ราชกิจจาฯ ประกาศห้าม ผลิต-นำเข้า-ขาย เครื่องสำอาง 34 ยี่ห้อ

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เครื่องสำอาง 34ยี่ห้อ ห้าม ผลิต-นำเข้า-ขาย มีผลบังคับใช้พรุ่งนี้ (29มี.ค.59)

วันที่ 28 มี.ค.2559 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้ออกประกาศตอนพิเศษ 72 ง เกี่ยวกับ ประกาศของกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กําหนดชื่อเครื่องสําอางที่ห้ามผลิต นําเข้า หรือขาย พ.ศ. 2559 โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(1) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องสําอาง พ.ศ. 2558 ลงนามในประกาศโดย นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยคําแนะนําของคณะกรรมการเครื่องสําอาง ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

ราชกิจจานุเบกษา

ข้อ 1 ให้เครื่องสำอางที่มีชื่อดังต่อไปนี้ เป็นเครื่องสำอางที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือขาย

1. BEANNE บีแอน ครีมไข่มุกตราแตร
2. แอนตี้-ฟาร์ ครีม
3. แอนตี้-ฟาร์ โลชั่นกันฝ้า ปรับผิว
4. ROSE ครีมขจัดฝ้า
5. FAR-ACT ครีมรักษาฝ้า
6. CN คลินิก 99
7. ครีมฝ้าเมลาแคร์
8. โลชั่นกันแดด กันฝ้า เมลาแคร์
9. ครีมวินเซิร์ฟ
10. โลชั่นวินเซิร์ฟ ลดฝ้ากันแดด
11. MUI LEE HIANG PEARL CREAM
12. เอสจี โลชั่นปรับสภาพผิว
13. เลนาว ครีมบำรุงผิวหน้ากลางคืน
14. NEW CARE นิวแคร์ ครีมประทินผิว
15. NEW CARE นิวแคร์ โลชั่นปรับสภาพผิว
16. 3 ทรีเดย์ ไบรเทน แอนด์ รีไวเทน ครีมลดริ้วรอยหมองคล้ำ
17. 3 ทรีเดย์ ไบรเทน แอนด์ รีไวเทน โลชั่นป้องกันแสงแดด

18. 3 ทรีเดย์ เนเชอรัล ครีมทาสิว
19. 3 ทรีเดย์ เนเชอรัล โลชั่นป้องกันแสงแดด
20. พรีม ไบรเทน แอนด์ รีไวเทน ครีมลดริ้วรอย
21. พรีม ไบรเทน แอนด์ รีไวเทน โลชั่นป้องกันแสงแดด
22. มิสเดย์ ครีมแก้สิว
23. มิสเดย์ ครีมแก้ฝ้า
24. พอลล่า ครีมทาสิว
25. พอลล่า ครีมทาฝ้า
26. พอลล่า โลชั่นกันแดดรักษาฝ้า
27. ครีมชาเขียว DR. JAPAN
28. ครีมชาเขียว MISS JAPAN
29. ชิชาเดะ ครีมหน้าขาว โสมผสมไข่มุกญี่ปุ่น
30. ครีมบัวหิมะ หลิง หลิง
31. ครีม QIAN MEI
32. ครีม QIAN LI
33. ครีม CAI NI YA
34. ครีม JIAO LING

ข้อ 2 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จาการสอบถามทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ระบุว่า สำหรับเครื่องสำอางทั้ง 34 ยี่ห้อนั้น เคยประกาศเตือนมาแล้วเมื่อปี 2555 แต่ต้องมาประกาศซ้ำอีกครั้งเนื่องจากเครื่องสำอางกลุ่มนี้ยังคงเป็นปัญหาอยู่

1066347

1066350

MThai News

จิตแพทย์ แนะ ข้อคิด-วิธีรับมือ วัยรุ่นขู่ ‘ฆ่าตัวตาย’ ผ่านโซเชียล

จิตแพทย์โพสต์เฟซบุ๊ก แนะวิธีรับมือและข้อคิดกรณีวัยรุ่นขู่ ‘ฆ่าตัวตาย’ ผ่านโซเชียล ชี้ การยุยงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์

จากกรณีที่เมื่อช่วงก่อน มีกระแสข่าวที่เด็กหญิงโพสต์ภาพ และข้อความฆ่าตัวตายตัดพ้อคนรักจนส่งผลให้เสียชีวิต ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก “สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย” ได้เปิดเผยบทความจากนายแพทย์ วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ที่มีต่อประเด็นดังกล่าว โดยระบุเนื้อหาดังนี้

cats

#โพสต์เรียกร้องความสนใจหรือต้องการความช่วยเหลือ
บทความโดย นายแพทย์ วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

“หมอครับ…เราจะแยกยังไงระหว่างคนที่เรียกร้องความสนใจกับคนที่ต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ บนโลกโซเชียล ?” นี่เป็นคำถามที่ผมมักถูกถามบ่อยครั้ง ไม่ใช่แค่เพียงเมื่อวานนี้ที่เกิดเหตุน่าสลดจากการที่เด็กสาวคนหนึ่งส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือผ่านทางเฟซบุ๊กของเธอ และเรื่องจบลงตรงที่ สัญญาณ S.O.S ที่ถูกส่งออกไปนั้น ไม่สามารถส่งความช่วยเหลือกลับมาหาเธอได้ทันเวลา “ไม่ต้องแยกครับ ” …ผมตอบแบบนี้เสมอ ไม่ต้องแยกจริง ๆ เพราะสุดท้ายคนเหล่านี้ คือ คนที่ต้องการความช่วยเหลือทั้งหมดนั่นแหละ !!

