อ.เจษฎาเตือน! อย่าคิดจับปลิง ดูดสิวกันเองเด็ดขาด

อาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ โพสต์เตือนอย่าคิดจับปลิง ดูดสิวกันเองเด็ดขาด

วันนี้ (28 มี.ค.) กลายเป็นเรื่องราวที่ทำให้ผู้คนบนโลกออนไลน์ให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ หลังมีผู้นำภาพและข้อความโพสต์ลงบนโซเชียลระบุว่า พบวิธีการกำจัดสิวแบบใหม่ โดยการใช้ปลิงดูดเอาหัวสิวออก ทำให้ชาวเน็ตบางท่านเกิดความสงสัยว่า วิธีการดังกล่าวที่ถูกแชร์ต่อกันเป็นจำนวนมากอยู่ในขณะนี้สามารถทำได้จริงหรือไม่

942514_765281290269174_6009799671701770_n

ล่าสุด ผศ.ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก Jessada Denduangboripant แสดงความเห็นต่อเรื่องดังกล่าวว่า…

หลายคนแชร์รูปนี้มา พร้อมคำบรรยายน่าอึ้งว่า วิธีการกำจัดสิวโดยให้ปลิงมาดูดหัวสิวออกไปอย่างถอนรากถอนโคนพร้อมคำถามว่าจะทำดีไหม ทำยังไง ไปจับปลิงแถวบ้านมาดูดเล่นดีไหม

อย่าเชียวนะครับ การใช้ปลิงรักษาทางการแพทย์นั้น เริ่มเป็นที่ยอมรับให้ทำได้ แต่ก็มีข้อจำกัดถึงสายพันธุ์ของปลิงที่ใช้ และความสะอาดของมัน ว่าผ่านการเพาะเลี้ยงมาอย่างดี ไม่ใช่ไปเอาปลิงควายตามบึงแถวบ้านมาเกาะหน้าเล่น

เทคนิคที่เห็นในภาพนี้ จริง ๆ ไม่ใช่การดูดหัวสิวออกจากหน้า แต่เป็นการดูดเลือดออกไป ปลิงไม่ได้กินไขมันเป็นอาหาร แต่กินเลือดเป็นอาหาร เขาอ้างว่ามันจะไปดูดเลือดเสีย เลือดไม่ดี ออกจากหน้า เพื่อให้ร่างกายส่งเลือดใหม่ ๆ ดี ๆ มา ทำให้ผิวพรรณผ่องใส ไร้สิว

ซึ่งการรักษาสิวด้วยปลิงจะได้ผลจริงหรือเปล่า ผมก็ไม่รู้และไม่ทำตามแน่ ๆ (สิวไม่หาย จะได้แผลรอยฟันปลิงกันมาแทน) แต่สิว มีสาเหตุจากหลายอย่าง โดยเฉพาะการรักษาความสะอาดของหน้า อาหารที่ทาน และพันธุกรรม ดังนั้น ใครเป็นสิวมาก ๆ ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางดีกว่า

ปล. เคยมีเพื่อนที่ไปลองวิธีรักษาแปลก ๆ ตามร้านเสริมความงาม แบบเอาลูกกลิ้งฝังเข็มมากลิ้งกระตุ้นผิวหน้า กลายเป็นยิ่งหนักเลย หลายเดือนกว่าผิวจะกลับมาดีใหม่

เปิดรายได้ธุรกิจร้อยล้านน้ำพริก “แม่ประนอม” ก่อนเกิดศึกฮุบกิจการ

เปิดรายได้ธุรกิจน้ำพริก “แม่ประนอม” ล่าสุด 803 ล้าน ก่อนเกิดศึกฮุบกิจการ ขณะ พบบุตรสาวคนโตปรากฏชื่อผู้ถือหุ้นบริษัทเอกชนอีก 2 แห่ง

กำลังเป็นเหตุการณ์ที่น่าสนใจสำหรับ “น้ำพริกแม่ประนอม” หรือ บริษัท พิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม จำกัด ที่เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2559 ที่ผ่านมา นางประนอม แดงสุภา ผู้ก่อตั้งธุรกิจน้ำพริกเผาแม่ประนอม ได้เดินทางเข้าร้องทุกข์กับศูนย์บริการประชาชน สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อขอความเป็นธรรม เจ้าตัวอ้างว่า ถูกลูกสาวแท้ๆ ฮุบกิจการ โดยเมื่อปี 2558 ตนถูกลูกสาวและลูกเขยปลอมเอกสารผู้เป็นสามีที่ล่วงลับโอนทรัพย์สินทั้งหมดรวมถึงกิจการน้ำพริกแม่ประนอมเข้าเป็นของตัวเอง ก่อนที่ในเวลาต่อมาลูกสาวจะไล่ให้ตนออกจากบ้าน หลังไว้ใจให้ดูแลกิจการทั้งหมด ซึ่งหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวตนได้เข้าร้องขอความเป็นธรรมจากศาลแล้ว แต่คดีกลับไม่คืบหน้าเพราะลูกสาวกับลูกเขยได้ใช้เงินร่วมกับบุคคลเข้ามาแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมดังกล่าว

