เกาะติด ศึกชิงเก้าอี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้นำ ‘พญาอินทรีย์’ คนที่ 45 คือใคร ?

 ครูซ-ฮิลลารี  คว้าชัย หยั่งเสียงแบบ “คอคัส” ในรัฐไอโอวา

เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ,คอคัส,ประธานาธิบดีสหรัฐฯ,ศึกชิงเก้าอี้,ผู้นำสหรัฐฯ

ฮิลลารี คลินตัน

เริ่มแล้ว สำหรับ ศึกชิงเก้าอี้ ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ ที่เปิดฉากด้วย คอคัส หรือ การประชุมและลงคะแนนของผู้สนับสนุนพรรคการเมืองในระดับท้องถิ่น

ผลขอศึกในครั้งนี้ คือ วุฒิสมาชิก ‘เท็ด ครูซ’ ชนะการเลือกตั้งคอคัสในรัฐไอโอวา ขณะที่ คะแนนเหนือ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ตัวเก็งในการแข่งขันครั้งนี้ ขณะที่ฮิลลารี คลินตัน อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ มีคะแนนสูสีคู่แข่งวุฒิสมาชิกเท็ด ครูซ ชนะการเลือกตั้งขั้นต้นแบบคอคัสในรัฐไอโอวาของพรรครีพับลิกันที่จัดขึ้นเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น โดยได้รับคะแนนเสียง 28% ชนะนักธุรกิจชื่อดังอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ได้คะแนนเสียง 24% ซึ่งผลดังกล่าว ค่อนข้างพลิกโผ เนื่องจากทรัมป์เป็นตัวเก็ง และมีคะแนนนิยมเป็นอันดับหนึ่งมาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม ผลคะแนนของพรรคเดโมแครตจาก 90% ของหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด พบว่า นางฮิลลารี คลินตัน เป็นตัวเก็งสำคัญ มีคะแนนสูสีเท่ากับวุฒิสมาชิกเบอร์นี แซนเดอร์ส ที่ 50% ต่อ 50%ล่าสุดมาร์ติน โอมัลลี ผู้สมัครประธานาธิบดีของพรรคเดโมแครต จะระงับการหาเสียงเพื่อชิงเป็นตัวแทนพรรคแล้ว หลังได้คะแนนเสียงไม่ถึง 1%

ส่วนทางด้าน ไมค์ ฮัคคาบี ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน ประกาศระงับการหาเสียงชิงเป็นตัวแทนพรรคแล้ว เนื่องจากได้คะแนนเสียงไม่ถึง 2%

MThai News

ที่มา cnn

แตกตื่น ! หลุมยักษ์ปริศนาโผล่กลางลำเครื่องบิน ‘ดาล์โล แอร์ไลน์ส’

พบหลุมยักษ์ปริศนาโผล่กลางลำเครื่องบิน ‘ดาล์โล แอร์ไลน์ส’ 

0.123

วันนี้ (2 ก.พ.) สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเหตุการณ์สุดระทึก หลังจากที่เครื่องบินจากเที่ยวบิน D3159 จากสายการบิน ‘ดาล์โล แอร์ไลน์ส’ สายการบินสัญชาติโซมาเลียเกิดรอยแตกปริศนา เกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่ กลางลำเครื่องบิน ขณะจากประเทศจิบูตีมุ่งหน้าไปยังโซมาเลีย

ทั้งนี้ ได้มีการนำเครื่องลงจอดฉุกเฉิน ที่ท่าอากาศยาน Raas Cabaad ในประเทศโซมาเลีย โดยสำนักข่าวท้องถิ่นรายงานว่า เครื่องบินเกิดประกายไฟ ขณะที่นำเครื่องลงจอดบนพื้นยางมะตอย

รายงานระบุว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว 2 ราย แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าเกิดเพลิงไหม้บนเครื่องบินลำดังกล่าวหรือไม่ หากมีความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป

ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com

Mthai News 

ที่มา mirror

เจาะลึก การศึกษาเมืองแขก เด็กไทยเรียน โท-เอก ที่อินเดีย พร้อมขั้นตอนการ ‘ขอทุนฟรี’