กลุ่มที่ถูกตราหน้าว่าชอบเรียกร้องความสนใจ (Attention-seeker) มักจะถูกมองด้วยความเหยียดหยามจากคนรอบข้าง มักถูกสั่งสอนด้วยคำต่อว่าที่รุนแรงจากคนใกล้ตัว สุดท้ายมักจบลงด้วยคำพูดที่ว่า… “อย่าเรียกร้องความสนใจ” จบ…จบแค่ตรงนี้เสมอ…จบแบบเจ็บ ๆ น่าแปลก กลับไม่ค่อยมีคนตั้งคำถามต่อไปว่า

บุคลิกภาพแบบนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาได้อย่างไร ?” “มีปมอะไรถูกซ่อนอยู่ ?” “หรือนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของอาการที่รุนแรงในอนาคต ?” เราไม่มีทางรู้หรอก ว่าเด็กวัยรุ่นที่เอาลิปสติกขีดแขนเป็นปื้นแล้วเขียนสเตตัสว่าอยากตาย ท้ายที่สุดจะไม่พัฒนาเป็นเด็กที่หยิบคัตเตอร์มากรีดข้อมืออย่างเงียบ ๆ จนต้องเข้าไอซียู

ปัญหาทางสุขภาพจิตระยะแรก ๆ มักเป็นแบบนี้แหละครับ ถูกแสดงออกอย่างไม่ตรงไปตรงมาและมักถูกมองข้าม สุดท้ายถูกปัดไว้ไปใต้พรมหรือฝังกลบไว้อยู่ใต้ดิน รอสะสมพลังจนกลายเป็นระเบิดลูกใหญ่ !

และจะแยกไปทำไม ในเมื่อ….คนที่ต้องการความช่วยเหลือ คือคนที่ “สังคม” ตัดสินว่า “เค้าน่าจะทำจริง ๆ” ส่วนคนที่เรียกร้องความสนใจ ก็คือคนที่ “สังคม” ตัดสินว่า “เค้าไม่ทำจริง ๆ หรอก” …เส้นบาง ๆ ตรงกลางที่ถูกขีดขึ้นมาโดย “คนอื่นในสังคม”

เราชอบตัดสินเรื่องของคนอื่น บนพื้นฐานชีวิตของตัวเอง ประสบการณ์ของตัวเอง และความเชื่อของตัวเอง ….. ทั้งที่เป็นคนนอกแท้ ๆ ไม่ได้อยู่กับเขา 24 ชั่วโมง ไม่ได้อยู่กับเขามาตั้งแต่เกิดซักหน่อยเลย จะทำจริง หรือ ไม่ทำจริง … เจ้าตัวต่างหากที่รู้ดีที่สุด  โลกเราเปลี่ยนไป…ผู้ใหญ่จากยุคสมัยก่อนอาจมองว่าการเขียนหรือโพสต์อะไรไปในเฟซบุ๊กของเด็กสมัยนี้ คือ การโชว์ออฟ การเรียกร้องความสนใจ การเรียกไลค์ การระบายอารมณ์ หรือแม้กระทั่งการอยากเป็นคนโด่งดังแบบเน็ทไอดอล

นั่นเพราะคนเหล่านั้นขาดความเข้าใจในความสัมพันธ์ของสังคมโซเชียลกับชีวิตเด็กยุคดิจิตอลในปัจจุบัน เด็กรุ่น Generation Me เป็นต้นมา ได้หลอมรวมการสื่อสารในชีวิตประจำวันของตัวเอง ทั้งการรับสื่อมาและการสื่อสารออกไป เข้ากับโลกโซเชียลมีเดียไปหมดแล้ว โซเชียลมีเดียจึงไม่ใช่เพียงแค่เครื่องมือสื่อสารอีกต่อไป แต่มันผนวกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันเราไปโดยปริยาย

เพราะฉะนั้น การแสดงออกถึงเจตจำนงแห่งความตายผ่านทางโลกโซเชียลในยุคปัจจุบันนี้ จึงมักจะสะท้อนบางอย่างภายใต้จิตใจของคน ๆ หนึ่งได้เสมอ ไม่ว่าจะตั้งใจทำจริง ๆ หรือไม่ก็ตาม

