใส่ตัวเลือกได้ 3 อันดับ
ขั้นตอนที่ 3 ขั้นตอนการสอบ ในการสอบจะเป็นการสอบภาษาอังกฤษ โดยข้อสอบของสถานทูต ซี่งประกอบด้วยสองส่วนคือ ทักษะด้านภาษาอังกฤษ และ เรียงความ (ซี่งโดยมากจะเป็นเกี่ยวกับความคาดหวัง หรือ ความตั้งใจในการไปศึกษาต่อที่อินเดีย)หากผ่านรอบนี้ไปได้
ขั้นตอนที่ 4 การสอบสัมภาษณ์กับคณะกรรมการ ซี่งโดยมากเป็นข้าราชการหรือนักการทูตของอินเดีย ก็จะเป็นการถามตอบ ประเมินทัศนคติ
หากเราผ่านการคัดเลือกทุกขั้นตอนแล้ว เอกสารของเราก็จะส่งไปให้มหาวิทยาลัยในอินเดียพิจารณารับเข้าศึกษา หากมหาวิทยาลัยตอบรับ ก็จะแจ้งการตอบรับมายังสถานทูต เพื่อประกาศให้นักเรียนทราบและตัดสินใจรับทุน
จุดประสงค์ของการให้ทุน รัฐบาลอินเดีย หรือ ICCR
โดยทุนดังกล่าว มีจุดประสงค์ เพื่อสนับสนุนนโยบายต่างประเทศอินเดีย ที่สร้างเครือข่ายนักเรียนจากทั่วโลกให้ได้เจอกัน และสร้างสัมพันธ์อันดี ซี่งการที่มีนักเรียนได้ไปเรียนที่อินเดีย ก็เท่ากับอินเดียได้ประชาสัมพันธ์สังคม วัฒนธรรมและเศรษฐกิจตนเองไปพร้อมๆกัน เนื่องจาก เมื่อคนเหล่านี้สำเร็จการศึกษา ย่อมที่จะยึดโยงกับอินเดียไม่ทางใดก็ทางหนี่งครับ
คุณหนุ่ม เล่าให้เราฟังด้วยว่า ‘ชีวิตที่อินเดียสนุกดีนะครับ เป็นประสบการณ์ใหม่ๆ โดยเฉพาะเมืองที่ผมไปอยู่มีทั้งชาวมุสลิมและฮินดูอาศัยอยู่รวมกัน ทำให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรม ในการไปอยู่ที่นั่นก็อยู่ในบ้านที่เป็นชุมชนชาวอินเดียจริงๆ
ในเรื่องการกินอยู่นั้น หากไม่อยากกินอาหารอินเดียทุกวัน ก็สามารถไปเดินตลาดหาซื้อวัตถุดิบ ซี่งราคาถูกมากๆถูกกว่าบ้านเราเยอะครับ มีทั้งผักหลายประเภท เช่น ปลา ไก่ เนื้อ หรือแม้กระทั่งหมู
แต่ละวันก็จะขับรถมอเตอร์ไซต์จากบ้านไปมหาวิทยาลัย เข้าห้องสมุดบ้าง ออกกำลังกายบ้าง และบางทีก็ไปดูหนังอินเดีย ซี่งเวลาไปดูในโรงสนุกมากครับ เหมือนกับไปดูคอนเสิร์ต ซี่งผู้ชมจะมีอารมณ์ร่วมปรบมือ บางทีหากเพลงขึ้นก็จะลุกขึ้นเต้นเลยทีเดียว ..นอกจากนี้หากอยากได้หนังสือก็สามารถสั่งออนไลน์หรือไปร้านหนังสือ ซี่งราคาหนังสือที่นั่นถูกมากเลยครับ นอกจากหนังสือแล้วยังสามารถสั่งสินค้าออนไลน์ได้ทุกอย่างให้มาส่งที่บ้านตัดผ่านบัตรได้เลยครับ’
คุณหนุ่ม ปิยณัฐ สร้อยคำ และเพื่อน ๆ ในประเทศอินเดีย
เมื่อถามถึงชีวิตในมหาวิทยาลัย .. ?