สำหรับบัณทิต หรือนักเรียน นักศึกษา ที่กำลังคิดอยากจะไปเรียนต่อต่างประเทศ เพื่อเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น และกำลังมองหาประเทศที่จะไปศึกษาต่อ หลายคนคงนึกถึงประเทศที่สวยงาม เป็นเมืองท่องเที่ยว และโด่งดังทางฝั่งยุโรป หรือ แถบตะวันตกเป็นอันดับแรก แต่แท้จริงแล้ว ยังมีหลายประเทศในแถบเอเชียที่น่าสนใจ และได้ประสบการณ์อันน่าตื่นใจไม่แพ้กัน

วันนี้ MThai News จะพูดถึงการเดินทางไปเรียนต่อที่ประเทศ ‘อินเดีย’ ซึ่งเป็นประเทศในเอเชียใต้ เพราะนอกจากจะฝึกใช้ภาษาอังกฤษสำเนียงใหม่ ๆ แล้ว ยังอาจจะได้เรียนรู้ภาษาใหม่ ๆ อย่างภาษาฮินดี รวมถึงภาษาอื่น ๆ ที่ใช้กันถึงหลักร้อยภาษา

India, Uttar Pradesh, Varanasi, Ghats, boats and Ganges river

อินเดียถือเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุด เป็นอันดับ 2 ของโลก ราว 1 พันล้านคน หากตัดสินใจจะเดินทางไปเรียนต่อที่นั่น อาจจะได้เห็นวิถีชีวิตที่มีความเอกลักษณ์ อย่างเช่น ระบบวรรณะ เนื่องจากอินเดียเป็นถิ่นกำเนิดของศาสนาและศาสดาหลายศาสนาสำคัญๆ ในอินเดีย คือ ฮินดู อิสลาม พุทธ คริสต์ แต่ศาสนาที่มีอิทธิพลในอินเดียมากที่สุดคือ ‘ศาสนาฮินดู’

ส่วนภาษาหลักที่ใช้กันทั่วไป คือ ภาษาอังกฤษและภาษาฮินดี ส่วนสาเหตุที่ชาวอินเดียสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีนั้น เนื่องจากเคยยึดครองอินเดียเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ทำให้ชาวอินเดียในยุคนั้น ต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษทุกคน

12376409_1283835738308482_7895682063497476721_n

หนุ่ย คุณากร เกษมภัคดี

ทางทีมงาน MThai News ได้มีโอกาส พูดคุยกับคุณหนุ่ย คุณากร เกษมภักดี บัณฑิตจากรั้วมหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ ที่ปัจจุบันกำลังศึกษาระดับปริญญาโท  คณะ ความสัมพันธ์และการเมืองระหว่างประเทศ ( School of International Studies-International Politics) ชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยจาวาฮาร์ลาล เนห์รู (Jawaharlal Nehru University) ซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ที่ประเทศอินเดียเข้าปีที่ 2 แล้ว

ทำไมถึงเลือกมาเรียนที่อินเดีย ?

คุณหนุ่ยเล่าว่า เริ่มต้นจากที่บ้าน เพราะ พ่อเป็นคนหนึ่งที่เคยมาเรียนที่อินเดีย และมีการพูดถึงอินเดียในหลาย ๆ แง่ทั้งดีทั้งร้าย หลังจากนั้นพอจบปริญญาตรี ได้เริ่มทำงานในด้านภาษาอยู่ราว 1 ปีครึ่งทำให้ได้พบปะชาวต่างชาติมากขึ้น เจอผู้คนมากขึ้น ทำให้อยากเพิ่มพูนความรู้ความสามารถตัวเอง แต่ไม่อยากไปยุโรปหรืออเมริกา เนื่องจากระหว่างที่จบปริญญาตรีจบในสาขาความสัมพันธ์ประเทศ ทำให้เราเห็นว่าโลกความรู้ส่วนใหญ่กำลังถูกครอบไว้ด้วยชุดฐานความรู้จากตะวันตก ทำให้เราเริ่มมองหาวิถีคิดที่แตกต่างออกไป

ด้วยความที่เคยคุ้นชินกับการพูดถึงอินเดียจากครอบครัวทำให้เราไม่กลัวที่จะคิดมาลองสัมผัสอินเดียที่ถูกจัดว่าเป็น โลกที่สาม แต่กลับมีฐานะในประเทศที่มีศักยภาพในการก้าวขึ้นสู่มหาอำนาจต่อไปในอนาคต รวมถึง การมีCEO มากมายในบริษัทชั้นนำของโลก หลังจากเลือกประเทศได้ ก็ได้ลองไปปรึกษา อาจารย์ ดร.มาโนช อารี อดีตอาจารย์ที่เคารพในสมัยเรียนป.ตรี เพราะ ท่านเป็นคนหนึ่งที่ได้จบการศึกษาชั้นป.เอกในมหาวิทยาลัยชั้นนำของอินเดีย จึงได้รู้ว่าอินเดียเหมาะแก่การมาศึกษาต่ออย่างยิ่ง

ทัศนะ ที่มีต่อระบบการศึกษาของอินเดีย… ?

