เติมด่วน! ปตท.-บางจาก ปรับขึ้นราคาน้ำมัน มีผลพรุ่งนี้

เติมด่วน! ปตท.-บางจาก ปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด มีผลพรุ่งนี้ (29 เม.ย. 59)

วันที่ 28 เมษายน 2559 มีรายงานว่า บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ บริษัท บางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ประกาศปรับเพิ่มราคาขายปลีกกลุ่มน้ำมันทุกชนิด 50 สตางค์/ลิตร  ยกเว้น E85 ปรับเพิ่ม 30 สตางค์/ลิตร โดยให้มีผลตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (29 เม.ย.59)

pttmm

ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันของ ปตท.เป็นดังนี้

เบนซิน ออกเทน 95 ของปตท. อยู่ที่ 31.96 บาท/ลิตร

แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 25.00 บาท/ลิตร

แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 24.58 บาท/ลิตร

E20 อยู่ที่ 22.44 บาท/ลิตร

E85 อยู่ที่ 18.49 บาท/ลิตร

ดีเซล อยู่ที่ 23.89 บาท/ลิตร

ติดตามข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ news.mthai.com

MThai News

หมอเดว-หมอโอ๋ ฉะแนวคิดเด็ก ป.6 เกรดต่ำกว่า 2.5 จ่ายค่าเทอมเอง

น่าคิด หมอเดว โพสต์ชี้วิชาชีพควบคู่วิชาชีวิต จะยึดแค่เกรดไม่ได้ หลังประธานผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอให้เด็ก ป.6 เกรดต่ำกว่า 2.5 จ่ายค่าเทอมเข้า ม.1 เอง

วานนี้ (27 เม.ย. 59) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก @Suriyadeo Tripathi ได้โพสต์ข้อความแสดงความเห็นถึงกรณีที่ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินนายศรีราชา วงศารยางกูร เสนอแนวคิดให้รัฐบาลปฏิรูปการศึกษาของไทยด้วยการให้นักเรียนที่ จบ ป.6 เกรดต่ำกว่า 2.5 ต้องจ่ายค่าเทอม ม.1 เอง เพื่อหวังฝึกเด็กให้รู้รับผิดชอบตั้งใจเรียน รู้คุณค่าของงบประมาณ ว่า

นักเรียน, การศึกษาไทย

“ลองถามเล่นๆ ว่า หากเด็กเรียนเก่งมากเกรด 4.00 แต่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ไม่สนใจกิจกรรมส่วนรวม กลุ่มนี้ควรจ่ายค่าเทอมเองไหมครับ” #วิชาชีพควบคู่วิชาชีวิต

งานสำรวจต้นทุนชีวิต (ทักษะรู้คิด บวกจิตสำนึกทั้งต่อตนเองและสังคม) เมื่อปี 2556 โดย สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทำในเด็ก 3กลุ่ม ในเด็กระดับมัธยมปลาย

กลุ่มแรก คือสำรวจทั่วประเทศ เด็กในระบบกว่าหมื่นตัวอย่าง
กลุ่มที่สอง สำรวจในกลุ่มเรียนเก่ง ครีมของประเทศ
กลุ่มที่สาม สำรวจในกลุ่มเด็กนอกระบบการศึกษาที่เรียนในระบบไม่ได้

ผลปรากฎว่า กลุ่มที่สอง คือเด็กเรียนเก่งที่สุดมีจิตสาธารณะ ตกถึง 9 ตัวชี้วัด ในขณะที่ กลุ่มที่เรียนกับระบบไม่ได้ กลับตกแค่ 4 ตัวชี้วัด (ล้วนเป็นตัวชี้วัดด้าน สมรรถนะการเรียน ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่มี Learning problem)

ข้อมูลดังกล่าว ถูกต้องครับว่า เด็กกลุ่มที่เรียนแย่ที่สุดคือกลุ่มที่เรียนกับระบบไม่ได้ต้องใช้การศึกษาทางเลือก แต่พิสูจน์ชัดเจนว่า ทักษะรู้คิดจิตสำนึกไม่ได้แย่ที่สุด โดยเฉพาะจิตสำนึกสาธารณะ ในขณะที่กลุ่มที่สังคมให้ความสำคัญกับเกรดมากๆ กลับเป็นกลุ่มที่มีทุนชีวิตต่ำที่สุด โดยเฉพาะพลังชุมชน

จากข้อมูลดังกล่าวเกิดคำถามว่า หากเราคิดตัดสินเด็กเพียงแค่เกรด GPAX โดยไม่สนใจทักษะการอยู่ร่วมและจิตสำนึกต่อสังคม คงไม่ยุติธรรม ท่ามกลางความอ่อนแอกับระบบการศึกษาที่ยังไม่มีคุณภาพ

ยกตัวอย่าง เด็ก ม.ปลายคนหนึ่ง สอบ กสพท. หรือสอบตรง เก่งมาก สามารถสอบเข้าได้หมด ตั้งแต่ภาคการศึกษาที่ 2 ชั้นม.6 หลังจากนั้นไม่มาเรียน หรือไม่สนใจทำกิจกรรมใดๆ และไม่ช่วยเหลือเพื่อนใดๆ