10154267_10152165118772157_7167807189337289931_n-768x534

สำหรับ บริษัท พิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม จำกัด หรือ  “น้ำพริกเผาแม่ประนอม” ตั้งอยู่เลขที่ 68/10 หมู่ที่ 12 ถนนบรมราชชนนี แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร และจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2524 ทุนปัจจุบันอยู่ที่ 59 ล้านบาท โดยแจ้งประกอบธุรกิจผลิตน้ำพริกเผา น้ำจิ้มต่างๆ ปรากฎชื่อ นางศิริพร แดงสุภา เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ  นาง อุรชา พีชาสารานนท์ และ น.ส. ธนาภรณ์ ภาษาประเทศ ร่วมเป็นกรรมการ รายชื่อผู้ถือหุ้น ณ วันที่  19 ตุลาคม 2558 (ราคาหุ้นละ 1,000 บาท) มี 5 ราย ประกอบด้วย นาง ศิริพร แดงสุภา ถือหุ้นใหญ่สุด  28,000 หุ้น มูลค่า 28 ล้านบาท  นางสาว ธนาภรณ์ ภาษาประเทศ   นางสาว สุรพร ภาษาประเทศ นางสาว อุรชา พีชาสารานนท์ ถืออยู่คนละ 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ถืออยู่คนละ  10 ล้านบาท  นาย สุชาติ ภาษาประเทศ ถืออยู่ 1,000 หุ้น มูลค่า 1 ล้านบาท

ล่าสุดนำส่งงบการเงินแสดงผลประกอบการธุรกิจ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2557 แจ้งว่า มีรายได้จากการขายสินค้า 802,734,975.11 บาท รายได้อื่น 607,714.07 บาท รวมรายได้ 803,342,689.18 บาท  ขณะที่รายจ่าย 772,673,284.76 บาท กำไรสุทธิ 24,502,917.29 บาท

ขณะที่ ข้อมูลจากสำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบพบ นางศิริพร แดงสุภา (ภาษาประเทศ) บุตรสาวคนโต ของนางประนอม แดงสุภา ผู้ก่อตั้งธุรกิจน้ำพริกเผาแม่ประนอม ปรากฎชื่อเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้น บริษัทเอกชนอีก 2 แห่ง แจ้งทำธุรกิจจำหน่ายสินค้าเกษตรอบแห้ง และอสังหาริมทรัพย์ มีรายได้รวมหลายสิบล้านบาท

สำหรับธุรกิจอีก 2 แห่ง คือ

1.บริษัท โฟร์ซีซั่นส์ สไปเซส จำกัด

จดทะเบียน 24 พฤศจิกายน 2548 ทุนปัจจุบัน 5,000,000 บาท ตั้งอยู่เลขที่ 226 หมู่ที่ 10 ตำบลบ้านธิ อำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูน แจ้งประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรอบแห้งทุกชนิด ปรากฎชื่อ นาง ศิริพร แดงสุภา และ นาย สุชาติ ภาษาประเทศ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ รายชื่อผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 20 เมษายน 2558

นางสาว กัญติชา ภาษาประเทศ  นาง ศิริพร แดงสุภา และ นาย สุชาติ ภาษาประเทศ ถือหุ้นใหญ่สุด คนละ 200 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ถืออยู่คนละ 1,000,000 บาท นาย แทนวงศ์ แดงสุภา นางสาว ปัทมา รัตนราชชาติกุล  นาง วันเชิญ โพธาเจริญ  นาย ศิวัตรา ชนะภัย ถืออยู่คนละ มูลค่าหุ้นที่ถืออยู่คนละ   500,000 บาท นำส่งงบการเงินล่าสุด ณ  31 ธันวาคม 2557 แจ้งว่า มีรายได้จากการขาย 48,015,952.40 บาท รวมรายได้อื่นเป็น 48,032,366.32 บาท รวมรายจ่าย 47,366,731.99 บาท  กำไรสุทธิ 531,496.08 บาท