คุณหนุ่ยให้ความเห็นว่า ในระบบการศึกษาของอินเดีย ลักษณะของมหาลัยส่วนใหญ่ ระบบการศึกษาของอินเดีย นักเรียนจะอยู่ในลักษณะเป็นศูนย์กลางของห้องเรียน นักศึกษาจะสามารถถามตอบข้อสงสัยได้ตลอดเวลา ส่วนห้องสมุดมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะอาจารย์จะไม่ได้ให้เอกสารทั้งหมด แต่จะกระตุ้นให้นักเรียนพยายามค้นหาเพิ่มเติมตลอดเวลา จะมีการอัพเดตข้อมูลเนื้อหาใหม่ๆตลอดทุกๆปี ยิ่งในระดับการเรียนที่สูงขึ้น

นักเรียนต้องกระตือรือร้นในการค้นหาข้อมูลและอ่านตลอด เพราะอาจารย์จะมีบทความ หนังสือใหม่มาอัพเดตเนื้อหาตลอด และอย่างที่กล่าว นักเรียนในห้องเรียนก็พร้อมจะถามในข้อสงสัยต่ออาจารย์ผู้สอนรวมถึงมีการจัดสัมมนา เสวนา วิชาการ และ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบโลกตลอด

การศึกษา ยกระดับฐานะทางสังคมในประเทศอินเดีย … ?

ความกระตือรือร้นดังกล่าวทั้งผู้เรียนและผู้สอน เท่าที่ทราบจากเพื่อนๆอินเดีย มันคือเหตุผลง่ายแต่ลึกซึ้ง (ถ้าผิดพลาดประการใดขอโทษไว้ที่นี้ด้วย เพราะเป็น ประสบการณ์จากการคุยกับเพื่อนๆของผู้เขียน) ในสังคมอินเดียยังมีระบบชั้นชนวรรณะที่ได้รับสืบทอดมาจากศาสนาฮินดูอย่างเข้มแข็ง แต่เนื่องด้วยลักษณะการเดินทางของโลกเริ่มเปลี่ยนไป ความสำเร็จของมนุษย์มิใช่เพียงมีจากสถานะที่ได้รับมาจากอดีตเท่านั้น แต่รวมถึงความสามารถและความรู้อีกด้วย ดังนั้นชาวอินเดียหลายๆคนจึงมีความพยายามในการเรียน และ ต้องการเรียนสูงๆเพื่อ หลังจากเรียนจบไปจะได้ทำงานดีๆหรือลบเหลื่อมความแตกต่างทางชนชั้นลงได้

ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ ดร. เอ็มเบ็ดการ์ หนึ่งในบิดาและผู้ร่วมร่างรัฐธรรมนูญ ที่ถูกเรียกว่าเป็น หนึ่งในรัฐธรรมนูญที่รองรับประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก ท่านมีวรรณะเป็นชนชั้นต่ำสุดในระบบวรรณะของอินเดีย แต่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้ร่วมสร้างประเทศหลังประกาศเอกราชของอินเดียได้เพราะการศึกษา และกลายเป็นที่เคารพของผู้คนทุกชนชั้น ดังนั้นผู้ที่มีการศึกษาในอินเดียมักจะได้รับการยอมรับพอ ๆ กับผู้มีฐานะดีในบ้านเรา ด้วยเหตุผลเหล่านี้เราจะเห็น อาจารย์ระดับ ศาสตราจารย์มากมาย

ทั้งนี้ทั้งนั้นอินเดียก็ยังได้รับมรดกในระบบการศึกษาจากอังกฤษมาอย่างสูง เช่น อินเดียใช้ระบบคิดคะแนนแบบ 9 เกรด ไล่จาก A,A-,B+,B B- C+ C C- D แบ่ง ป.ตรี 3 ปี ป.โท(M.A) 2ปี M.phil(อนุปริญญาเอก) 2ปี ปเอก(Ph.D) 3ปี

“อินเดียเป็นประเทศที่มีมนต์ขลัง…เมื่ออยู่อาจจะต้องทรหด…เมื่อกลับอาจจะโหยหาเพื่อจะกลับมาอีก”

‘คุณากร เกษมภักดี’

ไปเรียนอินเดีย ควรปรับตัวอย่างไร … ?