เวลาครูให้ทำงานกลุ่ม ก็จะมีเด็กเพียงส่วนหนึ่งทำ อีกส่วนทำไม่ค่อยเต็มที่หรือแทบไม่ทำเลย หรือทำลวกๆ แบบ copy and paste เพราะเอาเวลาที่เหลือไปติวกวดวิชา เด็กแบบนั้นก็ได้เกรดดีแต่เห็นแก่ตัว หรือประเภทครูให้งานกลุ่ม กลับกลายเป็นพ่อแม่ของกลุ่มนั้นไปทำแทน ให้ลูกๆเอาเวลาไปกวดวิชาติวเข้มแทน

โดยสรุป เกรดอย่างเดียวแน่ใจไหมครับว่าวัดคุณภาพเด็กได้จริง เด็กที่มีปัญหาการเรียน (Learning problem / Learning disorder) มีสาเหตุมากมาย แต่เลือกเกิดไม่ได้ แต่มีผลลัพธ์เหมือนกันคือผลสัมฤทธิ์การเรียน เพราะระบบการศึกษาเรายังขาดคุณภาพในวิธีการเรียนการสอนและการประเมิน การสอบ ครูเราก็ไม่ค่อยเน้น group discussion

ก่อนข้อเสนอใดๆ อยากเห็นแผนการพัฒนาการศึกษาที่เป็นรูปธรรม เช่น พัฒนากระบวนการเรียนการสอน ( Facilitator, flip class room, Problem solving learning etc.) ปรับ mindset เป้าหมายการศึกษา ไม่ใช่มุ่งเน้นแค่ความเก่ง เน้นแค่เกรด คงไม่อยากได้ลูกศิษย์ที่เก่งมากๆแต่พูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง ขาดทักษะการอยู่ร่วมกับสังคม

Learn to live เพื่อพัฒนา เป้าหมายการเรียนรู้ มุ่งอาชีพ (วิชาชีพ) แต่ต้องควบคู่ กับ Learn to Love เพื่อพัฒนา เป้าหมายการเรียนรู้เพื่อมุ่งทักษะจิตสำนึกการอยู่ร่วมสังคม (วิชาชีวิต) ผลประเมินวัดวิชาชีพกันที่เกรด ก็ต้องควบคู่กับ วัดวิชาชีวิต กันที่ทักษะการทำกิจกรรมด้วย
ระบบการศึกษายิ่งมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพพลเมืองของรัฐทั้งประเทศ ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ทั่วไม่ว่าจะอยู่บนดอย หรืออยู่ในเมือง

โดย หมอเดว

ทั้งนี้นอกจากเพจ หมอเดวแล้ว เพจ @เลี้ยงลูกนอกบ้าน ของหมอโอ๋ ก็ได้มีการแสดงความเห็นถึงเรื่องดังกล่าวเช่นกันว่า ‪#‎การศึกษาไทยที่ใครว่าแย่‬ หมออ่านข่าวนี้ด้วยความเศร้าใจกับการศึกษาไทย (หลังจากเศร้าอยู่ทุกวันจากการได้รับรู้ปัญหาเรื่องการศึกษาจากวัยรุ่นในคลินิก)

กับแนวคิด… “เด็กเรียนได้ไม่ถึง 2.5 พ่อแม่จะต้องรับผิดชอบเรื่องค่าเล่าเรียนเองทั้งหมด เพื่อเป็นการกระตุ้นให้พ่อแม่ใส่ใจกับการเรียนของเด็กให้มากขึ้น”

หมอไม่รู้ว่าท่านผู้ตรวจการต้องการสื่ออะไรกับสังคมไทย? แต่มันช่างเป็นแนวคิด ที่ยิ่งตอกย้ำความเข้าใจผิดๆ ในสังคมเรา

“เด็กดี คือเด็กเรียนเก่ง”
“เด็กเรียนไม่เก่ง คือเด็กไม่เอาไหน”
“เด็กไม่เก่ง ก็เพราะพ่อแม่ไม่ทุ่มเทสั่งสอน”

………………..

เด็กแต่ละคนเกิดมากับต้นทุนทางสมองที่ไม่เท่ากัน ทำให้เรามีศักยภาพที่แตกต่างกัน

บางคนอาจเรียนไม่เก่ง แต่วาดรูปเก่ง บางคนชอบเล่นดนตรี บางคนวิ่งคล่องว่องไว บางคนเป็นเด็กมนุษย์สัมพันธ์ดี บางคนเป็นเด็กมีน้ำใจ หรือบางคนอาจจะเป็นเด็กธรรมดาๆ ที่ไม่ต้องโดดเด่นอะไร แต่ก็เอาตัวรอดได้ในการใช้ชีวิต

“เราต่างมีความหลากหลายที่มีความพิเศษ”

การเอาเรื่องการเรียนมาตัดสินเด็ก…อาจทำให้เด็กถูกบังคับให้ต้องเรียนพิเศษให้มากขึ้นๆๆ จนไม่มีเวลาค้นหาตัวเอง เด็กถูกกกดันด้วยบรรยากาศแย่ๆ จากพ่อแม่ที่ไม่อยากรับภาระค่าใช้จ่าย