2.บริษัท สิรีนเฮ้าส์ จำกัด

จดทะเบียน 3 กรกฎาคม 2555 ทุนปัจจุบัน 5,000,000 บาท ตั้งอยู่เลขที่ 529/56 ซอยลาดพร้าว126(กรัณฑ์พร) ถนนลาดพร้าว แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร แจ้งประกอบธุรกิจค้าอสังหาริมทรัพย์  ซื้อ ขาย ให้เช่า ขายฝาก จำนองสังหาริมทรัพย์ที่ดิน รวมทั้งการจำนอง รับจำนำ ปรากฎชื่อ นาย เทพศักดิ์ อุ่นปิติพงษา นาง ศิริพร แดงสุภา เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ รายชื่อผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558

นาง นภา เล็กปรีชากุล และ นาง ศิริพร แดงสุภา ถือหุ้นใหญ่สุด คนละ 15,000 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ถืออยู่คนละ 1,500,000 บาท นาย เทพศักดิ์ อุ่นปิติพงษา นาย ประหยัด สมศิริ  นาย ไพรัช จิรัฐิติเจริญ  นาง วฤนดา มิยาเกะ ถืออยู่คนละ  5,000 บาท มูลค่าหุ้นที่ถืออยู่คนละ  500,000 บาท นำส่งงบการเงินล่าสุด ณ  31 ธันวาคม 2557 แจ้งว่า มีรายได้รวม  2,945.89 บาท รวมรายจ่าย 20,000 บาท ขาดทุนสุทธิ 17,054.11 บาท  ทั้งนี้ หากนับรวมรายได้ธุรกิจทั้ง 2 บริษัท จะอยู่ที่ตัวเลขประมาณ 50 กว่าล้านบาท

ขอบคุณข้อมูล สำนักข่าวอิศรา

MThai News

คนโวย ซีพี หลังเห็นงาม ให้จีนเช่าที่ปลูกกล้วยในไทย

วิจารณ์แซด ผู้บริหารซีพีฯ หนุนกลุ่มทุนจีนปลูกกล้วยในไทย อ้างเพิ่มอาชีพ -สร้างรายได้เกษตร 

จากกรณีที่ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอพญาเม็งราย และอำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย ได้รวมตัวกันเข้าร้องเรียนกับทางการเพื่อให้ดำเนินการกับบริษัทของจีนบริษัทหนึ่งหลังพบว่าบริษัทดังกล่าวได้ตั้งเครื่องสูบน้ำสูบจากแม่น้ำอิงไปกักเก็บใช้ในการเกษตร ที่ได้เข้ามาเช่าที่ดินปลูกกล้วยหอมกว่า 2,700 ไร่ จนทำให้ชาวบ้านต้องเดือดร้อนหนัก เพราะขาดน้ำไว้ใช้อุปโภคบริโภค ก่อนจะมีการหารือทั้ง 2 ฝ่ายและได้ข้อสรุปเมื่อวันที่ 19 มี.ค. 59 ที่ผ่านมา ว่า ห้ามบริษัทจีนสูบน้ำจากแม่น้ำอิงโดยเด็ดขาด แต่ให้ใช้วิธีขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลแทน

กล้วย, ซีพี, ข่าวจังหวัดเชียงราย
สวนกล้วย ของกลุ่มทุนจีนที่ลาว

ซึ่งจากประเด็นดังกล่าวทำให้มีคนเกิดข้อสงสัย ?? ว่า เหตุใดบริษัทจีนถึงได้เข้ามาทำการเกษตรในประเทศไทยได้โดยง่าย เพราะก่อนหน้านี้การปลูกกล้วยของจีนได้สร้างความเสียหายด้านมลพิษให้กับประเทศลาวอย่างเป็นอย่างมาก โดยเพจเฟซบุ๊ก Prachuab Wangjai ได้โพสต์ข้อความตีแผ่เรื่องราวระบุว่า

เห็นข่าวนี้ http://tcijthai.com/tcijthainews/view.php?ids=6118 (ชาวบ้านโวยสวนกล้วยจีนบุกเชียงรายสูบน้ำอิงแห้ง) ถึงกับอึ้ง รำพึงตาม… “ข้ามโขงมาถึงบ้านเราแล้วเหรอ”

สวนกล้วยมหาบรรลัยกำลังกลายเป็นเรื่องเล่าขานตำนานแห่งการทำลายล้างที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะบนแผ่นดินลาวตอนเหนือ เมื่อที่ดินที่เคยเป็นเรือกสวนไร่นากว่า 250,000 ไร่ กลายเป็นสวนกล้วยหอมที่มีนักลงทุนจีนเป็นเจ้าของ