ผู้ที่ตัดสินใจจะมาเรียนที่นี่ต้องเจอ คือ ภาษา เพราะในการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยของอินเดียส่วนใหญ่เป็นการเรียนด้วยภาษาอังกฤษ

‘เด็กอินเดียส่วนใหญ่มีพื้นฐานและศึกษาภาษาอังกฤษได้ในระดับที่ดีมาก ดังนั้นเด็กไทยเราที่ส่วนใหญ่ทั้งที่มีพื้นฐานและไม่มีพื้นฐาน แต่ขาดการใช้งาน ทำให้เมื่อมาถึงสิ่งแรกที่ต้องทำคือการปรับตัวทางด้านภาษาอังกฤษในทุกด้าน โดยเฉพาะการฟังในเริ่มต้นอาจจะไม่ชินหู จากสำเนียงการพูดที่เป็นเอกลักษณ์

ดังนั้นการเขียนและอ่านจึงเป็นทักษะที่เด็กไทยที่มาเรียนจะถูกพัฒนาขึ้นอย่างชัดเจนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน
ถ้าเปรียบเทียบการศึกษาของเด็กไทยและอินเดีย ในส่วนตัวคิดว่า เด็กไทยจะติดการรอคอยการให้จากผู้รู้มากกว่าการขวนขวายด้วยตนเอง แต่อินเดีย เวลานอกห้องเรียนเป็นช่วงเวลาสำคัญในการค้นหาเพิ่มเติมที่สำคัญของเขา

นักศึกษาในอินเดียจะมีปฏิสัมพันธ์กับอาจารย์ตลอดทั้งในและนอกห้อง ไม่ใช่เพียงเรียนอย่างเดียว ในด้านกิจกรรม นักศึกษาอินเดียก็ทุ่มเทเช่นกัน ทำให้พลังของนักศึกษามีความเข้มแข็งทั้งในมหาลัยและนอกมหาลัยเช่นกัน’  โดยคุณหนุ่ยเล่าว่า นักเรียน-นักศึกษา มักจะมีส่วนร่วมกับกิจกรรมนอกห้องเรียน ไปจนถึงกิจกรรมทางการเมืองเช่นกัน

ด้วยวัฒนธรรมที่แตกต่างกับบ้านเรา เพราะ การกินของที่นี้จะเน้นแกงและผัก คนอินเดียที่เป็นฮินดูโดยมากเป็นมังสวิรัต แต่ก็มีเนื้อสัตว์ให้กินเช่นกัน ยกเว้น เนื้อวัว เพราะ วัวเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ตามความเชื่อของศาสนาฮินดู

อยากฝากอะไรถึงน้อง ๆ ที่อยากมาเรียนที่อินเดียเหมือนกัน … ?

อย่างไรก็ตาม คุณหนุ่ย กล่าวทิ้งท้าย ฝากถึงนักเรียนไทยที่กำลังมองหาที่เรียนต่ออยู่ โดยแนะนำอย่างยิ่งต่อการมาศึกษาต่อในอินเดีย เพราะ ที่อินเดียเป็นแหล่งการศึกษาที่จ่ายในราคาถูก จ่ายต่อเทอมที่ราว 20,000บาท ในระดับป.โท ค่าหอ ซึ่งเป็นหอในอยู่ที่ราว 600-800 บาท ต่อเทอมแต่คุณภาพที่ได้รับเกินคุ้มกับที่จ่ายแน่นอน มากไปกว่านั้น สำหรับนักศึกษาที่จะมาเรียนและต้องการท่องเที่ยวด้วยนั้นอินเดียคือหนึ่งในสวรรค์ของนักท่องเที่ยว เนื่องด้วยความหลากหลายในภูมิประเทศ ความหลากหลายในศิลปะและวัฒนธรรม กล่าวได้ว่าอินเดียนับเป็นอู่อารยธรรมอันสำคัญของโลกตั้งแต่โบราณจนถึงยุคปัจจุบันก็ว่าได้