เด็กถูกชี้นิ้วว่าเป็นตัวปัญหา โดยไม่มีใครมองที่มาของปัญหาที่แท้จริง พ่อแม่รู้สึกแย่ทั้งกับลูก รู้สึกล้มเหลวกับตัวเอง เด็กเชื่อไปตลอดชีวิตว่า “ฉันมันคือคนไม่เอาไหน” เด็กออกจากระบบการศึกษามากขึ้นกว่าเดิม
…………………………

“เราทุกคนเกิดมาเพื่อแตกต่างกัน”

การศึกษาที่ดี จะนำพาให้เด็กค้นพบศักยภาพนั้นของตัวเอง แต่การศึกษาที่เลว จะทำให้เด็กค้นพบแต่ความล้มเหลวของตนเองเช่นกัน
จงให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เพราะการศึกษาขั้นพื้นฐาน “ไม่ใช่การปรนเปรอเด็ก” แต่เป็นสิทธิที่เราทุกคนควรได้รับ อยากพัฒนาการศึกษา… ควรพัฒนา “คุณภาพ” ของระบบการศึกษาที่กำลังถอยหลังและล้มเหลว มากกว่าการริดรอนสิทธิ และทำให้เด็กถูกตีตรา ด้วยมุมมองแคบๆว่า “เราทุกคนต้องเรียนดี”

‪#‎หมอโอ๋เพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน‬

ผู้อยากให้ผู้ตรวจการทุกคนไปเรียนร้องเพลงกับโค้ชเดอะวอยซ์ เพราะอยากรู้ว่าท่านๆ จะร้องเพลงออกมาได้น่าฟังเหมือนกันทุกคนมั้ย?

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

พนง.ทีทีแอนด์ที ร้องนายกฯขอค่าชดเชย หวั่นถูกบริษัทลอยแพ

กลุ่มพนักงานบริษัท ทีทีแอนด์ที ยื่นหนังสือถึงนายกฯ ร้องขอค่าชดเชย หลังบริษัทส่อแววเลิกจ้าง หวั่นถูกบริษัทลอยแพ

วันที่ 28 เม.ย.2559 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มพนักงานของบริษัท ทีทีแอนด์ที จำกัด (มหาชน) จำนวน 30 คน เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ช่วยคุ้มครองลูกค้าที่ได้รับความเสียหายจากการถูกทอดทิ้ง และพนักงานจำนวน 2,090 คน ที่จะถูกลอยแพเลิกจ้าง จากกรณีที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 59 ทำให้บริษัทไม่มีเงินมาใช้จ่ายหมุนเวียนในบริษัท

6094961-300x183

ทั้งนี้ พนักงานในระดับปฏิบัติการ และระดับบริหารทั้งในส่วนภูมิภาค และส่วนกลาง จึงขอความช่วยเหลือ ดังนี้ 1.บมจ.ทีทีแอนด์ทีให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานในส่วนภูมิภาค จำนวน 1.5 ล้านเลขหมาย และบริการอื่นๆอีกมากมายให้แก่ประชาชนจำนวนมาก จึงขอเรียนสอบถามว่า ทำไมแนวทางแก้ไขของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กสทช. และทีโอที ถึงปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการล้มละลาย น่าจะมีการกำหนดแนวทางช่วยเหลือ ก่อนที่จะเกิดผลกะทบต่อการดำเนินธุรกิจ หรือต่อการสื่อสารกับลูกค้า และปัจจุบันยังไม่มีแนวทางในการรองรับปัญหาดังกล่าว

2.หากมีการเลิกจ้างจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และไม่มีการจ่ายค่าชดเชย และค่าบอกกล่าวล่วงหน้าให้พนักงานทันทีตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน พนักงานต้องไปดำเนินการฟ้องร้องตามขั้นตอน โอกาสจะได้เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานก็น้อยมาก ดังนั้น เมื่อพนักงานถูกเลิกจ้าง ซึ่งไม่รู้ว่าจะถูกเลิกจ้างเมื่อใดจะมีผลกระทบต่อตัวพนักงานและครอบครัวจำนวนมาก ซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจในชาติรวมทั้งปัญหาสังคมตามมาได้ วันนี้จึงขอให้คุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย

ด้าน ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐธรรมนนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รับเรื่อง กล่าวว่า นายกฯได้กำชับให้ตนเป็นผู้ลงมารับหนังสือ เพื่อรับทราบถึงความเดือดร้อนในเรื่องนี้เป็นพิเศษ ซึ่งส่วนตัวตนมองว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับกฎหมายสิทธิแรงงาน และเสรีภาพ การจะดำเนินการในเรื่องใดก็ตามไม่ควรจะพลีผลาม แต่ควรคิดให้รอบคอบ ทั้งนี้ การที่นายจ้างให้ลูกจ้างไปฟ้องศาลเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมนั้น เป็นสิ่งที่ไม่สมควร อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะรับเรื่องนี้ไปดำเนินการ

ขอบคุณข้อมูล/ภาพ tnamcot

MThai News