การที่คนจีนทะลักเข้าไปลงทุนในลาว สะท้อนปรากฏการณ์ของการแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ให้กับตัวเองเหมือนเช่นอดีต โดยเฉพาะคนจีนจากมณฑลกว่างสีและยูนนาน ซึ่งประมาณการกันว่าน่าจะอยู่ในลาวหลายพันคนแล้ว คนเหล่านี้เริ่มพบทางตันในการทำธุรกิจที่บ้านเกิดตัวเอง จุดหมายปลายทางของพวกเขา คือเดินทางลงใต้

คนจีนที่เข้าไปทำมาหากินในลาวจะได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากรัฐบาลท้องถิ่นของจีนรายละ 10,000 ดอลลาร์ หรือ 350,000 บาท แต่ต้องแลกกับการตีตั๋วเที่ยวเดียว คืออยู่ในลาวตลอดไป ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าว ก็น่าจะใช้ตั้งตัวได้ หากต้องการถือครองที่ดินก็ใช้วิธีซื้อผ่านนอมินีชาวลาว แต่ส่วนใหญ่เช่าที่ดินของเกษตรกรลาวมากกว่า โดยให้ค่าเช่าไร่ละ 300 – 600 ดอลลาร์ต่อปี หรือ 10,500 – 21,000 บาท เกษตรกรเจ้าของที่เห็นว่าราคานี้ค่อนข้างดี แถมไม่ต้องทำงานให้เหนื่อย

กล้วย, ซีพี, ข่าวจังหวัดเชียงราย

เซซิลี ฟริส แห่งมหาวิทยาลัยฮัมโบลดท์ในเบอร์ลินเจ้าของงานศึกษา Chinese Banana Investments in Northern Laos ชี้ว่า การที่เกษตรกรชาวลาวยอมปล่อยที่ดินให้คนจีนเช่ามาจากแรงจูงใจในตัวเงินจำนวนมหาศาลที่เกษตรกรลาวไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมา เช่น คุณภาพของดินจะถูกทำลายเพราะสารเคมีที่คนจีนนำมาใช้อย่างไม่บันยะบันยัง รวมถึงระบบการแจกจ่ายน้ำผ่านลำเหมืองก็ถูกทำลายลงไปด้วย

ส่วนคนงานสวนกล้วยหอมมีรายได้เฉลี่ย 120 – 150 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือ 4,200 – 5,250 บาท รายได้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ย เพราะลาวมีรายได้ประชาชาติต่อหัวอยู่ที่ 137 ดอลลาร์ต่อเดือนหรือประมาณ 4,800 บาทต่อคนต่อเดือน โดยแรงงานส่วนใหญ่มาจากชนกลุ่มน้อยในพื้นที่นั่นเอง

การปลูกกล้วยได้ผลตอบแทนดีเกินคาด ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรของลาวเชือว่าการลงทุนปลูกกล้วยหอม ให้ผลตอบแทนดี อาจจะถึง 20 เท่าภายใน 5 ปี ซึ่งผลผลิตกล้วยทุกหวีส่งกลับไปยังจีนทั้งหมด แต่ที่เหลือทิ้งบนแผ่นดินลาวคือสารเคมีล้วนๆ

ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเริ่มปรากฏออกมาให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการใช้สารเคมีและยากำจัดศัตรูพืชปริมาณมหาศาลเพื่อเร่งกล้วยให้ได้ผลผลิตส่งออกภายใน 3 – 4 เดือน ดังนั้นสารเคมีเหล่านี้จึงปนเปื้อนอยู่ในสภาพแวดล้อม ไหลลงสู่แม่น้ำลำคลอง ส่วนในอากาศก็คละคลุ้งไปด้วยสารพิษ โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้ๆ สวนกล้วย ว่ากันว่ามีกลิ่นเหม็นและเย็นยะเยือกทีเดียว

คนงานในสวนกล้วยส่วนใหญ่มักไม่สวมเครื่องป้องกันใดๆ แต่-ถึงแม้จะใช้หน้ากากหรือเครื่องป้องกัน คนงานมักมีอาการปวดหัว คันตา และอาเจียน คนงานบางรายเจอกับเรื่องเศร้า เมื่อลูกทารกอายุ 6 เดือน ที่เอามาอยู่ในแคมป์กลางสวนกล้วย ต้องเสียชีวิต หลังมีอาการตัวเหลือง อ้วกออกมาเป็นเลือด ริมฝีปากแห้ง หมอวินิจฉัยว่าตับล้มเหลว