——————————————————————————————————-

แต่ถ้าใคร สนใจเกี่ยวกับทุนการศึกษาแบบให้เปล่าที่ประเทศอินเดียแล้ว วันนี้ ทางทีมข่าว MThai News ได้รับเกียรติจากคนเก่งอีกหนึ่งคน นั่นก็คือ คุณหนุ่ม ปิยณัฐ สร้อยคำ อดีตนักเรียนทุนให้เปล่าของรัฐบาลอินเดีย ปัจจุบันเป็นผู้พิชิตทุนรัฐบาลไทย เป็นนักศึกษาปริญญาเอก สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูวส์

เรียนต่อเมืองนอก,เรียนต่ออินเดีย,อินเดีย,เรียนโทที่อินเดีย,เรียนโทต่างประเทศ,เรียนต่อต่างประเทศ

หนุ่ม ปิยณัฐ สร้อยคำ

เส้นทางการศึกษา จาก มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศไทย สู่นักศึกษาปริญญาเอกที่อินเดีย ?

คุณหนุ่มเล่าว่า ได้สำเร็จการศึกษาระดับ ปริญญาตรีจากภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่สาเหตุที่ตัดสินใจไปท่องแดนภารตะนั้น เพราะเพื่อน ๆ และคนรอบข้างส่วนใหญ่ เลือกที่จะไปเรียน ในประเทศแถบยุโรป ไม่ก็ อเมริกา จีน ญี่ปุ่น เป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมีใครนึกถึงประเทศในแถบเอเชียใต้ หรือ อินเดียเลย ทั้งที่เป็นประเทศที่มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรมกับเรา

จากนั้น คุณหนุ่มเลยตัดสินใจลงเรียนวิชานโยบายต่างประเทศอินเดีย จากการสนับสนุนจาก ผศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้คำแนะนำ ไปสอบทุนรัฐบาลอินเดียเพื่อไปศึกษาในเชิงลึกและสัมผัสกับประสบการณ์จริง จนกระทั่ง ได้รับทุนรัฐบาลอินเดีย หรือ ICCR ไปเรียนต่อในระดับปริญญาโท ด้านรัฐศาสตร์และการต่างประเทศ ที่มหาวิทยาลัยออสมาเนีย เมืองไฮเดอราบาด ครับ

เรียนต่อเมืองนอก,เรียนต่ออินเดีย,อินเดีย,เรียนโทที่อินเดีย,เรียนโทต่างประเทศ,เรียนต่อต่างประเทศ

คุณหนุ่มเล่าว่า ในช่วงเดือน พ.ย.- ธ.ค. ของทุกปี จะมีการประชาสัมพันธ์การรับสมัครทุน ซี่งทุนนี้ให้ตั้งแต่ไปเรียน ปริญญาตรี ถึงปริญญาเอก ดังนั้นน้องๆที่กำลังจะจบม. 6 ก็สมัครได้เช่นกัน โดยไม่จำกัดสาขาวิชา (ยกเว้นแพทยศาสตร์)

ผู้ที่สนใจ ทุนรัฐบาลอินเดีย หรือ ICCR  จะต้องเตรียมหลักฐานทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งจะประกอบไปด้วย

1.หลักฐานการสำเร็จการศึกษา ทรานสคริปต์ รายละเอียดหลักสูตรที่เราสำเร็จการศึกษา
2.ใบสมัครทุน
3.รูปถ่ายสองนิ้ว
4.ใบรับรองการตรวจสุขภาพ
5.พาสปอร์ต CV
6.จดหมาย Recommendation

ด่านการพิชิตทุน รัฐบาลอินเดีย หรือ ICCR 

ขั้นตอนแรก ส่งใบสมัครได้ที่สถานทูตอินเดีย ซี่งตั้งอยู่ซอสุขุมวิท 23 หรือประสานทางอีเมล์ โดยจะมีการคัดกรองชั้นที่ 1 จากหลักฐานที่ส่งไป

ขั้นตอนที่ 2 หากผ่านก็จะมีการประกาศให้เข้าสอบความรู้ความสามารถส่วนในตอนสมัคร เราอาจจะต้องเตรียมข้อมูลด้วยสักนิดว่าเราอยากไปเรียนวิชาอะไร สาขาไหน ที่มหาวิทยาลัยอะไร ทางรัฐบาลอินเดียจะให้เราใส่ตัวเลือกได้ 3 อันดับ