‘ตอนแรกผมไม่รู้จักมหาวิทยาลัยออสมาเนียที่ผมเรียนเลยครับ ผมเหมือนถูกรัฐบาลส่งตัวมาที่นี่ (เพราะตอนเลือกอันดับผมเลือกมหาวิทยาลัยในเมืองหลวงทั้งหมด เพราะตอนนั้นก็ยังรู้จักอินเดียไม่กว้างนัก) แต่การได้มาที่เมืองไฮเดอราบาด ทำให้ได้เรียนรู้หลายอย่างครับ มหาวิทยาลัยที่ผมเรียนเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของรัฐ ตั้งโดยนิซามแห่งรัฐไฮเดอราบาด ซี่งเดิมเป็นรัฐที่มีเจ้าผู้ปกครองนคร ก่อนที่จะถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนี่งของอินเดียหลังได้รับเอกราช ในหลักสูตรที่ผมเข้าเรียนมีเพื่อนต่างชาติประมาณ 5 คน ที่เหลือเป็นเพื่อนชาวอินเดียซี่งเป็นคนท้องถิ่น
สิ่งที่น่าสนใจคือนักเรียนชาวอินเดียที่นี่ส่วนใหญ่จะมาจากวรรณะล่างของสังคม บางคนเป็นดาลิต (จัณฑาล) ซี่งถูกกดขี่จากระบบวรรณะในสังคมอินเดีย แต่พวกเขาก็ยืนหยัดที่จะต่อสู้ให้ได้มาซี่งความยุติธรรม ฉะนั้นเพื่อนอินเดียเหล่านี้หลายคนเป็นนักการเมืองท้องถิ่น เป็นหัวหน้าหมู่บ้าน ซี่งพอมารวมตัวกันที่มหาวิทยาลัยพวกเขามักจะเป็นแกนนำประท้วง เดินรณรงค์ อดอาหาร อยู่บ่อยครั้ง สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมได้เห็นแนวคิด เห็นการต่อสู้ เห็นขบวนการเคลื่อนไหวของสังคมอินเดีย
ที่สำคัญคือในช่วงที่ผมเข้าเรียนนั้นมีการประท้วงเพื่อขอตั้งรัฐใหม่ในอินเดีย ซี่งทำสำเร็จในช่วงที่ผมเรียนจบ กลายเป็นว่า ตอนเข้าเรียนผมเข้าเรียนที่รัฐอันธรประเทศ แต่ตอนเรียนจบผมกลับจบจากรัฐเตลังกาน่าครับ … ในด้านการเรียนจริงๆ ป.โทจะเน้นการอ่านหนังสือด้วยตนเอง ฟังสัมมนา การเขียนสารนิพนธ์และการสอบ
ไขข้อสงสัย เรื่อง มาตรฐานการเรียนที่อินเดีย ?
จริงๆแล้วผมอยากเรียนปริญญาเอกที่อินเดียต่อ แต่ อ.ที่ปรึกษาที่อินเดีย ท่านอยากให้ผมนำความรู้พื้นฐานจากเมืองไทย บวกกับประสบการณ์ที่ได้รับจากอินเดีย ไปต่อยอดมุมมองและทฤษฏีจากโลกตะวันตก ท่านจึงสนับสนุนและผลักดันให้ผมหาโอกาส หาทุนอื่นๆ เพื่อศึกษาในระดับปริญญาเอก …. และจากการที่ได้เรียนระดับปริญญาโทในอินเดียซี่งเป็นหลักสูตรภาษาอังกฤษ ทำให้ผมได้รับการยกเว้นการใช้คะแนนภาษาอังกฤษ (IELTS) ในการสมัครเข้าเรียนต่อ และได้รับการตอบรับเข้าเรียนปริญญาเอก ด้านนโยบายต่างประเทศอินเดีย ที่คณะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูวส์ สหราชอาณาจักร และได้มีโอกาสบรรยายและช่วยสอนในรายวิชานโยบายการต่างประเทศอินเดียสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยดังกล่าวด้วยครับ ทั้งนี้ด้วยทุนที่ผมได้รับในปัจจุบันเป็นทุนรัฐบาลไทย (สกอ.) มีเงื่อนไขที่จะต้องกลับไปใช้ทุนที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี แม้จะเป็นจังหวัดที่อยู่ชายแดนตะวันออกสุดของประเทศไทย แตผมก็ยินดีเพราะที่นั่นเป็นบ้านเกิดของผมเองครับ
MThai News
ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com
รายงานโดย ศิลัญชญา ปานมงคล