แพทย์ที่โรงพยาบาลต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว (ตรงข้ามเชียงแสน) ให้ข้อมูลว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่มาจากคนงานสวนกล้วย โดยเฉพาะเด็กๆ จะมีอาการท้องเสีย อาเจียน มีไข้ ปอดถูกทำลาย ซึ่งอาการลักษณะนี้มีความเป็นไปได้ที่มีสาเหตุมาจากการได้รับพิษจากยาฆ่าแมลง และยาฆ่าหญ้า
เมื่อเกิดเหตุบ่อยครั้งเข้า

กระทรวงเกษตรและป่าไม้ของลาวได้แจ้งเตือนไปยังกลุ่มนายทุนสวนกล้วยชาวจีน เรื่องการใช้ยาฆ่าแมลงมากเกินไป และขอเข้าไปตรวจสอบสวนกล้วยในหลายๆ พื้นที่ทางตอนเหนือของลาว แต่กลุ่มนักลงทุนชาวจีนเหล่านี้ ก็ “รู้มาก” แค่เข้าไปดูแลเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นให้ใกล้ชิดกว่าเดิม ทุกอย่างก็ราบรื่น

สำนักข่าวนิเคอิของญี่ปุ่น รายงานว่า การรุกคืบของกลุ่มทุนจีนในลาว ไม่เพียงแต่สร้างปัญหาด้านสุขภาพเท่านั้น แต่ยังทำลายวิถีชุมชนของลาวตอนเหนืออีกด้วย ในปี 2012 หลายร้อยครอบครัวในบ่อเตนและห้วยทรายถูกสั่งให้อพยพออกจากพื้นที่ ไปอยู่ที่จัดสรรใหม่ เพราะหมู่บ้านของพวกเขาถูกแทนที่ด้วยคาสิโน แต่ที่อยู่ใหม่ใช่ว่าจะสวยและดีงาม เพราะผ่านไปแค่ปีเดียว ผนังผุ เพดานร่อน หลังคายุบ ชาวบ้านไม่มีใครอยากจะอยู่ในที่จัดสรรใหม่ แต่ก็เลือกไม่ได้

ขณะที่ชาวบ้านที่อุดมไซและหลวงน้ำทา ชุมชนของพวกเขากำลังถูกทำลายด้วยเขื่อนยักษ์เพื่อใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า ต้องอพยพชาวบ้านถึง 11,000 คน ไปอยู่ในที่จัดสรรแห่งใหม่

กล้วย, ซีพี, ข่าวจังหวัดเชียงราย, ศุภชัย เจียรวนนท์

ทั้งนี้เมื่อเรื่องราวดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ออกไปก็ทำให้มีกระแสด้านลบเกี่ยวกับการเข้ามาเช่าที่ปลูกล้วยในไทย เนื่องจากหวั่นจะได้รับผลกระทบทางด้านมลพิษเหมือนกับที่ประเทศลาวเคยเจอ จนมีการตั้งคำถามดังกล่าวข้างต้นและเรียกร้องให้ทางการเข้าไปตรวจสอบโดยด่วน ก่อนที่นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) จะออกมาเผยว่า

การเข้ามามาเช่าที่ดินใน จ.เชียงราย เพื่อปลูกกล้วยของกลุ่มทุนชาวจีน เหมือนกับการทำ Contract Farm ฉะนั้นต้องไม่ไปขับไล่เขา เพราะนี่ถือเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะทำให้เกษตรกรมีอาชีพและรายได้ โดยทำในลักษณะ ลักษณะพาร์ตเนอร์ชิป  ให้ชุมชนร่วมเป็นเจ้าของด้วย เพราะนี่สะท้อนให้เห็นว่าตลาดจีนต้องการกล้วยเป็นจำนวนมาก และรัฐบาลต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง 

อย่างไรก็ตามหลังผู้บริหารซีพีได้ออกมาแสดงความเห็นถึงเรื่องดังกล่าว ก็ทำให้เกิดเสียงตำหนิจากผู้คนในโลกออนไลน์ เพราะเห็นว่าการให้กลุ่มทุนจีนเข้ามาทำเกษตรกรรมในประเทศไทย ไม่ได้ตอบโจทย์ทำให้เกษตรมีรายได้เพิ่ม แต่เป็นการแย่งอาชีพทำมาหากินของคนในประเทศ และหากจะสนับสนุนเกษตรกรจริง ก็ควรให้เขาปลูกเองแล้วส่งออกไปขายยังจีนแทน

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

ข้อมูลบางส่วนจาก Facebook @Prachuab Wangjai
คลิปจาก ThaiPBS