วิจารณ์แซด ผู้บริหารซีพีฯ หนุนกลุ่มทุนจีนปลูกกล้วยในไทย อ้างเพิ่มอาชีพ -สร้างรายได้เกษตร
จากกรณีที่ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอพญาเม็งราย และอำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย ได้รวมตัวกันเข้าร้องเรียนกับทางการเพื่อให้ดำเนินการกับบริษัทของจีนบริษัทหนึ่งหลังพบว่าบริษัทดังกล่าวได้ตั้งเครื่องสูบน้ำสูบจากแม่น้ำอิงไปกักเก็บใช้ในการเกษตร ที่ได้เข้ามาเช่าที่ดินปลูกกล้วยหอมกว่า 2,700 ไร่ จนทำให้ชาวบ้านต้องเดือดร้อนหนัก เพราะขาดน้ำไว้ใช้อุปโภคบริโภค ก่อนจะมีการหารือทั้ง 2 ฝ่ายและได้ข้อสรุปเมื่อวันที่ 19 มี.ค. 59 ที่ผ่านมา ว่า ห้ามบริษัทจีนสูบน้ำจากแม่น้ำอิงโดยเด็ดขาด แต่ให้ใช้วิธีขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลแทน
สวนกล้วย ของกลุ่มทุนจีนที่ลาว
ซึ่งจากประเด็นดังกล่าวทำให้มีคนเกิดข้อสงสัย ?? ว่า เหตุใดบริษัทจีนถึงได้เข้ามาทำการเกษตรในประเทศไทยได้โดยง่าย เพราะก่อนหน้านี้การปลูกกล้วยของจีนได้สร้างความเสียหายด้านมลพิษให้กับประเทศลาวอย่างเป็นอย่างมาก โดยเพจเฟซบุ๊ก Prachuab Wangjai ได้โพสต์ข้อความตีแผ่เรื่องราวระบุว่า
เห็นข่าวนี้ http://tcijthai.com/tcijthainews/view.php?ids=6118 (ชาวบ้านโวยสวนกล้วยจีนบุกเชียงรายสูบน้ำอิงแห้ง) ถึงกับอึ้ง รำพึงตาม… “ข้ามโขงมาถึงบ้านเราแล้วเหรอ”
สวนกล้วยมหาบรรลัยกำลังกลายเป็นเรื่องเล่าขานตำนานแห่งการทำลายล้างที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะบนแผ่นดินลาวตอนเหนือ เมื่อที่ดินที่เคยเป็นเรือกสวนไร่นากว่า 250,000 ไร่ กลายเป็นสวนกล้วยหอมที่มีนักลงทุนจีนเป็นเจ้าของ
การที่คนจีนทะลักเข้าไปลงทุนในลาว สะท้อนปรากฏการณ์ของการแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ให้กับตัวเองเหมือนเช่นอดีต โดยเฉพาะคนจีนจากมณฑลกว่างสีและยูนนาน ซึ่งประมาณการกันว่าน่าจะอยู่ในลาวหลายพันคนแล้ว คนเหล่านี้เริ่มพบทางตันในการทำธุรกิจที่บ้านเกิดตัวเอง จุดหมายปลายทางของพวกเขา คือเดินทางลงใต้
คนจีนที่เข้าไปทำมาหากินในลาวจะได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากรัฐบาลท้องถิ่นของจีนรายละ 10,000 ดอลลาร์ หรือ 350,000 บาท แต่ต้องแลกกับการตีตั๋วเที่ยวเดียว คืออยู่ในลาวตลอดไป ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าว ก็น่าจะใช้ตั้งตัวได้ หากต้องการถือครองที่ดินก็ใช้วิธีซื้อผ่านนอมินีชาวลาว แต่ส่วนใหญ่เช่าที่ดินของเกษตรกรลาวมากกว่า โดยให้ค่าเช่าไร่ละ 300 – 600 ดอลลาร์ต่อปี หรือ 10,500 – 21,000 บาท เกษตรกรเจ้าของที่เห็นว่าราคานี้ค่อนข้างดี แถมไม่ต้องทำงานให้เหนื่อย

เซซิลี ฟริส แห่งมหาวิทยาลัยฮัมโบลดท์ในเบอร์ลินเจ้าของงานศึกษา Chinese Banana Investments in Northern Laos ชี้ว่า การที่เกษตรกรชาวลาวยอมปล่อยที่ดินให้คนจีนเช่ามาจากแรงจูงใจในตัวเงินจำนวนมหาศาลที่เกษตรกรลาวไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมา เช่น คุณภาพของดินจะถูกทำลายเพราะสารเคมีที่คนจีนนำมาใช้อย่างไม่บันยะบันยัง รวมถึงระบบการแจกจ่ายน้ำผ่านลำเหมืองก็ถูกทำลายลงไปด้วย
ส่วนคนงานสวนกล้วยหอมมีรายได้เฉลี่ย 120 – 150 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือ 4,200 – 5,250 บาท รายได้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ย เพราะลาวมีรายได้ประชาชาติต่อหัวอยู่ที่ 137 ดอลลาร์ต่อเดือนหรือประมาณ 4,800 บาทต่อคนต่อเดือน โดยแรงงานส่วนใหญ่มาจากชนกลุ่มน้อยในพื้นที่นั่นเอง
การปลูกกล้วยได้ผลตอบแทนดีเกินคาด ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรของลาวเชือว่าการลงทุนปลูกกล้วยหอม ให้ผลตอบแทนดี อาจจะถึง 20 เท่าภายใน 5 ปี ซึ่งผลผลิตกล้วยทุกหวีส่งกลับไปยังจีนทั้งหมด แต่ที่เหลือทิ้งบนแผ่นดินลาวคือสารเคมีล้วนๆ
ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเริ่มปรากฏออกมาให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการใช้สารเคมีและยากำจัดศัตรูพืชปริมาณมหาศาลเพื่อเร่งกล้วยให้ได้ผลผลิตส่งออกภายใน 3 – 4 เดือน ดังนั้นสารเคมีเหล่านี้จึงปนเปื้อนอยู่ในสภาพแวดล้อม ไหลลงสู่แม่น้ำลำคลอง ส่วนในอากาศก็คละคลุ้งไปด้วยสารพิษ โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้ๆ สวนกล้วย ว่ากันว่ามีกลิ่นเหม็นและเย็นยะเยือกทีเดียว
คนงานในสวนกล้วยส่วนใหญ่มักไม่สวมเครื่องป้องกันใดๆ แต่-ถึงแม้จะใช้หน้ากากหรือเครื่องป้องกัน คนงานมักมีอาการปวดหัว คันตา และอาเจียน คนงานบางรายเจอกับเรื่องเศร้า เมื่อลูกทารกอายุ 6 เดือน ที่เอามาอยู่ในแคมป์กลางสวนกล้วย ต้องเสียชีวิต หลังมีอาการตัวเหลือง อ้วกออกมาเป็นเลือด ริมฝีปากแห้ง หมอวินิจฉัยว่าตับล้มเหลว
แพทย์ที่โรงพยาบาลต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว (ตรงข้ามเชียงแสน) ให้ข้อมูลว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่มาจากคนงานสวนกล้วย โดยเฉพาะเด็กๆ จะมีอาการท้องเสีย อาเจียน มีไข้ ปอดถูกทำลาย ซึ่งอาการลักษณะนี้มีความเป็นไปได้ที่มีสาเหตุมาจากการได้รับพิษจากยาฆ่าแมลง และยาฆ่าหญ้า
เมื่อเกิดเหตุบ่อยครั้งเข้า
กระทรวงเกษตรและป่าไม้ของลาวได้แจ้งเตือนไปยังกลุ่มนายทุนสวนกล้วยชาวจีน เรื่องการใช้ยาฆ่าแมลงมากเกินไป และขอเข้าไปตรวจสอบสวนกล้วยในหลายๆ พื้นที่ทางตอนเหนือของลาว แต่กลุ่มนักลงทุนชาวจีนเหล่านี้ ก็ “รู้มาก” แค่เข้าไปดูแลเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นให้ใกล้ชิดกว่าเดิม ทุกอย่างก็ราบรื่น
สำนักข่าวนิเคอิของญี่ปุ่น รายงานว่า การรุกคืบของกลุ่มทุนจีนในลาว ไม่เพียงแต่สร้างปัญหาด้านสุขภาพเท่านั้น แต่ยังทำลายวิถีชุมชนของลาวตอนเหนืออีกด้วย ในปี 2012 หลายร้อยครอบครัวในบ่อเตนและห้วยทรายถูกสั่งให้อพยพออกจากพื้นที่ ไปอยู่ที่จัดสรรใหม่ เพราะหมู่บ้านของพวกเขาถูกแทนที่ด้วยคาสิโน แต่ที่อยู่ใหม่ใช่ว่าจะสวยและดีงาม เพราะผ่านไปแค่ปีเดียว ผนังผุ เพดานร่อน หลังคายุบ ชาวบ้านไม่มีใครอยากจะอยู่ในที่จัดสรรใหม่ แต่ก็เลือกไม่ได้
ขณะที่ชาวบ้านที่อุดมไซและหลวงน้ำทา ชุมชนของพวกเขากำลังถูกทำลายด้วยเขื่อนยักษ์เพื่อใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า ต้องอพยพชาวบ้านถึง 11,000 คน ไปอยู่ในที่จัดสรรแห่งใหม่

ทั้งนี้เมื่อเรื่องราวดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ออกไปก็ทำให้มีกระแสด้านลบเกี่ยวกับการเข้ามาเช่าที่ปลูกล้วยในไทย เนื่องจากหวั่นจะได้รับผลกระทบทางด้านมลพิษเหมือนกับที่ประเทศลาวเคยเจอ จนมีการตั้งคำถามดังกล่าวข้างต้นและเรียกร้องให้ทางการเข้าไปตรวจสอบโดยด่วน ก่อนที่นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) จะออกมาเผยว่า
การเข้ามามาเช่าที่ดินใน จ.เชียงราย เพื่อปลูกกล้วยของกลุ่มทุนชาวจีน เหมือนกับการทำ Contract Farm ฉะนั้นต้องไม่ไปขับไล่เขา เพราะนี่ถือเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะทำให้เกษตรกรมีอาชีพและรายได้ โดยทำในลักษณะ ลักษณะพาร์ตเนอร์ชิป ให้ชุมชนร่วมเป็นเจ้าของด้วย เพราะนี่สะท้อนให้เห็นว่าตลาดจีนต้องการกล้วยเป็นจำนวนมาก และรัฐบาลต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตามหลังผู้บริหารซีพีได้ออกมาแสดงความเห็นถึงเรื่องดังกล่าว ก็ทำให้เกิดเสียงตำหนิจากผู้คนในโลกออนไลน์ เพราะเห็นว่าการให้กลุ่มทุนจีนเข้ามาทำเกษตรกรรมในประเทศไทย ไม่ได้ตอบโจทย์ทำให้เกษตรมีรายได้เพิ่ม แต่เป็นการแย่งอาชีพทำมาหากินของคนในประเทศ และหากจะสนับสนุนเกษตรกรจริง ก็ควรให้เขาปลูกเองแล้วส่งออกไปขายยังจีนแทน
ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com
MThai News
ข้อมูลบางส่วนจาก Facebook @Prachuab Wangjai
คลิปจาก ThaiPBS