ขั้นตอนที่ 3 ขั้นตอนการสอบ ในการสอบจะเป็นการสอบภาษาอังกฤษ โดยข้อสอบของสถานทูต ซี่งประกอบด้วยสองส่วนคือ ทักษะด้านภาษาอังกฤษ และ เรียงความ (ซี่งโดยมากจะเป็นเกี่ยวกับความคาดหวัง หรือ ความตั้งใจในการไปศึกษาต่อที่อินเดีย)หากผ่านรอบนี้ไปได้

ขั้นตอนที่ 4 การสอบสัมภาษณ์กับคณะกรรมการ ซี่งโดยมากเป็นข้าราชการหรือนักการทูตของอินเดีย ก็จะเป็นการถามตอบ ประเมินทัศนคติ

หากเราผ่านการคัดเลือกทุกขั้นตอนแล้ว เอกสารของเราก็จะส่งไปให้มหาวิทยาลัยในอินเดียพิจารณารับเข้าศึกษา หากมหาวิทยาลัยตอบรับ ก็จะแจ้งการตอบรับมายังสถานทูต เพื่อประกาศให้นักเรียนทราบและตัดสินใจรับทุน

จุดประสงค์ของการให้ทุน  รัฐบาลอินเดีย หรือ ICCR 

โดยทุนดังกล่าว มีจุดประสงค์ เพื่อสนับสนุนนโยบายต่างประเทศอินเดีย ที่สร้างเครือข่ายนักเรียนจากทั่วโลกให้ได้เจอกัน และสร้างสัมพันธ์อันดี ซี่งการที่มีนักเรียนได้ไปเรียนที่อินเดีย ก็เท่ากับอินเดียได้ประชาสัมพันธ์สังคม วัฒนธรรมและเศรษฐกิจตนเองไปพร้อมๆกัน เนื่องจาก เมื่อคนเหล่านี้สำเร็จการศึกษา ย่อมที่จะยึดโยงกับอินเดียไม่ทางใดก็ทางหนี่งครับ

คุณหนุ่ม เล่าให้เราฟังด้วยว่า ‘ชีวิตที่อินเดียสนุกดีนะครับ เป็นประสบการณ์ใหม่ๆ โดยเฉพาะเมืองที่ผมไปอยู่มีทั้งชาวมุสลิมและฮินดูอาศัยอยู่รวมกัน ทำให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรม ในการไปอยู่ที่นั่นก็อยู่ในบ้านที่เป็นชุมชนชาวอินเดียจริงๆ

ในเรื่องการกินอยู่นั้น หากไม่อยากกินอาหารอินเดียทุกวัน ก็สามารถไปเดินตลาดหาซื้อวัตถุดิบ ซี่งราคาถูกมากๆถูกกว่าบ้านเราเยอะครับ มีทั้งผักหลายประเภท เช่น ปลา ไก่ เนื้อ หรือแม้กระทั่งหมู

แต่ละวันก็จะขับรถมอเตอร์ไซต์จากบ้านไปมหาวิทยาลัย เข้าห้องสมุดบ้าง ออกกำลังกายบ้าง และบางทีก็ไปดูหนังอินเดีย ซี่งเวลาไปดูในโรงสนุกมากครับ เหมือนกับไปดูคอนเสิร์ต ซี่งผู้ชมจะมีอารมณ์ร่วมปรบมือ บางทีหากเพลงขึ้นก็จะลุกขึ้นเต้นเลยทีเดียว ..นอกจากนี้หากอยากได้หนังสือก็สามารถสั่งออนไลน์หรือไปร้านหนังสือ ซี่งราคาหนังสือที่นั่นถูกมากเลยครับ นอกจากหนังสือแล้วยังสามารถสั่งสินค้าออนไลน์ได้ทุกอย่างให้มาส่งที่บ้านตัดผ่านบัตรได้เลยครับ’

เรียนต่อเมืองนอก,เรียนต่ออินเดีย,อินเดีย,เรียนโทที่อินเดีย,เรียนโทต่างประเทศ,เรียนต่อต่างประเทศ

คุณหนุ่ม ปิยณัฐ สร้อยคำ และเพื่อน ๆ ในประเทศอินเดีย

เมื่อถามถึงชีวิตในมหาวิทยาลัย .. ?