เอาเป็นว่า ถ้าเรื่องแบบนี้ผ่านตาเรามา…เข้าไปช่วยเหลือเขาเถอะครับ ตั้งสติให้ดี ลดอคติที่อยู่ในใจ สุดท้ายจะให้ความช่วยเหลืออย่างจริงจัง หรือ พิมพ์แค่ “สู้ๆ” “เอาใจช่วยนะ” ก็ดีมากแล้วไอ้แบบพวกนักเลงคีย์บอร์ดรุมกันแกล้ง รุมกันสับ รุมกันยุ นี่ผมขอเลยครับ…นี่มัน “ร่วมด้วย ช่วยกันฆ่า” ชัดๆ 

ที่มา สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย

MThai News

ขีดเส้นตาย! กทม.จ่อรื้อ ‘ชุมชนป้อมมหากาฬ’ ชาวบ้านยันไม่ย้ายออก

กทม.ประกาศแจ้ง ‘ชุมชนป้อมมหากาฬ’ ต้องย้ายออกจากพื้นที่ภายใน 30 เม.ย.นี้ ตามกฎหมายเวนคืน ระบุจ่ายค่าทดแทนหมดแล้ว

วันที่ 28 มี.ค.59 นายสมชัย ไตรพิทยากุล ผู้อำนวยการเขตพระนคร กทม. ได้นำป้ายประกาศกรุงเทพมหานครมาติดตั้งที่หน้าชุมชน เพื่อแจ้งผู้อาศัยอยู่ภายในบริเวณป้อมมหากาฬรื้อย้ายสิ่งปลูกสร้าง ให้ออกจากพื้นที่ภายใน 30 เม.ย.59 ตามพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน พ.ศ.2535 พร้อมทั้งเตรียมตั้งโต๊ะช่วยเหลือจัดหาที่อยู่อาศัยในวันที่ 19 เม.ย.59 และขนย้ายสิ่งของต่อไป

โดยข้อความตามประกาศกรุงเทพมหานคร แจ้งว่า ตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายการอนุรักษ์ป้อมและกำแพงพระนคร เพื่อการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ และได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินให้บริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2535 ประกอบกับมติคณะรัฐมนตรี พ.ศ.2545 ให้กรุงเทพมหานครและกรมศิลปากรดำเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณป้อมมหากาฬ โดยต่อมาปี พ.ศ.2547 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาว่ากรุงเทพมหานครสามารถเข้าทำการรื้อย้ายสิ่งปลูกสร้างได้ อีกทั้งสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ต่างก็มีความเห็นว่ากรุงเทพมหานครต้องดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของการเวนคืน

cats

­ ด้านนายพีระพล เหมรัตน์ รองประธานชุมชนป้อมมหากาฬ เปิดเผยว่า ชาวบ้านในชุมชนทราบเรื่องและติดตามข่าวสารมาโดยตลอด หากมีการรื้อย้ายตามประกาศครั้งนี้จริง  ชาวชุมชนกว่า 300คน กทม.จะเอาไปไว้ที่ไหน เพราะก่อนหน้านี้กทม.เคยจ่ายเงินชดเชยให้ชาวชุมชนแล้ว เอาไปปล่อยทิ้งที่การเคหะแห่งชาติมีนบุรีและหนองจอก ก่อนที่จะมีระบบสาธารณูปโภคเข้าถึงด้วยซ้ำ รวมทั้งการเคหะฯ มีระยะทางที่ไกลจากชุมชนเดิมมาก อาชีพที่ทำอยู่ก็ไม่ได้ตามไปที่การเคหะฯ ส่วนคำสั่งที่มาปิดประกาศนี้ชาวชุมชุมไม่มีใครเตรียมตัวที่จะรื้อย้าย และไม่ขอคุยเรื่องกฎหมาย อยากให้คุยเรื่องสิทธิมนุษยชนมากกว่า หากเจ้าหน้าที่เข้ามารื้อย้ายพื้นที่ป้อมมหากาฬจริงอาจเกิดศึกบางระจัน 2 ขึ้นอีกครั้งก็ได้ ส่วนกรณีที่กทม.จะพัฒนาพื้นที่ป้อมมหากาฬให้เป็นสวนสาธารณะนั้น ชุมชนขอเสนอให้กทม.ทำสวนฯโดยให้ชุมชนอยู่ร่วมด้วย ซึ่งชาวชุมชนพร้อมจะเป็นอาสาเฝ้าเวรยาม  ดูแลรักษาสวนสาธารณะให้

ขณะเดียวกันทีมงานชุมชนป้อมมหากาฬอยู่ระหว่างทำหนังสือขอเข้าพบม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. เพื่อขอเปิดเวทีเจรจาและยื่นข้อเสนอ5ข้อ ดังนี้ 1.ขอคืนเงินชดเชยทั้งหมดโดยจะผ่อนชำระเป็นงวด และขอแบ่งพื้นที่อยู่อาศัยร่วมกันด้วยการเช่าพื้นที่ระยะยาว 2.ขอเป็นเวรยามดูแลพื้นที่ 3.ดูแล รักษาสวนสาธรณะแห่งนี้ 4.ให้ชุมชนป้อมมหากาฬเป็นแหล่งท่องเที่ยว และ5.เป็นชุมชนตัวอย่างที่ทำงานควบคู่กับหน่วยงานรัฐ

MThai News