‘ตอนแรกผมไม่รู้จักมหาวิทยาลัยออสมาเนียที่ผมเรียนเลยครับ ผมเหมือนถูกรัฐบาลส่งตัวมาที่นี่ (เพราะตอนเลือกอันดับผมเลือกมหาวิทยาลัยในเมืองหลวงทั้งหมด เพราะตอนนั้นก็ยังรู้จักอินเดียไม่กว้างนัก) แต่การได้มาที่เมืองไฮเดอราบาด ทำให้ได้เรียนรู้หลายอย่างครับ มหาวิทยาลัยที่ผมเรียนเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของรัฐ ตั้งโดยนิซามแห่งรัฐไฮเดอราบาด ซี่งเดิมเป็นรัฐที่มีเจ้าผู้ปกครองนคร ก่อนที่จะถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนี่งของอินเดียหลังได้รับเอกราช ในหลักสูตรที่ผมเข้าเรียนมีเพื่อนต่างชาติประมาณ 5 คน ที่เหลือเป็นเพื่อนชาวอินเดียซี่งเป็นคนท้องถิ่น

สิ่งที่น่าสนใจคือนักเรียนชาวอินเดียที่นี่ส่วนใหญ่จะมาจากวรรณะล่างของสังคม บางคนเป็นดาลิต (จัณฑาล) ซี่งถูกกดขี่จากระบบวรรณะในสังคมอินเดีย แต่พวกเขาก็ยืนหยัดที่จะต่อสู้ให้ได้มาซี่งความยุติธรรม ฉะนั้นเพื่อนอินเดียเหล่านี้หลายคนเป็นนักการเมืองท้องถิ่น เป็นหัวหน้าหมู่บ้าน ซี่งพอมารวมตัวกันที่มหาวิทยาลัยพวกเขามักจะเป็นแกนนำประท้วง เดินรณรงค์ อดอาหาร อยู่บ่อยครั้ง สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมได้เห็นแนวคิด เห็นการต่อสู้ เห็นขบวนการเคลื่อนไหวของสังคมอินเดีย

ที่สำคัญคือในช่วงที่ผมเข้าเรียนนั้นมีการประท้วงเพื่อขอตั้งรัฐใหม่ในอินเดีย ซี่งทำสำเร็จในช่วงที่ผมเรียนจบ กลายเป็นว่า ตอนเข้าเรียนผมเข้าเรียนที่รัฐอันธรประเทศ แต่ตอนเรียนจบผมกลับจบจากรัฐเตลังกาน่าครับ … ในด้านการเรียนจริงๆ ป.โทจะเน้นการอ่านหนังสือด้วยตนเอง ฟังสัมมนา การเขียนสารนิพนธ์และการสอบ

ไขข้อสงสัย เรื่อง มาตรฐานการเรียนที่อินเดีย ?

จริงๆแล้วผมอยากเรียนปริญญาเอกที่อินเดียต่อ แต่ อ.ที่ปรึกษาที่อินเดีย ท่านอยากให้ผมนำความรู้พื้นฐานจากเมืองไทย บวกกับประสบการณ์ที่ได้รับจากอินเดีย ไปต่อยอดมุมมองและทฤษฏีจากโลกตะวันตก ท่านจึงสนับสนุนและผลักดันให้ผมหาโอกาส หาทุนอื่นๆ เพื่อศึกษาในระดับปริญญาเอก …. และจากการที่ได้เรียนระดับปริญญาโทในอินเดียซี่งเป็นหลักสูตรภาษาอังกฤษ ทำให้ผมได้รับการยกเว้นการใช้คะแนนภาษาอังกฤษ (IELTS) ในการสมัครเข้าเรียนต่อ และได้รับการตอบรับเข้าเรียนปริญญาเอก ด้านนโยบายต่างประเทศอินเดีย ที่คณะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูวส์ สหราชอาณาจักร และได้มีโอกาสบรรยายและช่วยสอนในรายวิชานโยบายการต่างประเทศอินเดียสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยดังกล่าวด้วยครับ ทั้งนี้ด้วยทุนที่ผมได้รับในปัจจุบันเป็นทุนรัฐบาลไทย (สกอ.) มีเงื่อนไขที่จะต้องกลับไปใช้ทุนที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี แม้จะเป็นจังหวัดที่อยู่ชายแดนตะวันออกสุดของประเทศไทย แตผมก็ยินดีเพราะที่นั่นเป็นบ้านเกิดของผมเองครับ

MThai News

ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ news.mthai.com

รายงานโดย ศิลัญชญา ปานมงคล